"..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖) .. จบแล้วครับ..

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 17 มี.ค. 2014, 05:05

"..ด้วยความยินดีครับ หลาน NOKNICE .. ชีวิตยังดำรงค์อยู่ คงทัวร์ชีวิตต่อไปจนกว่าจะสิ้นสลายหมดลมหายใจนั่นแล

..ชีวิตของทุกคนในโลกนี้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ ต่างต้องทำภาระประจำวันให้ชีวิตดำรงค์อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น จะอยู่ดีมีสุข หรือทุกข์ แค่ไหน เพียงใด นั่นก็สุดแท้แต่เหตุและปัจจัยต่าง ๆ ของแต่ละคน และน่าจะรวมไปถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงประดามีด้วย นั่นแล

..ตอนต่อไปของ "ทัวร์ชีวิต" คงเป็นลำดับการเป็นอยู่ของชีวิตผมในแง่มุมของการปั่นจักรยานเพื่อไปทำงาน..ไปธุระ..ไปออกกำลังกาย..ไปเล่นกีฬา..ไปร่วมกิจกรรมปั่นการกุศล..ตลอดถึงไปท่องเที่ยว นั่นแล
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*


Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 17 มี.ค. 2014, 13:05

NOKNICE เขียน:มารอติดตามครับลุง :mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:


..ขอบคุณมากครับ หลาน NOKNICE ที่เป็นคนแรกและอาจเป็นคนเดียวที่ให้กำลังใจ ตลอดมา..
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 27 มิ.ย. 2014, 03:31, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 20 เม.ย. 2014, 03:25

..เฮ้อ..ยังไม่มีเวลา..และ..อารมย์..ที่จะเขียนต่อเลย..ขอเวลาอีกหน่อยนะ..
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 24 เม.ย. 2014, 05:50

..เช้านี้ ตื่นแต่ตีสี่ เข้ามาดูกระทู้นี้ อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นว่าพอใช้ได้ ไว้ว่างจะรายต่อเกี่ยวกับช่วงเวลาปั่นจักรยาน ที่ปั่นมาแล้วมากมายยาวนานถึง ๓๒ ปี คงร่ายพอเป็นสังเขปได้เท่านั้น เพราะไม่ได้จดบันทึกโดยละเอียดไว้ หลักฐานแรกเลยก็คงเป็นจากในเวบนี้นั่นแล เพราะไปปั่นทุกครั้งก็มารายงานไว้..
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*


Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 24 เม.ย. 2014, 20:02

F1 เขียน:ขอติดตามครับ :)


..ด้วยความยินดียิ่งครับ..
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 02 มิ.ย. 2014, 16:45

"..เพิ่งเจอในเวบฯนี้แหละ ด้วยการเข้ากูเกิร์ล ค้นหาทริปต่าง ๆ ที่ไปปั่นมาแล้วสรุปทริปไว้ เพื่อจะรวบรวมมาไว้ที่นี่ " คนบนอาน : เนตร สงวนสัตย์ เมื่อชายวัย 70 ปี ไม่เคยคิดหยุดปั่น" http://www.rideabikenews.com/interview-detail.php?id=13
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 02 มิ.ย. 2014, 17:32

- ตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 ผมได้ใบเบิกทางขึ้นรถไฟฟรี ทุกสายไปกลับ ปีละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งให้ใช้ได้ภายใน 30 วัน ผมเริ่มขึ้นรถไฟเที่ยวขึ้นเหนือล่องใต้เที่ยวไปทั่ว จึงเกิดการติดเที่ยว และชอบเที่ยว ได้ไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ด้วยพาหนะต่าง ๆ มาแล้วมากมาย

โดยเฉพาะท่องเที่ยวด้วยรถจักรยานชอบมาก เพราะขณะที่ขี่รถจักรยานท่องเที่ยว ร่างกายได้ออกกำลังกายไปด้วย ทำให้ร่างกายแข็งแรง เดินทางไปด้วยความเร็วที่เหมาะสมไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป หากเกิดอุบัติเหตุรถล้มลงก็ไม่เจ็บมากขี่ต่อไปได้ ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติข้างทางมากกว่าพาหนะอื่น ๆ ได้สัมผัสกับ..ลม..แดด..ฝน, ได้ยินเสียงร้องของสรรพสัตว์อย่างชัดเจน ได้เห็นสรรพสิ่งอย่างชัดแจ้ง, ได้พูดคุยกับประชาชนชาวบ้านที่อยู่ละแวกสองข้างทาง, การบำรุงรักษารถจักรยานน้อยมากเมื่อเทียบกับรถยนต์, ค่าทะเบียนรายปีไม่ต้องเสีย, ค่าน้ำมันไม่เสีย, ไม่มีเสียงดังรบกวนโสตประสาทหูของผู้ขี่และชาวบ้าน, ไม่มีควันจากท่อไอเสียเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม, ไปที่ไหน ๆ มีแต่คนชื่นชมและสงสารที่ไปด้วยแรงขา ทุกครั้งที่ผมไปท่องเที่ยวด้วยรถจักรยานกลับมา ไม่ว่าจะเป็น ทริปไป-กลับภายในวันเดียวหรือหลายวันผมได้รับ “ความภูมิใจ” ที่ไปเที่ยวด้วยรถจักรยานสำเร็จกลับถึงบ้านด้วยความปลอดภัย, ได้ “สุขภาพแข็งแรง” และ “สุขภาพจิต”ดี ซึ่งทั้ง 3 อย่างนั้น “ในโลกนี้ไม่มีขาย” เคยขี่รถจักรยานท่องเที่ยวในประเทศมาแล้วมากมาย เท่าที่จำได้ก็คือ.-

- ขี่จาก จ.เชียงใหม่ – อ.ออบหลวง – อ.แม่สะเรียง – อ.แม่ลาน้อย – อ.ขุนยวม – จ.แม่ฮ่องสอน รวม 6 วัน

- ขี่จาก จ.น่าน – กิ่ง อ.สองแคว – อ.เชียงคำ – อ.เทิง – อ.เชียงของ – อ.เชียงแสน – แม่สาย (จ.เชียงราย)

- ขี่จาก จ.พิษณุโลก – แยกบ้านแยง – อ.นครไทย – ขึ้นไปเที่ยวบนภูหินร่องกล้า แล้วลงมานอนที่ อ.นครไทย – อ.ด้านซ้าย – อุทยานแห่งชาติภูเรือ – อ.เชียงคาน – อ.ปากชม – อ.สังคม – อ.ศรีเชียงใหม่ – จ.หนองคาย รวม 6 วัน รวม 2 ครั้ง

- เมื่อปี พ.ศ.2525 และ 2527 ขี่จากกรุงเทพฯ – จ. นครสวรรค์ – จ.สุโขทัย – จ.แพร่ – จ.ลำปาง – จ.เชียงใหม่ รวม 6 วัน

- เมื่อเดือน เม.ย.2546 ขี่จาก อ.สุไหงโก-ลค (จ.นราธิวาส) – จ.ปัตตานี – จ.สงขลา – จ.นครศรีธรรมราช – จ.สุราษฎร์ธานี – จ.ชุมพร

– จ.ประจวบคีรีขันท์ – จ.เพชรบุรี – จ.สมุทรสงคราม รวม 10 วัน

- เมื่อเดือน ก.พ.2547 ขี่จาก จ.ขอนแก่น – จ.มหาสารคาม – จ.ร้อยเอ็ด – จ.บุรีรัมย์ – จ.นครราชสีมา – จ.สระแก้ว – จ.จันทบุรี – จ.ระยอง – อ.สัตหีบ (จ.ชลบุรี) รวม 10 วัน

- ขี่จากกรุงเทพฯ – จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – อ.บ้านบึง – อ.สวนผึ้ง ภายในวันเดียว

- ขี่จากกรุงเทพฯ – อ.บางเลน – อ.กำแพงแสน – อ.ท่ามะกา – อ.ด่านมะขามเตี้ย – บ้านห้วยยายทอง จ.กาญจนบุรี รวมระยะทางประมาณ 160 กม. ภายในวันเดียว

- ขี่จากกรุงเทพฯ – จ.สุพรรณบุรี – อ.บ่อพลอย – อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ – อ.ด่านช้าง (จ.สุพรรณบุรี) รวม 3 วัน แล้วขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน

- ขี่จาก จ.อุบลฯ - ช่องแม๊ค – อ.โขงเจียม – จ.มุกดาหาร

- ระหว่างวันที่ 21 พ.ค. – 7 ส.ค.2549 ปั่นจักรยานเกือบรอบตามขอบประเทศไทย 79 วัน เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้จากการปั่นจักรยานมาตั้งแต่ปี 2524 รวม 25 ปี ไปบอกกับประชาชนตลอดรายทางที่พบและที่เข้าพักในแต่ละอำเภอหรือจังหวัดในแต่ละวันว่า ขี่จักรยานทำให้ประหยัดพลังงาน, มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง, รักษาสิ่งแวดล้อม ฯ อันเป็นการทำ 1 ใน 60 ล้านความดีถวายในหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติในปีมหามงคลอันประเสริฐที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 60 ปี ระหว่างดำเนินโครงการได้รับเชิญจากรายการบ้านเลขที่ 5 ไปออกรายการสดทางช่อง 5 เมื่อวันที่ 5 ก.ค.49 เวลา 18 น.เศษ

- ต้นปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ได้ปั่นจาก กทม.ไป อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี, ปั่นจาก อ.แม่สอด จ.ตาก ไป อ.อุ้มผาง และ จ.เมี่ยวดี ประเทศพม่า และได้ปั่นจักรยานมาราธอนไม่นอน 24 ชั่วโมง อีก 2 ครั้ง

- วันที่ 16 ก.ย.2550 – 5 ธ.ค.2550 ได้เป็นกรรมการของโครงการจักรยานเสือภูเขา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง 81 วัน เฉลิมพระชนมพรรษาฯ ได้ดำเนินโครงการและรณรงค์ให้ประชาชนเห็นคุณค่าของจักรยานและหันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น
สำหรับการขี่รถจักรยานท่องเที่ยวในประเทศนอกจากนั้นแล้วยังมีอีกมากมาย ถ้าเขียนทั้งหมดจะยาวมาก ต่อไปนี้เป็นทริปปั่นจักรยานท่องเที่ยวต่างประเทศ ดังนี้.-

- เมื่อปี พ.ศ.2539 ขึ้นรถไฟไปประเทศสิงคโปร์ ซื้อจักรยาน 1 คัน ราคา 17,000.- บาท ปั่นเที่ยวในประเทศสิงคโปร์ 3 วัน แล้วปั่นจากชายแดนสิงคโปร์ เข้าประเทศมาเลเซีย จนถึง “บัตเตอร์เวิร์ด” ระยะทางประมาณ 800 ก.ม.รวมเวลา 10 วัน แล้วขึ้นรถไฟกลับ กทม.

- เมื่อปี พ.ศ.2541 นำรถจักรยานขึ้นเครื่องบินไปลงที่เมือง “กาตมัณฑุ” ประเทศเนปาน ปั่นเที่ยวในเมือง 2 วัน แล้วปั่นไปถึงเมือง “โพคลา” ใช้เวลา 3 วัน ต่อจากนั้นขึ้นรถเมล์ ตั้งแต่ 08.00 – 18.00 น.ไปที่เมือง “พุทธวาล” เมืองที่พระพุทธเจ้าประสูติ ติดชายแดนประเทศอินเดีย เที่ยวแล้วพัก 1 คืน เช้าปั่นผ่านเขตแดนเนปาน เข้าประเทศอินเดีย เดินทางด้วยรถไฟบ้าง รถยนต์บ้าง เนื่องจากเป็นหน้าร้อน ในประเทศอินเดียไม่น่าปั่นและเป็นระยะทางไกลถึง 1,200 ก.ม.จากชายแดนไปถึงกรุง “นิวเดลฮี” เวลามีไม่พอ เราจึงใช้รถจักรยานเพียงปั่นไปขึ้นรถเมล์และรถไฟลงจากรถปั่นไปหาโรงแรมนอนเท่านั้น ผ่านเมือง “อักกล้า” ได้เที่ยว “ทัชมาฮาล” 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วย จนถึงเมือง “นิวเดลฮี” ปั่นเที่ยวอยู่ในเมือง 1 วัน บินกลับประเทศไทย

- เมื่อปี พ.ศ.2542 นำรถจักรยานขึ้นเครื่องบินไปปั่นเที่ยวที่เมืองปักกิ่งประเทศจีน และขึ้นรถไฟจากปักกิ่งไปซื้อทัวร์นั่งรถตู้เที่ยวที่มองโกเลียใน 3 วัน รวมอยู่ที่ปักกิ่งและมองโกเลียใน 15 วัน

- เมื่อปี พ.ศ.2543 นำรถจักรยานขึ้นเครื่องบินไปลงที่เมือง “ฮานอย” เหนือสุดของประเทศเวียดนาม ปั่นรถจักรยานเที่ยวอยู่ 1 วัน นอนค้าง 2 คืน แล้วปั่นออกจากเมืองฮานอย เดินทางถึงเมือง “โฮจิมินซิตี้”โดยใช้เวลาเดินทาง 15 วัน รวมระยะทาง 1,800 ก.ม.

- เมื่อปี พ.ศ.2543 (ต้นปี) ปั่นจาก อ.เมือง จ.หนองคาย – เมืองเวียงจันทน์ – เขื่อนน้ำงึม ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

- เมื่อปี พ.ศ.2543 นำรถจักรยานขึ้นรถไฟไปนอนค้างที่ อ.อรัญญะประเทศ 1 คืน เช้าวันรุ่งขึ้นเริ่มปั่นจักรยานเข้าประเทศกัมพูชาทาง “ปอยเปต” เมืองชายแดนติดกับไทย เข้าไปถึงเมืองศรีโสภณ(ค้าง 1 คืน) – เสียมเรียบ(ค้าง 1 คืน) – ขึ้นรถปิ๊กอัพประจำทางถึงพนมเปญ(ค้าง 2 คืน 1 วัน) – ขี่จากเมืองพนมเปญ 1 วัน 160 ก.ม.ถึงท่าเรือ “เอ็มสเตบัน”(นอนค้างรอเรือ 1 คืน – วันรุ่งขึ้น 09.00 น.เรือออกจากท่า ไปขึ้นจากเรือที่เกาะกง – นั่งเรือเล็กไปหาดเล็ก แล้วขึ้นรถยนต์กลับเข้า จ.ตราด –และ กลับ กทม.โดยรถยนต์.

- เมื่อปี พ.ศ.2544 นำรถจักรยานขึ้นเครื่องบินไปลงที่เมือง “แฟรงเฟิร์ต” ปั่นเที่ยว มุ่งเข้าไปหาเมือง “เบอร์ลิน” ปั่นไปได้ 7 วัน แล้วนั่งรถไฟกลับแฟรงเฟิร์ต ต่อจากนั้นญาติขับรถมารับไปปั่นเที่ยวในประเทศเนเธอร์แลนด์อีก 8 วัน รวม 15 วัน

- เมื่อปลายปี พ.ศ.2544 ปั่นออกจาก อ.เชียงของ – ถึง อ.เชียงแสน – ลงเรือสินค้าของจีน สองวันสองคืน วิ่งทวนแม่น้ำโขงไปขึ้นที่เมืองเชียงรุ่ง ประเทศจีน แล้วปั่น 3 วัน นอนค้างในจีน 3 คืน ถึงบ้าน “บ่อหาน” เมืองชายแดนเหนือสุดของลาวติดกับจีน ปั่นเข้าในลาวอีก 3 วัน ค้าง 3 คืน ถึงเมือง บ่อแก้ว ของลาว ลงเรือข้ามฝั่งกลับสู่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย แล้วนำรถจักรยานขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน

- เมื่อต้นปี พ.ศ.2545 ปั่นจากเมือง “หลวงพระบาง” ถึงเมือง “เวียงจันทน์” ในประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้เวลาปั่น 6 วัน

- เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ ทำ ๑ ใน ๖๐ ล้านความดี ด้วยการปั่นจักรยาน ๗๙ วัน ตามขอบประเทศเกือบรอบประเทศไทย ระยะทาง ๖,๕๐๐ ก.ม. เพื่อนำประสบการณ์ปั่นจักรยานมา ๒๕ ปี ไปบอกกับประชาชนตามรายทางและตามที่เข้าพักในแต่ละวันว่า ปั่นจักรยานแล้วได้อะไรบ้าง
- เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นกรรมการดำเนินงานของโครงการจักรยานเสือภูเขา ๕ แผ่นดิน ลุ่มน้ำโขง ปั่นจักรยาน ๘๑ วัน ผ่าน ๕ ประเทศ (ไทย, พม่า, จีน, ลาว, เขมร) และร่วมปั่นด้วยในบางช่วงภายในประเทศ

- เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๑ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปั่นพิชิตยอดดอยอินทนนท์ ที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ใช้เวลา ๘ ช.ม., เดือน ต.ค.ปั่นพิชิตยอดดอยตุง ใช้เวลา ๒.๔๐ ช.ม., ปั่นท่องเที่ยวกับ ททท.เชียงราย ปั่นในจังหวัด ๗ อะเมซิ่ง จ.เชียงราย แล้วข้ามไปปั่นในประเทศลาวจากเมืองห้วยทราย ถึง เมืองหลวงน้ำทา จนถึงด่านชายแดนลาว-จีน ที่บ่อเตน

- เมื่อวันที่ ๒๖ พ.ย.๕๑ ปั่นจักรยานกับโครงการ ๙ วัน ๙ จังหวัด ๙๙๙ ก.ม. จาก จ.อุดรธานี ผ่าน จ.หนองคาย, นครพนม, สกลนคร, กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, ขอนแก่น, หนองบัวลำภู,กลับมาที่จบทริปที่ จ.อุดรธานี

- ทริปยาวอีกทริปหนึ่งดังต่อไปนี้.-

--วันที่ ๙ มค.๕๒ ขึ้นรถทัวร์ออกจาก กทม. ไป อช.ภูกระดึง
--วันที่ ๑๐ ม.ค.๕๒ ถึง อช.ภูกระดึง เอารถจักรยานฝากไว้ที่ทำการแล้วเดินขึ้นไปนอนบนยอด ๑ คืน
--วันที่ ๑๑ มค.๕๒ เดินลงมานอนข้างล่าง ๑ คืน ต่อจากนั้นเริ่มปั่น
-- วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๒จาก อช.ภูประดึง ไปนอนที่ “สวนหินผางาม” บ้านผางาม ต.ปวนพุ อ.หนองหิต จ.เลย
- วันที่ ๑๓ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก “สวนหินผางาม” ไปนอนที่ จ.เลย
- วันที่ ๑๔ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก จ.เลย ไปนอนที่ อ.เชียงคาน จ.เลย
- วันที่ ๑๕ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก อ.เชียงคาน ไปนอนที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย
- วันที่ ๑๖ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก อ.ท่าลี่ ไปนอนที่ อ.นาแห้ว จ.เลย
- วันที่ ๑๗ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก อ.นาแห้ว ไปนอนที่ บ้านร่มเกล้า จ.พิษณุโลก
- วันที่ ๑๘ ม.ค.๕๒ ปั่นจากบ้านร่มเกล้า ไปนอนที่ อ.บ้านโคก จ.อดุตรดิตถ์
- วันที่ ๑๙ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก อ.บ้านโคก ไป “ดอยเสมอดาว” อช.ศรีน่าน อ.นาน้อย จ.น่าน
- วันที่ ๒๐ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก “ดอยเสมอดาว” ไปนอนที่ จ.น่าน
- วันที่ ๒๑ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก จ.น่าน ไปนอนที่ อ.เชียงม่วน จ.พะเยา
- วันที่ ๒๒ ม.ค.๕๒ พักอยู่ที่ อ.เชียงม่วนอีก ๑ วัน
- วันที่ ๒๓ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก อ.เชียงม่วน ไปนอนที่ อ.เชียงคำ จ.พะเยา
- วันที่ ๒๔ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก อ.เชียงคำ ไปนอนที่ จ.เชียงราย
- วันที่ ๒๕ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก จ.เชียงราย ไปนอนที่ “ดอยแม่สลอง”
- วันที่ ๒๖ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก “ดอยแม่สลอง” ไปนอนที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
- วันที่ ๒๗ ม.ค.๕๒ ปั่นจาก อ.ฝาก ไปนอนที่ จ.เชียงใหม่
- วันที่ ๒๘ ม.ค.๕๒ อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ อีก ๑ วัน เย็นขึ้นรถไฟกลับ กทม.
- เช้าวันที่ ๒๙ ม.ค.๕๒ ถึงบ้านที่บางนา โดยสวัสดิภาพ.

-๙ ก.ย.๕๒ - ๘ มี.ค.๕๗ ปั่นจักรยานกับโครงการที่เขียนขึ้นเอง แล้วเสนอให้กระทรวงมหาดไทยสนับสนุน ที่พัก ๒ คืน อาหาร ๕ มื้อ กับสมาชิกที่ร่วมปั่นจักรยานกับโครงการฯ จำนวน ๙ คน โดยปั่นจากกรุงเทพฯ ไปยัง ๗๓ จังหวัด เกือบทั่วประเทศ ยกเว้น ๓ จังหวัดภาคใต้ที่เป็นพื้นที่สีแดง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนใช้จักรยานในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น, ไหว้พระพุทธรูปจังหวัดละ ๙ วัด

-ปั่นจักรยานกับโครงการเสือภูเขา ๗ แผ่นดิน (๗ ประเทศ ไทย-มาเลเซีย-ไทย-พม่า-จีน-ลาว-เวียดนาม-เขมร-ไทย) ในฐานะทีมงานของโครงการฯ ทำหน้าที่ถ่ายภาพและสรุปทริปวันต่อวันใน www.thaimtb.com ได้ปั่นเฉพาะประเทศมาเลเซียกับประเทศไทยรวมประมาณ ๖๐ วัน

..เหล่านั้น นับเป็นเฉพาะที่จำได้และเคยบันทึกไว้แล้วก๊อปมาไว้ที่นี่เท่านั้น

-ต่อมาก็ยังคงปั่นออกกำลังกายเป้นประจำวัน และออกทริปอยู่เนื่อง ๆ จำไม่หวาดไหว จนถึงปัจจุบัน ก็น่าจะพอเป็นสังเขปได้แล้วกระมัง

การปั่นจักรยาน ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า รสชาติเป็นอย่างไร ข้อดี ข้อเสีย มีมากน้อยเพียงใด ผู้ที่ปั่นอยู่แล้วต่างทราบดี สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ปั่นก็ขอบอกให้ทราบไว้สักหน่อย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาให้กับตัวเองเพื่อเริ่มปั่นจักรยานในอนาคต


*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 27 มิ.ย. 2014, 03:58

- : ของฝากจาก..ลุงเนตร : -
*****
ผมนายเนตร สงวนสัตย์ อยู่บ้านเลขที่ ๔๖๕ ซอยจ่าโสด แขวงบางนา เขตบางนา กทม.๑๐๒๖๐ โทร.๐๒-๗๔๕๒๐๙๙ และ ๐๘๙-๘๑๓๓๙๓๖ เกิด ๑ พ.ค.๒๔๘๖ อายุ ๗๑ ปีเศษ มีโอกาสออกกำลังกายเป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก ๆ ปัจจุบันร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคใด ๆ ขณะนี้ยังออกกำลังกายด้วยการวิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อยู่เป็นประจำ เลิกขึ้นรถเมล์ไปทำงานใน กทม. โดยใช้จักรยานแทน ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๔ ปั่นจักรยานมาแล้วทุกรูปแบบ ทุกสภาพถนน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ จัดทำโครงการปั่นจักรยาน ๑ ใน ๖๐ ล้านความดี ถวายในหลวง ด้วยการปั่นจักรยาน ๗๙ วัน ไปเกือบรอบประเทศไทย และปี ๒๕๕๒ จัดทำและควบคุมการดำเนินโครงการปั่นจักรยาน ๗๓ จังหวัด ๑๗๙ วัน (ไปพักจังหวัดละ ๒ คืน) เริ่มตั้งแต่ ๙ ก.ย.๕๒ – ๘ มี.ค.๕๓ เพื่อนำประโยชน์ของจักรยานไปบอกกับประชาชนตามรายทางและตามที่พักแต่ละวันว่า ปั่นจักรยานแล้วได้อะไร ผมมีประสบการณ์ตรงจากการปั่นจักรยานออกกำลังกายมากมายคือ.-
๑. “ออกกำลังกายสร้างสุข”
...การออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นแก่ร่างกายเป็นอย่างยิ่ง เพราะการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิทำลายล้างและคุ้มกันโรคต่าง ๆ นานาประดามีที่ปนมากับอาหารและอากาศ ถ้าไม่ออกกำลังกาย สูงอายุเจ็บป่วยไม่สบายไปหาหมอ เสียเงินได้ยามากิน ไม่หายตาย หายไม่แข็งแรง ไปไหนมาไหนไม่สะดวก นั่ง ๆ นอน ๆ รอวันสิ้นลม เป็นภาระของลูกหลาน เป็นช่วงเวลาของชีวิตที่น่าเบื่อที่สุด ใคร ๆ ก็คงไม่ต้องการ ดังนั้น ท่านที่อยู่ในวัยทำงาน ถ้ามุ่งแต่ทำงานหาเงินอย่างเดียว ไม่ออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เมื่อพ้นจากวัยทำงาน เข้าสู่วัยชรา จะต้องเจ็บป่วย ไปหาหมอ กินยา บางคนเงินที่เก็บออมมาตลอดวัยทำงาน ต้องหมดไปกับการรักษาตัวเอง หมดเงิน ไม่หมดโรค ไม่แข็งแรง ไม่เหมือนคนที่ทำงาน และออกกำลังกายไปด้วยเพียงวันละ ๑ ช.ม. เมื่อพ้นวัยทำงาน ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ไม่เป็นภาระกับลูกหลาน ได้อยู่กับลูกหลานนาน ๆ อย่างมีความสุข เงินที่เก็บออมมาจากวัยทำงาน ได้ใช้ไปท่องเที่ยว ทำบุญสร้างกุศล ให้ทาน..”
(การออกกำลังกายเหนื่อย เมื่อย ร้อน “ใจ” ไม่ชอบ “กาย” ต้องการ วันหนึ่งใน ๒๔ ช.ม. ใช้จิตประสานใจปล่อยกายได้ออกกำลังวันละ ๑ ช.ม. ทำให้มีสุขภาพดีทั้งกายและใจไปตลอดชีวิตดีแล)

๒. “ปั่นจักรยานเสพสุข”
... ปั่นจักรยานแล้วได้สิ่งดี ๆ มากมาย ดังต่อไปนี้.-
1. ได้ออกกำลังกาย ร่างกายสร้างภูมิทำลายและคุ้มกันโรค ทำให้โรคที่เป็นอยู่หาย ไม่ต้องหา หมอกินยากับยังป้องกันไม่ให้เป็นโรคร้ายต่าง ๆ ที่ปะปนมากับอาหารและอากาศที่เราทานและหายใจ
2. ได้สุขภาพกายและจิตดี..ที่ไม่มีขาย.ทำให้เกิดกับตนได้ จากการขี่รถจักรยาน
3. ได้รับความภูมิใจ..ที่ไม่มีขาย..ทำให้เกิดกับตนเองได้ เช่น เขาขับรถยนต์ไป จ.เชียงใหม่ 8 ช.ม.ถึง..เราปั่นจักรยาน ๖ วัน ก็ถึงเหมือนกัน
4. ได้ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าใช้พาหนะที่มีเครื่องยนต์
5. ได้พบปะพูดคุย, เห็นการเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของประชาชนตามรายทางที่ผ่าน
6. ได้ความปลอดภัยมากกว่าใช้พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ เพราะรถจักรยานวิ่งช้ากว่าจึงปลอดภัย
7. ได้ทานอาหารสารพัดตามต้องการ เพราะร่างกายไม่มีโรคร้ายที่จะต้องจำกัดอาหาร
8. ได้มีรถใช้ส่วนตัว ราคาไม่แพง เสมือนกับผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว ขี่ไปทำงานหรือไปทำธุระ
ต่าง ๆ ทุกแห่งได้สะดวกกว่า ไม่ว่าขณะเดินทางหรือจอด
9. ได้คุ้มครองชีวิตตนเองขณะที่ขี่รถจักรยานไปในที่ต่าง ๆ ไม่ต้องฝากชีวิตไว้กับคนขับรถขนส่งสาธารณะ
10. ได้คำจำกัดความสุดวิเศษมาทำให้ตนเองมีความมานะและอดทนว่า “มีความสุขอยู่กับความ เหนื่อยยากลำบากของตนเองขณะขี่รถจักรยาน” คือ เมื่อขี่รถจักรยานไปนาน ๆ จนถึง ขนาดขี่ไปได้ทั้งวัน ไม่ว่าฝนจะตก..ฟ้าจะร้อง.ลมจะแรง..แดดจะออก..เหงื่อจะไหล...
ท้องจะหิว..ก็ยังปั่นไปได้ บ่อย ๆ แล้วได้พบกับความเป็นจริงข้างต้นนั้น
11. ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดและผ่านไปช้า ๆ เช่น ลม..แดด..ฝน..หมอก (เมื่อปั่นจักรยานขึ้นไป อยู่บนยอดเขาสูงได้อาบหมอก กินเมฆ), ได้เห็นสรรพสิ่งสองข้างทางผ่านไปอย่างช้า ๆ ชัดเจน, ได้ยินเสียงของสรรพสัตว์, ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ขณะขี่จักรยานในชนบทป่าเขาลำเนาไพร
12. ได้เป็นผู้รักษาสิ่งแวดล้อมในด้านควันและเสียงของเครื่องยนต์ ลดภาวะโลกร้อน
13. ได้เข้าไปอยู่ใน “สังคมของคนจักรยาน” ซึ่งเป็นอีกสังคมหนึ่งที่มีแต่ชาวจักรยานเท่านั้นที่จะเข้าใจว่าเป็นสังคมที่อบอุ่นไม่ใช่เพื่อนเสมือนเพื่อนไม่ใช่ญาติก็เสมือนญาติช่วยเหลือกัน
14. ได้ท่องเที่ยวแบบประหยัด ได้รับความรู้และประสบการณ์มากมาย
15. ได้ภาพพจน์ที่ดีจากสายตาคนอื่น เช่น เป็นคนแข็งแรง, เป็นนักกีฬา, เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น
16. ได้ออกกำลังกายในรูปแบบ “แอโรบิค” ไม่กระตุกกระชาก ไม่กระแทกกระทั้น หัวเข่าไม่
ต้องรับน้ำหนักตัวจนทำให้เสื่อมสภาพเจ็บปวด แต่กลับทำให้หัวเข่าและกล้ามเนื้อทุกส่วน
ของขาและแขนแข็งแรงยิ่งขึ้น เพราะได้ออกกำลังตลอดเวลาที่ปั่นจักรยาน
มาปั่นจักรยานออกกำลังกายและท่องเที่ยวกันเถอะ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ของตัวท่านเองและเพื่อนร่วมชาติ “ยิ่งปั่น ยิ่งแข็ง แรงยิ่งดี โรคใด ๆ ไม่มี สุขขีตลอด
กาล (www.thaimtb.com “ลุงเนตร” ../.. E-Mail : netr99@gmail.com) –
Facebook : นายเนตร สงวนสัตย์
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 27 มิ.ย. 2014, 04:06

"..จักรยาน.." ผมนับว่าเป็นสิ่งวิเศษอีกอย่างหนึ่งที่คนสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เดินทางใกล้-ไกล ไปได้ทุกที่ที่คนเดินไปได้ก็สามารถปั่นหรือพาไปได้ เช่น ปั่นไปในทางแคบ ๆ เพียงทางเดินเท้าได้ สุดทางเดินเท้าต้องข้ามบ่อเลี้ยงหอยแครงที่มีไม้กระดานพาดให้เดินอยู่เพียงสองแผ่นกว้างไม่ถึงศอก ก็ยกจักรยานพาเดินไปด้วยได้จนสุด เมื่อพบทางเดินก็ปั่นต่อ เช่นนี้ พบเมื่อครั้งน้าเป็ด จัดทริปพาไปเที่ยววัดเขาสมุทรจีน (วัดโบสถ์จมน้ำชายทะเลบางขุนเทียน ไปถึงวัดพร้อมจักรยานโดยไม่ลงเรือ ไปกันหลายคน ผ่านได้หมด ไม่มีใครตกสะพาน แต่แย่หนักเหนื่อย ขากลับลงเรือ นอกจากนั้น ระยะทางไกล ๆ ถึงรอบโลก คุณวรรณ-หมู ก็ปั่นสำเร็จมาแล้ว จึงเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า "จักรยาน" นั้นโคตรวิเศษ ขอยุติเรื่องเกี่ยวกับ "จักรยาน" ไว้เพียงเท่านั้น.."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 27 มิ.ย. 2014, 04:32

"..กลับมาคิดถึงตนเอง ตลอดชีวิตที่อยู่มา ที่เห็นชัดก็เป็นอยู่เพียง..กิน..ขี้..นอน นับว่าเป็นอยู่ตามธรรมชาติของร่างกาย ไม่กิน ไม่ขี้ ไม่นอน ก็ตาย ระหว่างเวลาแต่ละวันก็ทำภาระกิจของตัวเอง วัยเด็กเรียน พ้นการเรียนทำงาน ระหว่างทำงานออกกำลังกายวันละ ๑ ช.ม. ป่วยหาหมอรักษา ชีวิตยังดำรงอยู่ถึงทุกวันนี้ ๗๑ ปี ๑ เดือน ๒๖ วัน ย่างเข้าสู่วัยชรา ต้องพบกับการเจ็บป่วย หลงลืม เพิ้อมุ่งไปสู่ความตายในที่สุดของชีวิต ซึ่งจะตายเมื่อไร อย่างไร ไม่อาจทราบได้ ซึ่งต้องตายแน่ ๆ ด้วยกันทุกคน

..สำหรับผมมีความคิดว่า ในช่วงวัยชรา ก่อนตายนี้ ไม่ต้องการเป็นอย่างผู้อื่นที่เคยเห็นคือสุขภาพไม่ดี ร่างกายไม่แข็งแรง ป่วยเรื้อรัง เข้า-ออก ร.พ.เป็นนิจ นั่ง ๆ นอน ๆ รอวันตายไปวัน ๆ ซึ่งเห็นว่าเป็นภาวะที่น่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างยิ่ง จึงพยายามออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันทำให้ร่างกายแข็งแรงไว้จนกว่าจะตายด้วยเหตุหนึ่งใดไปก็จบกัน

..คน ก็เท่านั้น เกิดมาเพียงเพราะเป็นผลลัพธ์ของความรักของคนสองคน ภายใต้ความคิดของคนสองคนนั้นต่าง ๆ กัน แต่คงไม่พ้นเพื่อ สืบสกุล สืบทรัพย์สมบัติ ผลพลอยได้สืบเผ่าพันธุ์คนให้ดำรงค์คงอยู่ต่อไป

..ผมแต่งงานหลายปีกว่าจะมีลูก ก่อนมีลูกคิดว่า มีไว้เชยชมสัก ๑ คน เพราะเห็นผู้อื่นมีแล้วน่ารัก น่าเอ็นดู ก็เท่านั้น แต่กับคนอื่น ๆ น่าจะมีเหตุผลมากกว่า ก็ว่ากันไปตามสภาวะความนึกคิดและฐานะการเป็นอยู่ ซึ่งแตกต่างกันออกไปมากมายมหาศาล ทุกครอบครัวย่อมไม่เหมือนกันสักครอบครัวนั่นแล

*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 27 มิ.ย. 2014, 06:01

"..ความจำเป็นในการดำรงค์ชีวิตของแต่ละคน ที่สำคัญที่สุดก็คือ..

๑. อาหาร ๓ มื้อ ๆ ละเพียง ๑ จาน มีบางคนทาน ๒ มื้อ หรือ ๑ มื้อ ก็มี

๒. เครื่องนุ่งห่ม เห็นในยูทูป นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียว ก็อยู่กันได้ ผ้าห่มกันหนาวใช้ขนสัตว์

๓. ที่อยู่อาศัย กระต๊อป กันแดด-ฝน แต่ละคนใช้ที่นอนกว้างศอกกว่า-ยาวเพียงวากว่า เท่านั้น

๔. พาหนะในการเดินทาง เริ่มจากในอดีตเพียงเดินเท้า ล้อเลื่อน เกวียน ปัจจุบัน "รถจักรยาน" ก็ไปไหน ๆ ได้แล้ว

..นอกเหนือจากนั้น เป็นสิ่งเพิ่มเติมที่สร้างสรรกันขึ้นมาเพื่อให้เกิดคามสะดวกสบายมากขึ้นตามใจปรารถนาขณะเดียวกันที่ใจต้องการคามสะดวกสบาย ความสวยงาม ก็ต้องใช้เงิน ทำให้เกิดวังวนของธุระกิจ เกิดการเอารัดเอาเปรียบ เกิดการแก่งแย่ง เกิดความโลภ มือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดความร่ำรวย เกิดความยากจน เกิดการเหลื่อมล้ำต่ำสูง ขึ้นในทุกสังคมของทุกประเทศทั่วโลก

..ทั้ง ๆ ที่ ตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้สักบาท

..ถ้าผมเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศใดประเทศหนึ่ง ผมจะแก้ปัญหาและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับในสิ่งต่อไปนี้.-

๑. ปัญหาด้านสุขภาพ เรื่องนี้ต้องเน้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องดูแลทั้งในด้านการรักษาและป้องกันที่ต้นเหตุของการเจ็บป่วย ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายกันอย่างจริงจังยั่งยืน ด้วยการสร้างสนามกีฬา จัดให้มีเครื่องมือออกกำลังกายอย่างพอเพียงทั่วถึงทุกชุมและครัวเรือน แต่ละครัวเรือนแจกฟรีเครื่องปั่นฟิตเนส และผลิตจักรยานแจกให้ประชาชนทุกคนไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมกับสร้างจิตสำนึกให้ทราบว่า การออกกำลังกายแล้วดีอย่างไร ไม่ออกกำลังกายไม่ดีอย่างไร โดยให้ทราบเป็นประจำทุกวันทั้งทางตา (แพร่ภาพทางทีวี), ทางหู (กระจายเสียงบทคามทางวิทยุ) จากสภาพความเป็นจริงตามสนามกีฬาและสวนสาธารณะต่าง ๆ ที่คนกำลังออกกำลังกายกันอยู่ และตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่มีผู้เจ็บป่วยนอนรักษาตัวอยู่ ให้รู้แจ้ง เห็นจริง จึงเกิดการออกกำลังกายกันอย่างจริงจังยั่งยืน ไม่ใช่อย่างปัจจุบัน ตามสนามกีฬา และหน่วยงานของรัฐบาลที่มีหน้าที่ดูแลสุขภาวะของประชาชน อาทิ อบจ. อบต. เทศบาล ที่จัดซื้ออุปกรณ์สำหรับออกกำลั้งกายมาตั้งไว้กลางแดดกลางฝน ไม่มีประชาชนไปออกกำลังกายเช่นนั้นเป็นการเสียโดยเปล่าประโยชน์ จากความคิดและการกระทำที่ดี แต่ยังดีไม่สุด ไม่ได้สร้างจิตสำนึก จึงไม่เกิดประโยชน์ตามความประสงค์ นั่นนับเป็นการแก้ปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนที่ต้นเหตุ ทำให้การเจ็บป่วยถึงกับต้องรักษาไม่เพิ่มมากขึ้นและน้อยลงในที่สุด

๒. ปัญหาการศึกษา ให้เรียนรู้วิทยาการเมื่อสอบผ่านข้อเขียนแล้ว ต้องสอบผ่านการปฏิบัติด้วย เมื่อเรียนจบออกไปจะได้ทำงานได้จริง พร้อมกับสดแทรกความรู้ด้านหน้าที่ศีลธรรม จริยธรรม ไว้ให้ด้วย เพื่อที่จะได้ไม่แก่งแย่งโกงกินในกันและกันในทุกสังคม

๓. ปัญหาคอรัปชั่นอย่างถูกกฏหมาย เช่น ฮั้วการประมูล เป้นต้น แก้ไขด้วยการมีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง มีหน้าที่ควบคุมคณะกรรมการเปิดซองประกวดราคา โดยเมื่อคณะกรรมการเปิดซองประกวดราคาแล้วเสนอราคาต่ำสุดขออนุมัติจัดซื้อ คณะกรรมการที่มีหน้าที่ควบคุมคณะกรรมการเปิดซองประกวดราคาต้องพิจารณาว่า ก่อนประกวดราคาคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างได้ตั้งราคากลางไว้ตามราคาเปนจริงของตลาดหรือไม่ ถ้าไม่ต้องทักท้วงให้ตั้งราคากลางให้เป็นไปตามความเป็นจริงของตลาด เมื่อเปิดซองประกวดราคา ซองที่ราคาต่ำสุดก็ต้องต่ำกว่าราคากลางของตลาด ก็อนุมัติให้จัดซื้อได้ เท่านั้นก็ไม่มีการคอรัปชั่นแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่จัดซื้อโดยประกวดราคาตั้งราคากลางสูํงกว่าราคาเป็นจริงของตลาด และปล่อยให้คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคาอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างบริษัทที่เสนอราคาต่ำสุดของทุกบริษัทที่เสนอราคา ทั้ง ๆ ที่ราคาต่ำสุดนั้น สูงกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ นั่นจึงเกิดการคอรัปชั่นกันอย่างถูกกฏหมายดังได้ปฏิบัติกันมาทุกหน่วยงานของรัฐฯทั่วประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ไม้กวาดดอกหญ้า ท้องตลาดขายปลีกอันละ ๓๐ บาท ต้องการซื้อไม้กวาด ๑,๐๐๐ อัน ตั้งราคากลางไว้ที่อันละ ๕๐.- บาท มีบริษัทเสนอราคา ๕ บริษัท เปิดซองราคาต่ำสุด ราคาอันละ ๖๐.- บาท คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคา อนุมัติจัดซื้อราคาต่ำสุด ๖๐.- บาท แพงกว่าราคาจริงของตลาดอันละ ๓๐.- บาท เป็นต้น

๔. ปัญหาคนทำผิดกฏหมาย ตั้งแต่เล็ก ๆ น้อย ๆ (ลักทรัพย์ ฉกชิง วิ่งราว) จนถึงใหญ่ (ปล้น ข่มขืน ฆ่า) แก้กฏหมายให้มีโทษมาก ๆ จะได้เกรงกลัวไม่กล้าทำผิดกฏหมาย อาทิ ลักเล็ก ขะโมยน้อย โทษต้องมากสมมุติตัดคุก ๑๐ ปี ระหว่างติดคุกทุกคดี ต้องอย่าปล่อยให้นักโทษอยู่กันอย่างสุขสบายสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน ไม่เข็ดหลาบ ออกไปแล้วก็เข้ามาใหม่ ต้องอย่าให้กินดีอยู่ดี คือ ให้กินเพียงประทังชีวิต และใช้งานให้เกิดประโยชน์กับรัฐบาลและประชาชน เช่น ให้ออกไปปลูกป่า ไปทำนา ไปถางป่า ขุดลอกคู คลอง หนอง บึง ดายหญ้า ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับสองข้างทางหลวง ให้ทำงานวันละ ๘ ช.ม. โทษหนัก (ปล้น ข่มขืน ฆ่า) ประหารชีวิตอย่างเดียว ไม่มีสารภาพลดกึ่งหนึ่ง ประเทศมาเลเซีย ใครพกปืนในที่สาธารณะ มีโทษหนักถึงประหารชีวิต ตำรวจผู้รักษากฏหมายก็ต้องทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด ถ้าละเลยไม่รักษากฏหมายอย่างเคร่งครัด ตัดเงินเดือน ลดยศ ถึงไล่ออก โดยมีอีกหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติงานของตำรวจอีกหน่วยหนึ่งด้วย

๕. ปัญหาปากท้องของประชาชน สนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาสร้างโรงงานในประเทศไทย โดยใช้แรงงานคนไทย สนับสนุนให้ประชาชนคนไทยทำเกษตรกรรมในทฤษฎีเศรษบกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เวณคืนที่ดินจากคนที่มีที่ดินมากเป็นพันไร่ มาให้ประชาชนที่สมัครใจจะทำอาชีพเกษตรพอเพียงครอบครัวละ ? ไร่ สนับสนุนให้เลี้ยงโค-กระบือไว้ใช้งาน ไม่ใช้่ปุ๋ยเคมีที่ต้องซื้อราคาแพง โดยใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ แทน

๖. ปิดกั้น สิ่งฟุ่มเฟือย ที่เห็นว่าไม่จำเป็นการกับดำรงค์ชีพของประชาชน อันทำให้ต้องสิ้นเปลืองเงินโดยไมจำเป็น

๗. ปิดกั้น สิ่งที่เสพแล้วไม่มีประโยบช์กับร่างกาย อาทิ สุรา บุหรี่

๘. ควบคุมหน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมราคาเครื่องอุปโภคบริโภค ให้ดูแลราคาสินค้าทุกชนิดในท้องตลาดให้ขายตามราคาของความเป็นจริงจากการผลิต+ค่าบริหารจัดการ ไม่ปล่อยให้ผู้ค้าขึ้นราคาขายสินค้ากันตามต้องการโดยอิสระ

๙. ส่งเสริมศาสนาทุกศาสนา ให้ส่วนที่เป็นหลักและแก่นเข้าถึงประชาชนอย่างจริงจังยั่งยืน โดยให้พระผู้มีความรู้ไปอบรมนักเรียนนักศึกษาทุกโรงเรียน ทุกระดับชั้นการศึกษา เป็นประจำทุกสัปดาห์ จะช่วยลดปัญหาคนทำผิดกฏหมายให้น้อยลงได้ด้วย
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 27 มิ.ย. 2014, 06:12

"..ทั้งหมด ทั้งสิ้น เป็นเพียงความคิดของผม ประชาชนคนไทย คนหนึ่งที่ได้รับการศึกษาเพียง ม.๖ จบเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓ ดำเนินชีวิตตามทำนองครองธรรมมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน ๗๑ ปี ๑ เดือน ๒๖ วัน สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง แต่ก้มีโรคมาเยือนบ้างที่ถาวรก็ตาเริ่มเป็นต้อ จะตายวัน ตายพรุ่งไม่รู้ที่ ใคร่ขอฝากความคิดไว้ให้เป็นวิทยาทานสืบไป

..ตัวผมเองตราบที่ยังมีชีวิตอยู่จากปัจจุบันวันเวลานี้ ก็คงทัวร์ชีวิตไปเรื่อย ๆ ตามแต่ใจสั่งการ ทั้งหมดทั้งสิ้นก็ต้องตั้งอยู่บนความเป็นจริงของธรรมชาติ ตั้งอยู่บนความดี ความถูกต้อง ตามทำนองครอบธรรม ตามกฏหมาย ตามระเบียบแบบแผนประเพณี ต่อไปจนกว่าจะตาย (ผมทำใจให้ตายก่อนตัว ตามคำสอบของท่านพุทธทาส ภิกขุ อยู่เสมอ ๆ แล)

..และแล้วก็มาถึงที่สุดท้ายของทัวร์ชีวิตฯ หากมีสิ่งดีอยู่บ้างขอมอบให้กับทุกท่าน หากมีสิ่งใดที่ไม่ดี ทำให้เกิดควมเสียหายกับท่านหนึ่งท่านใด โดยมิได้ตั้งใจ โดยคาดไม่ถึง ผมขออภัย และโปรดให้อภัยผมผู้น้อยด้อยปัญญาด้วยเถิด

..ขอบคุณ http://www.thaimtb.com ที่ให้พื้นที่

..ขอบคุณ ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน อนุญาตให้นำส่วนที่คิดว่าดีมีประโยชน์ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 28 มิ.ย. 2014, 05:43, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 27 มิ.ย. 2014, 06:31

"..ท้ายที่สุดนี้ ผมคิดว่า ถ้าประชาชนคนไทย ทุกคน ตั้งแต่ผู้มีอำนาจบริหารประเทศ ข้าราชการทุกกระทรวงทะบวงกรม พ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ทุกสังคม ทุกหมู่เหล่า ปฏิบัติตามพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเคร่งครัด ทุกคนย่อม "อยู่ดีมีสุขถ้วนหน้า" และท่าน "พ่อหลวง" ก็ไม่ทุกข์ด้วย..

(นำมาจาก http://www.oknation.net/blog/kritwat/2009/11/26/entry-1)

ตั้งแต่ทรงครองราชย์ จากอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น
ในหลวงของพวกเรา ทรงมีพระบรมราโชวาท
และพระราชดำรัสกับปวงชนชาวไทย นานับประการ
ในการให้ทุกคนได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคม
และทรงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพวกเราในทุกๆด้าน

ซึ่งหากเราใส่ใจและสนใจนำพระราชดำรัสมาปฏิบัติ
ในชีวิตประจำวันของพวกเราทั้งด้านความคิด
ด้านการงาน ครอบครัว และการใช้ชีวิตแล้ว ล่ะก้อ
เชื่อแน่ว่าจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นอย่างแน่นอน

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

พระราชดำรัสของพระองค์ที่มอบให้แก่พวกเราชาวไทย
ในหลากหลายเรื่องนั้น ล้วนแล้วแต่มีคติสอนใจ
ที่อยากให้ทุกคนนำมาประพฤติปฏิบัติ
เพื่อความสุข ความสำเร็จ และความเจริญของเรา
เปรียบเสมือนเป็นคำสอนของพ่อที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่า
.....
ต่อไปนี้จะเป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่พระองค์ได้ให้พระบรมราโชวาทในโอกาสต่างๆ
ซึ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเป็นคนดีและการใช้ชีวิตในสังคม
ผมเชื่อว่า หลายๆพระบรมราโชวาทที่พระองค์มอบให้นั้น
พวกเราคงเคยได้ยินกันบ่อยๆ แต่จะมีใครรู้ไหมว่า
พระบรมราโชวาทนั้น เกิดขึ้นที่ไหน และเมื่อใด
.....
คนดี
ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี
ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย
จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง
และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ
ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้
พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ
ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512
.....
อนาคตทำนายได้
ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดที่เป็นอยู่แก่เราในวันนี้
ย่อมมีต้นเรื่องมาก่อน ต้นเรื่องนั้นคือ เหตุ สิ่งที่ได้รับคือ ผล
และผลที่ท่านมีความรู้อยู่ขณะนี้
จะเป็นเหตุให้เกิดผลอย่างอื่นต่อไปอีก
คือ ทำให้สามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ทำงานที่ต้องการได้
แล้วการทำงานของท่าน ก็จะเป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆ
ต่อเนื่องกันไปอีก ไม่หยุดยั้ง
ดังนั้นที่พูดกันว่า ให้พิจารณาเหตุผลให้ดีนั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ
ให้พิจารณาการกระทำหรือกรรมของตนให้ดีนั่นเอง
คนเราโดยมากมักนึกว่า
อนาคตจะเป็นอย่างไรเราทราบไม่ได้
แต่ที่จริงเราย่อมจะทราบได้บ้างเหมือนกัน
เพราอนาคต ก็คือ ผลของการกระทำในปัจจุบัน
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 8 กรกฎาคม 2519

...
ความดี
การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ
เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่
และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ซโดยไม่ทันรู้สึกตัว
แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง
ในการสร้างเสริมและสะสมความดี
พระบรมราโชวาทพระราชทาน แก่ผู้สำเร็จการศึกษา
ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สวนอัมพร 14 สิงหาคม 2525
.....
การทำงาน
เมื่อมีโอกาสและมีงานทำ
ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้
หรือเงื่อนไขอันใด ไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง
คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใด
ย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่
มีความขยัน และ ความซื่อสัตย์สุจริต
ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา 8 กรกฎาคม 2530
.....
คุณธรรมของคน
ประการแรก คือ ความซื่อสัตย์
ประการที่สอง คือ การรู้จักข่มใจฝึกใจตนเอง
ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดีนั้น
ประการที่สาม คือ การอดทน อดกลั้น และอดออม
ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริต
ประการที่สี่ คือ การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต
และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
คุณธรรมสี่ประการนี้
ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงาม
จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข ความร่มเย็น
และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไป
พระบรมราโชวาท ในพิธีบรวงสรวง
สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า 5 เมษายน 2535
.....
ความเพียร
ความเพียรที่ถูกต้องเป็นธรรม และพึงประสงค์นั้น
คือความเพียรที่จะกำจัดความเสื่อมให้หมดไป
และระวังป้องกันมิให้เกิดขึ้นใหม่ อย่างหนึ่ง
กับความเพียรที่จะสร้างสรรค์ความดีงาม
ให้บังเกิดขึ้นและระวังรักษามิให้เสื่อมสิ้นไป อย่างหนึ่ง
ความเพียรทั้งสองประการนี้
เป็นอุปการะอย่างสำคัญ ต่อการปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน
ถ้าทุกคนในชาติจะได้ตั้งตนตั้งใจอยู่ในความเพียรดังกล่าว
ประโยชน์และความสุขก็จะบังเกิดขึ้นพร้อม
ทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวม
พระราชดำรัสพระราชทานในพิธีกาญจนาภิเษก
ทรงครองราชย์ ครบ 50 ปี พ.ศ.2539
.....
แก้ปัญหาด้วยปัญญา
ปัญหาทุกอย่างไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มีทางแก้ไขได้
ถ้ารู้จักคิดให้ดี ปฏิบัติให้ถูก
การคิดได้ดีนั้น มิใช่การคิดได้ด้วยลูกคิด หรือด้วยสมองกล
เพราะโลกเราในปัจจุบันจะวิวัฒนาการไปมากเพียงใดก็ตาม
ก็ยังไมมีเครื่องมืออันวิเศษชนิดใด
สามารถขบคิดแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างสมบูรณ์
การขบคิดวินิจฉัยปัญหา จึงต้องใช้สติปัญญา
คือคิดด้วยสติรู้ตัวอยู่เสมอ
เพื่อหยุดยั้งและป้องกันความประมาทผิดพลาด
และอคติต่างๆมิให้เกิดขึ้น
ช่วยให้การใช้ปัญญาพิจารณาปัญหาต่างๆ
เป็นไปอย่างเที่ยงตรง ทำให้เห็นเหตุเห็นผลที่เกี่ยวเนื่องกัน
เป็นกระบวนการได้กระจ่างชัด ทุกขั้นตอน
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 สิงหาคม 253
...
ความพอเพียง
คำว่า พอเพียง มีความหมายว่า พอมีกิน
เศรษฐกิจแบบพอเพียง หมายความว่า ผลิตอะไรมีพอที่จะใช้
ไม่ต้องขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง
แปลจากภาษาฝรั่งได้ว่า ให้ยืนบนขาของตัวเอง
หมายความว่า สองขาของเรายืนบนพื้นให้อยู่ได้
ไม่หกล้ม ไม่ต้องไปขอยืมของคนอื่นเพื่อที่จะยืนอยู่
คำว่า พอ คนเราถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย
เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย
พอเพียง อาจมีมาก อาจมีของหรูหราก็ได้
แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น
พระราชดำรัสพระราชทานอในโอกาสที่คณะบุคคลเข้าเฝ้า
ถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2541
.....
นี่แหละครับ พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสส่วนหนึ่ง
ที่ในหลวงทรงประทานให้กับพวกเราชาวไทยทุกคน
ให้เรานำไปประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดีของครอบครัว
..
เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป
..
ก็ขอให้พวกเราน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ
..
เลิกทะเลาะเบาะแว้ง
..
เลิกโกรธ เลิกเกลียด และทำร้ายกันเสียที เถิดครับ
..
ยึดมั่นในความดี ในความถูกต้อง
เป็นคนดีของครอบครัวและสังคม มีศีล มีธรรม

เพียงเท่านี้ ก็จะทำให้เราค้นพบความสุขในชีวิต ..ได้อย่างไม่ยาก

*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน