"..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖) .. จบแล้วครับ..

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 04:41

..โอ้..ชีวิต..คิดไฉน..ใครหนอใคร..ลิขิต..ดำเนินมาเช่นนั้น ตลอดมา จนปัญหาเกิด เกิดมีปัญหา ไม่มีเงินขอแฟนแต่งงาน ต้องขวนขวายหาทางให้ได้เงินมา กู้ (ดอกเบี้ยแพง) ลัก ขะโมย จี้ ปล้น ค้ายาม้า ฝิ่น กัญชา (ผิดกฏหมาย) ทำไงดีหว่ากู..

..ช่วงนั้น (ปี พ.ศ.๒๕๑๒) ทราบข่าวว่า กองทัพไทย ส่งทหารไปช่วยรบที่ประเทศเวียดนาม รับอาสาสมัคร บุคคลภายนอก ทั้งที่เคยเป็นทหารและไม่เคยเป็นทหาร ถึงแม้จะอยู่ในหน่วยราชการอื่นทั้งรัฐบาลและรัฐวิสาหะกิจ ถ้าสมัครใจ นำความสามารถพิเศษที่มีไปสมัครรับคัดเลือก ถ้าผ่านการคัดเลือก ทางหน่วยที่ทำการคัดเลือก จะมีหนังสือขอตัวจากต้นสังกัดให้ไปร่วมกับกำลังพลที่เป็นทหารประจำการ โดยต้นสังกัดต้องจ่ายเงินเดือนทุกเดือนและสงวนตำแหน่งไว้ให้เป็นเวลา ๑ ปี ถ้าไม่เสียชีวิต กลับมาทำงานตามเดิม แล้วต้องจ่ายเงินเพิ่มสู้รบ (พ.ส.ร.) ให้อีกด้วย (เดือนละ ๑๒๐.- บาท) พยายามหาโอกาสอยู่นานประมาณ ๒ ปี

*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 04:43

หรียญชัยสมรภูมิ (การรบที่เวียตนาม)

เหรียญชัยสมรภูมิ เป็นโลหะกลม ด้านหน้ามีพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกำลังทำยุทธหัตถีกับราชศัตรู มีอักษรย่อที่ริมขอบว่า "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กู้ชาติ" ด้านหลังเป็นรูปจักร กลางจักรมีอักษรว่า "เรารบเพื่อเ...กียรติศักดิ์ไทย" ซึ่งเหรียญชัยสมรภูมิการรบ ณ สาธารณรัฐเวียตนาม จะมีแพรแถบสีเหลือง มีริ้มสีแดงที่ขอบ และถัดจากริ้วสีแดงเข้าไปเป็นริ้วสีขาวทั้งสองข้าง ข้างบนมีเข็มโลหะรูปคทาจอมพลจารึกอักษรว่า "ชัยสมรภูิมิ"

ทหารไทยในสงครามเวียตนาม พ.ศ. 2506 - พ.ศ. 2516

หลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. 2506 จอมพล ถนอม กิตติขจร รองนายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่งแทน ไทยผูกพันตนเองกับอเมริกา และสงครามเวียดนามมากยิ่งขึ้น ในต้นปี พ.ศ. 2507 หลังจากที่จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้นมาบริหารประเทศได้เพียงไม่กี่เดือน แผนยุทธศาสตร์ของอเมริกาที่จะบุกโจมตีเวียดนามเหนืออย่างรุนแรง ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานทัพปฏิบัติการของอเมริกา เช่น ตาคลี อุดรธานี นครพนม อุบลราชธานี นครราชสีมา อู่ตะเภา น้ำพอง ดอนเมือง สัตหีบ กาญจนบุรี สกลนคร และพิษณุโลก ขณะที่อเมริกาทำสงครามในเวียดนามอย่างเต็มทีนั้น มีทหารอเมริกันประจำอยู่ในเมืองไทยถึง 49,000 คน และมีเครื่องบินประมาณ 600 ลำ

ลำดับเหตุการณ์

ปี พ.ศ. 2507
ประธานาธิบดี ตรันวันมินห์ แห่งเวียดนามใต้ได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย โดยขอให้ฝึกหัดนักบินของกองทัพอากาศเวียดนามใต้ ที่ส่งเข้ามาฝึกในประเทศไทย

ไทยเข้ารบในสงครามเวียดนาม โดยส่งทหารอากาศเข้าไปในเวียดนามใต้ และส่งทหารเรือในปีต่อมา ในที่สุดส่งทหารบกหน่วยจงอางศึก และหน่วยกองพลเสือดำ นอกจากนี้ยังมีทหารอาสาสมัครประเภทรับจ้างชั่วคราว คือ ทหารเสือพราน เข้าไปปฏิบัติการในลาวร่วมกับกองทัพลาวเผ่าแม้ว

ปี พ.ศ. 2509
รัฐบาลเวียดนามใต้ได้ขอความช่วยเหลือทางทหารจากไทยเพิ่มเติม โดยขอให้จัดส่งเรือไปช่วยปฏิบัติการลำเลียง และเฝ้าตรวจบริเวณชายฝั่ง ป้องกันการแทรกซึมทางทะเลให้แก่ เวียดนามใต้ และในปีเดียวกัน ก็ได้ขอกำลังจากกองทัพบกไทย เพื่อช่วยยับยั้งการคุกคามของเวียดนามเหนือ

รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือเวียตนามใต้ โดยกองทัพอากาศทำการฝึกนักบินไอพ่นให้กับทหารอากาศเวียดนามใต้ ซึ่งเข้ามารับการฝึกในประเทศไทย ตั้งแต่กันยายน 2507 - กุมภาพันธ์ 2508 รวม 7 รุ่น ๆ ละ 4 คน รวม 28 คน

ให้กองทัพอากาศส่งหน่วยบิน ประกอบด้วยนักบินเครื่องบินลำเลียง 10 คน ช่างอากาศ 6 คน ไปสนับสนุนกองทัพอากาศ เวียดนามใต้ ทำการบินลำเลียงด้วยเครื่องบินลำเลียงแบบ C - 47 เมื่อกันยายน 2507 เรียกนามรหัสหน่วยนี้ว่า หน่วยบินวิคตอรี (Victory Wing Unit)

จัดตั้งกองบังคับการหน่วยช่วยเหลือทางทหารในสาธารณรัฐเวียดนามขึ้นในกรุงไซ่ง่อน เมื่อพฤศจิกายน 2508 เพื่อควบคุมการปฏิบัติงานของหน่วยบินวิคตอรี ร่วมกับฝูงบินลำเลียงที่ 415 เวียดนามใต้

ไทยส่งเรือหลวงพงัน ซึ่งเป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ และเรือ ต. 12 ซึ่งเป็นเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งไปร่วมปฏิบัติการใน เวียดนามใต้ โดยขึ้นสมทบกับหน่วยบริการทางทะเล ทางทหารสหรัฐฯ ประจำกรุงไซ่ง่อน และกองเรือเฉพาะกิจที่ 115 ตามลำดับ เรียกนามรหัสว่า ซีฮอร์ส (Sea Horse Task Element)

ปี พ.ศ. 2510
ไทยจัดกำลังรบภาคพื้นดินในอัตรากรมทหารอาสาสมัคร ไปปฏิบัติการใน เวียดนามใต้ ภายหลังได้รับนามรหัสว่า จงอางศึก (Queen's Cobra Unit) นับเป็นกองกำลังหน่วยแรกของกองทัพบกที่ปฏิบัติการรบในสงครามเวียดนาม

ต่อมาเมื่อพฤษภาคม 2510 ก็ได้เพิ่มกำลังจากขนาดกรมเป็นกองพลในชื่อเดิม คือ กองพลทหารอาสาสมัคร จากนั้นก็ได้ปรับปรุงกองบังคับการหน่วยช่วยเหลือทางทหาร ในสาธารณรัฐเวียดนาม เป็นกองบัญชาการกองกำลังทหารไทย ในสาธารณรัฐ เวียดนาม คำย่อว่า บก.กกล. ไทย/วน. เป็นหน่วยขึ้นตรงกองบัญชาการทหารสูงสุด

บก.กกล.ทหารไทยในสงครามเวียตนามผลัดที่ 1
จัดตั้งขึ้นเมื่อ 28 มิถุนายน 2510 โดยมี พลตรี ยศ เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา เป็นผู้บัญชาการ มีที่ตั้งชั่วคราวอยู่ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า เชิงสะพานเกษะโกมล ถนนอำนวยสงคราม กรุงเทพ ฯ กำลังพลในกองบัญชาการกองกำลังทหารไทย ฯ ผลัดที่ 1 ออกเดินทางตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2510 จึงเข้าที่ตั้งเสร็จ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจได้ครบถ้วน สมบูรณ์ตามที่ได้รับมอบหมายทุกประการ ตามสายการบังคับบัญชาของชาติซึ่งประกอบไปด้วย กองบัญชาการกองกำลังทหารไทย กรมทหารอาสาสมัคร หน่วยเรือซีฮอร์ส และหน่วยบินวิคตอรี

พ.ศ. 2511
เมื่อครบกำหนด 1 ปี และเมื่อกองบัญชาการกองกำลังทหารไทย ฯ ผลัดที่ 2 เดินทางไปรับหน้าที่ เมื่อ 25 กรกฎาคม 2511 แล้ว ก็เดินทางกลับประเทศไทยเป็นส่วน ๆ โดยเครื่องบินลำเลียงของสหรัฐฯ ดำเนินกรรมวิธีส่งกำลังพลคืนต้นสังกัด จนแล้วเสร็จเมื่อ 15 กันยายน 2511

บก.กกล.ทหารไทยในสงครามเวียตนามผลัดที่ 2-5
ผลัดที่๒ พลโท ฉลาด หิรัญศิริ เป็นผู้บัญชาการ แบ่งการเดินทางโดยเครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศสหรัฐฯ เสร็จสิ้นเมื่อ 15 กรกฎาคม 2511 นอกจากปฏิบัติการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายแล้ว ยังได้ทำการช่วยเหลือประชาชน โดยจัดชุดแพทย์ ทันตแพทย์ และเจ้าหน้าที่ผลัดกันออกไปปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเวียดนามใต้ ณ สถานพยาบาลตูดึ๊ก จังหวัดยาดินห์ เป็นประจำทุกวัน เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนอีกด้วย เมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบ 1 ปี และผลัดที่ 3 มารับหน้าที่แล้ว จึงเดินทางกลับโดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือส่วนที่ 1 จำนวน 89 คน ส่วนที่ 2 จำนวน 60 คน ส่วนที่ 3 จำนวน 60 คน ส่วนที่ 4 จำนวน 18 คน เดินทางโดยเครื่องบินกลับถึงประเทศไทยเสร็จสิ้นเมื่อ 31 กรกฎาคม 2512

ปี พ.ศ. 2513
ผลัดที่ 3 พลโท เชวง ยังเจริญ เป็นผู้บัญชาการ การเดินทางไปแบ่งออกเป็น 4 ส่วน เดินทางโดยเครื่องบินเสร็จสิ้นเมื่อ 28 กรกฎาคม 2513 การปฏิบัติการตามภารกิจที่ได้รับมอบคงเป็นเช่นเดียวกับผลัดที่ 2 เมื่อปฏิบัติการครบกำหนด 1 ปี และผลัดที่ 4 ไปรับหน้าที่แล้วจึงเดินทางกลับ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เดินทางโดยเครื่องบิน เสร็จสิ้นเมื่อ 21 กรกฎาคม 2513


ผลัดที่ 4 พลโท เสริม ณ นคร เป็นผู้บัญชาการ การเดินทางไปแบ่งเป็น 4 ส่วน เดินทางโดยเครื่องบิน เสร็จสิ้นเมื่อ 28 กรกฎาคม 2513 การปฏิบัติการตามภารกิจที่ได้รับมอบคงเป็นเช่นเดียวกับผลัดที่ ๓ เมื่อปฏิบัติการครบ 1 ปี และผลัดที่ 5 มารับหน้าที่แล้วจึงเดินทางกลับ โดยแบ่งเป็น 4 ส่วน เดินทางโดยเครื่องบินเสร็จสิ้นเมื่อ 31 กรกฎาคม 2514

ปี พ.ศ. 2514
ผลัดที่ 5 พลตรี ทวิช บุญญาวัฒน์ เป็นผู้บัญชาการ การเดินทางไปแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เดินทางโดยเครื่องบินเสร็จสิ้นเมื่อ 28 กรกฎาคม 2514 ในปลายปี พ.ศ.2513 รัฐบาลไทยเริ่มคิดจะถอนกำลังทหารไทยในเวียดนามใต้กลับประเทศไทย ได้มีการปรึกษาหารือกับกองบัญชาการทหารสูงสุดเวียดนามใต้และรัฐบาลเวียดนามใต้ จนได้ข้อยุติในการถอนกำลังกลับ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกเริ่มถอนในเดือนกรกฎาคม 2514 ส่วนที่เหลือในเดือนกันยายน 2515 สำหรับหน่วยเรือซีฮอร์ส เรือ ต.12 จะกลับในเดือนพฤษภาคม 2514 เรือหลวงพงันจะกลับในเดือนเมษายน 2515 ส่วนหน่วยบินวิคตอรี จะถอนกำลังกลับหมดในเดือนธันวาคม 2514 กองบัญชาการทหารไทยฯ ผลัดที่ 5 จะไปปฏิบัติการเพื่อควบคุมการถอนกำลังทหารไทยกลับ อยู่จนถึงเดือนเมษายน 2515

หลังจากนั้นรัฐบาลไทยจะส่งหน่วยขนาดเล็กที่จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือกับฝ่ายโลกเสรี ประจำในเวียดนามใต้ต่อไป การถอนกำลังกลับประเทศไทย ส่วนใหญ่เดินทางโดยเครื่องบินลำเลียงแบบ C -130 ของสหรัฐฯ ส่วนสิ่งของส่งไปกับเรือหลวงพงัน โดยแบ่งการเดินทางเป็น 3 ส่วน เสร็จสิ้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2515

เมื่อกองบัญชาการกองกำลังทหารไทย ฯ และกองกำลังทหารไทยทั้งหมด ต้องถอนกำลังกลับประเทศไทยในกลางเดือนพฤษภาคม 2515 กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า จึงได้ตั้งสำนักงานผู้แทนทหารไทยในสาธารณรัฐเวียดนาม (สน.ผทท.ไทย วน.) ขึ้น มีกำลังพล 38 คน มีพันเอก ชูวิทย์ ช.สรพงษ์ เป็นหัวหน้าสำนักงาน เดินทางไปปฏิบัติงานเมื่อ 1พฤษภาคม 2515 และรับมอบหน้าที่ในการติดต่อประสานงานกับกองกำลังฝ่ายโลกเสรี ที่ยังคงอยู่ในเวียดนามใต้

เมื่อปฏิบัติได้เกือบครบ 1 ปี สถานการณ์ในเวียดนามใต้ เข้าสู่สภาพคับขันยิ่งขึ้น กองบัญชาการทหารสูงสุด จึงได้มีคำสั่งให้ปิดสำนักงานนี้ แล้วส่งมอบงานการติดต่อประสานงานต่าง ๆ ให้กับสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารไทย ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไซ่ง่อน และให้กำลังพลเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ 2 มีนาคม 2516 เป็นการยุติการปฏิบัติการรบของทหารไทยในเวียดนามใต้ตั้งแต่นั้นมา

ที่มาของข้อมูล..http://www.bloggang.com/mainblog.php?id ... 4&gblog=52
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 05:22

"..ปี ๒๕๑๒ ผมไปสมัครที่กรมการขนส่งทหารบก วุฒิ ม.๖ ความสามารถพิเศษพิมพ์ดีด ได้รับคัดเลือกบรรจุเข้าในกองกำลังกองพลเสือดำ ผลัดที่ ๓ ส่วนที่ ๒ สังกัดกองร้อยทหารขนส่ง กองพันสนับสนุน ตำแหน่งเสมียนกองร้อย ยศสิบตรี เบี้ยเลี้ยง ๑.๕ เหรียญอเมริกัน (สมัยนั้นเหรียญละ ๒๐.- บาท) ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ ๓๐.- บาท มีอาหารให้ทาน ๓ มื้อ ไม่ตายครบปีกลับประเทศไทย ได้รับเงิน ๘,๐๐๐.- บาท ถ้าตายญาติได้รับเงินชดเชย ๑ แสนบาท ขณะนั้นได้รับเงินเดือนจากการรถไฟเดือนละ ๙๐๐.- บาท ส่วนหนึ่งเล่นแชร์ ส่วนหนึ่งให้แม่ ส่วนหนึ่งฝากเก็บไว้ เพื่อรวบรวมกลับจะได้ขอแฟนและจัดงานแต่งงาน

..ก่อนเดินทาง ๔ เดือน ไปฝึกที่เมืองกาญจนบุรี ฝึกแบบทหารเกณฑ์เดือนหนึ่ง แล้วฝึกทำงานพิมพ์งานของกองร้อย ผบ.ร้อย ให้เงิน ๓,๐๐๐.- บาท ไปซื้อเครื่องพิมพ์ดีด ๑ เครื่อง ไปใช้ที่เวียดนาม ระหว่างฝึกที่เมืองกาญจนบุรี ที่กองร้อยมีรถยนต์ยีเอ็มซีของทหารอเมริกันให้มาไว้ใช้ฝึกกำลังพลขับรถยนต์ของกองร้อย ที่มีอยู่ประมาณ ๑๐๐ คน จนทุกคนสอบใบขับขี่ของ ขส.ทบ. เพื่อไปทำหน้าที่ขับรถบริการงานของกองพลทหารเสือดำ ในสมรภูมิเวียดนาม ช่วงเหลืออีก ๑ เดือน ก่อนฝึกเสร็จ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อยู่เวรฯไม่ได้กลับบ้าน ผมหัดขับเองคนเดียวจนขับเป็น แต่ไปสอบใบขับขี่ของ ขส.ทบ.ไม่ทัน

..ถึงวันเดินทาง เดินทางไปด้วยเครื่องบิน C130 ของกองทัพอากาศ ร้อนและเสียงเครื่องยนต์ดัง ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ปฏิบัติงานในตำแหน่งเสมียนกองร้อย ทำหน้าที่พิมพ์ดีด

..ผมไปปฏิบัติราชการทหาร ในผลัดที่ 3 พลโท เชวง ยังเจริญ เป็นผู้บัญชาการ การเดินทางไปแบ่งออกเป็น 4 ส่วน เดินทางโดยเครื่องบินเสร็จสิ้นเมื่อ 28 กรกฎาคม 2512 การปฏิบัติการตามภารกิจที่ได้รับมอบคงเป็นเช่นเดียวกับผลัดที่ 2 เมื่อปฏิบัติการครบกำหนด 1 ปี และผลัดที่ 4 ไปรับหน้าที่แล้วจึงเดินทางกลับ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เดินทางโดยเครื่องบิน เสร็จสิ้นเมื่อ 21 กรกฎาคม 2513

..ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สมรภูมิเวียดนาม (ค่ายแบร์แคต) ลองถั่น ไซ่ง่อน (โฮจิมินส์ ซิตี้) ครบ ๖ เดือน ได้กลับบ้านพักผ่อน ๑๕ วัน โดยเครื่องบินโดยสาร สาย PAN AM ของอเมริกา ทั้งเที่ยวมาและเที่ยวกลับ

..ระหว่างที่ปฏิบัติราชการทหารอยู่ที่สมรภูมิเวียดนาม ที่กองร้อยทหารขนส่ง มีกำลังพลขับประมาณ ๑๐๐ คน รถยนต์ ๕๐ คัน ทุกเช้า พลขับและผู้ช่วย ต้องนำรถออกไปปฏิบัติงานบริการต่าง ๆ ให้กับกองร้อยและกองพันอื่น ๆ ผมมีหน้าที่พิมพ์หนังสือจ่ายกำลังพลและรถออกไปปฏิบัติงานเพียงวันละ ๑-๒ หน้ากระดาษเท่านั้น นอกนั้นก็พักผ่อน เล่นหมากรุกฆ่าเวลา บางเย็นก็ไปเตะตะกร้อลอดห่วงที่กองร้อยพระธรรมนูญ ค่ำดื่มเบียร์ กินข้าว นอน สวดมนต์ หลับ

..ปฏิบัติหน้าที่ครบ ๑ ปี เดินทางกลับประเทศไทย โดยเครื่องบินของทหารอากาศไทย ซี ๑๓๐

*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 05:48

..ก่อนกลับ ๗ วัน เพื่อนส่งเงินไปให้ ๒,๐๐๐.- บาท ให้ช่วยซื้อวิทยุไปให้ นำไปเล่นไฮโล ค่าเวลารอกลับบ้าน จนเงินหมด กลับถึง กทม.รับเงินจากทางการทหาร ๘,๐๐๐.- บาท นำใช้คืนเพื่อน ๒,๐๐๐.- บาท เหลือ ๖,๐๐๐.- บาท

..กลับเข้าทำงานในหน้าที่เสมียนพิมพ์ดีด ที่แผนกสารบรรณและประวัติ โรงงานมักกะสัน การรถไฟฯ ตามเดิม รับเงินเดือนเท่าเดิม แต่ปีนั้นไม่ได้เงินเดือนขึ้น หัวหน้าแผนกไม่ขอให้ รวบรวมเงินที่เล่นแชร์ + ฝากแม่เก็บไว้ + ที่ได้จากทหารหกพัน ได้ประมาณ ๓ หมื่อน

..ขอแฟนแต่งาน สินสอดสองพัน ทำเรือนหอ ก่ออิฐฉาบปูนใต้ถุนบ้านพ่อตาเป็นห้องหอรอรัก ซื้อเตียงและเครื่องนอน จัดงานแต่งงานอย่างสมเกียรติของทั้งสองฝ่ายด้วยตัวเอง โดยพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายไม่ต้องทำอะไร ที่สโมสรรถไฟ ยศเส

..อยู่กินกันฉันท์สามี-ภรรยา มีความสุข ด้วยดีมาตลอด อยู่บ้านพ่อตา ที่โพธิ์สามต้น ฝั่งธน ขึ้นรถเมล์ไปทำงานโรงงานมักกะสัน ประตูน้ำ เป็นประจำทุกวัน ได้รับความลำบากพอสมควร

..๑๒ ธันวาคม ๒๕๑๘ ลูกชายกำเนิด ภรรยาไม่ได้ทำงาน อยู่บ้านเลี้ยงน้องและลูก พ่อตาแม่ยายทำงานบริษัท วิริยะพานิช จำกัด ที่สี่แยกวิทยุ เป็นบ้านของนายห้าง ทีบริษัท วิริยะพานิช จำกัด ที่สี่แยกมหานาค ขายรถเบ๊นท์ ที่ผมเคยทำนั่นเอง ครอบครัวเราอยู่กินกับพ่อตาแม่ยาย โดยจ่ายค่าอาหารให้เป็นรายเดือน อยู่กันมาด้วยดี เพราะพ่อแม่เขาใจดี มีศีลธรรม

.. จำได้ว่าช่วงปี ๒๕๑๙ - ๒๕๒๑ เล่นแบดมินตัน จากจับไม้ไม่เป็นจนแข่งขันได้ด้วย เล่นอยู่ ๕ ปี แล้วเลิก เพราะโดดขึ้นตบแล้วลงยืนขาแพลง รักษาอยู่เป็นปีจึงหาย แล้วออกกำลังกายด้วยการวิ่งจ๊อกกิ้งตอนเช้าอยู่เป็นประจำ

..จากปี ๒๕๐๙ ถึง ๒๕๒๔ ขึ้นรถแมล์ไปทำงาน ได้รับความลำบากพอสมควร กล่าวคือ เช้าเดินออกจากบ้านไปคอยรถเมล์ที่ป้าย รถมา คนแน่น ขึ้นไปยืนเบียด กระดิกไม่ได้ รถเคลื่อนหน่อยติด แล้วเคลื่อนไปหน่อยติด ถึงประตูน้ำ แล้วต้องเดินสวนตะวันตเข้าที่ทำงานอีก ๓๐๐ เมตร ถึงที่ทำงานใช้เวลา ๑.๒๐ ชั่วโมง เย็นเดินทางกลับบ้านก็เช่นเดียวกัน
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 05:59

"..ช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๔ ที่ขึ้นรถเมล์ไปทำงาน นั่งส้วมยองเจ็บข้อพับขาทั้งสองข้าง วันหนึ่งหลานมาบอกขายจักรยานแม่บ้าน จึงคิดว่าขึ้นรถเมล์ลำบาก ลองซื้อจักรยานมาขี่ไปทำงานดูซิเผื่อดีกว่า จึงซื้อมาแล้วปั่นไปทำงาน วันแรกแต่งชุดลำลองกางเกงขาสั้น ชุดทำงานใส่กระเป๋าท้ายจักรยานพร้อมอาหารกลางวัน ออกจากบ้านเข้าซอยลัดเลาะไปข้ามเรือท่าวัดอรุณ ขึ้นท่าเตียน ปั่นลัดเลาะข้างถนนไปเรื่อย ๆ ตัดตรงที่สุด ถึงที่ทำงานโดยสวัสดิภาพ ในเวลาเพียง ๔๐ นาที อาบน้ำ ซักชุดปั่นตาก แต่งตัวขึ้นที่ทำงาน ๐๘.๐๐ โมง มีเวลาพักผ่อนก่อนทำงาน ๐๘.๓๐ น. ครึ่งชั่วโมง ช่วงขึ้นรถเมล์ส่วนมากถึงที่ทำงานพอดีเวลา ๐๘.๓๐ น. หรือเกิน

..ปั่นจักรยานได้รับความสะดวก สบาย หลายประการ อาทิเช่น (ขอพักก่อนครับ ตั้งแต่ตีสองถึงหกโมงเช้ารวม ๔ ช.ม.แล้ว นั่งอยู่หน้าคอมฯ)
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย veenono » 04 มี.ค. 2014, 06:28

มาร์กไว้ก่อน เดี๋ยวตามมาอ่านครับ
พูดคุยทักทาย-แนะนำทาง facebookและอีกหลายๆกิจกรรมจาก veenono คลิ๊กเลย
ทริป" รักนี้ให้เธอ Tour of Myanmar Meakhong Challenge2013"
จงทำกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว เป็นผู้ให้จะได้ ลดความเห็นแก่ตัว
จักรยานก็เหมือนเม็ดข้าวเม็ดถั่วเม็ดงา ใครปลูกใครหว่านก็ดีมีประโยชน์ต่อสัตว์โลกทั้งนั้นทำไปเถอะ

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย NOKNICE » 04 มี.ค. 2014, 10:28

ขอบคุณเรื่องราวดีๆครับลุง มารออ่านตอนต่อไปครับ :mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 04 มี.ค. 2014, 16:15

"..ดีใจ..ที่หลาน ๆ เข้ามาเห็น..และสนใจ.."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 05 มี.ค. 2014, 04:37

"..ความไม่สะดวกและลำบากจากการขึ้นรถเมล์..เดินจากบ้านไปรอที่ป้าย มองจนกว่ารถเมล์มาจอด นานพอสมควร คนแน่นก็ต้องขึ้น เบียดเสียดอึดอัด ยืนเมื่อยขาแขน(จับราวบนหลังคา) รถเคลื่อนไปหน่อยก็ติด (ติดรถบนถนนและไฟแดงตามแยกต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมาย) หยุดรับส่งผู้โดยสารทุกป้าย วิ่ง หยุด วิ่ง หยุด ไปเช่นนั้นตลอดทาง ถึงประตูน้ำ ลงจากรถเมล์ เดินเข้าที่ทำงาน ๓๐๐ เมตร ตากแดด สวนตะวันแทงตา ถึงที่ทำงานเกือบสายหรือสายเป็นประจำ (งานเข้า ๐๘.๓๐ น.) ต้องทำงานเลย ทั้ง ๆ ที่เพลียจากการเดินทางด้วยรถเมล์..

.กรุงเทพฯ เมืองสวรรค์ มีทุกอย่างที่ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศต้องการ ดังนั้น จึงแออัดอยู่ด้วยชาวต่างจังหวัดเกือบทุกจังหวัด วัยรุ่นเข้ามาเรียน วัยทำงานเข้ามาหาเงิน รวมถึงชาวต่างชาติ รอบประเทศไทยด้วยที่เข้ามาทำงานหาเงิน

..การเป็นอยู่ของชาวต่างจังหวัด ระดับผู้ใช้แรง การศึกษาน้อย ที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เกี่ยวกับบ้านพัก มีตั้งแต่ปลูกเพิงพักตามข้างคลอง ทางรถไฟ ที่รกร้างว่างเปล่า เช่าบ้านอยู่รวมกัน เช่าห้องเล็ก ๆ เพียงนอนไปคืน ๆ เช้าไปทำงานเป็นลูกจ้างร้านค้า บริษัท โรงงาน หน่วยงานราชการต่าง ๆ สารพัดประดามี ทำธุระกิจส่วนตัวหาบเร่ รถเข็น แผงลอย ขายผลไม้ ถั่วเผือกมันต้ม สลากกินแบ่ง ฯ

..การเดินทางของคนกรุงเทพฯ เนื่องจากที่พักส่วนมากอยู่ไกลจากที่ทำงาน จึงต้องเดินทางด้วยรถยนต์สาธารณะได้รับความลำบากดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ที่พอมีเงินใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางที่เห็นว่าสะดวกสบายนั้น ก็ใช่ว่าสบาย ๑๐๐ % เพราะต้องขับรถอยู่บนถนนที่การจราจรคับคั่ง แออัด รถติด ต้องระวังให้รถวิ่งตรงทางไม่ชนคันอื่นอยู่ตลอดเวลาทุกวินาที นั่งขดอยู่หลังพวงมาลัย ซื้อรถยนต์แล้วต้องติดตั้งวิทยุและแอร์ เพื่อบรรเทาความเครียด เสียสุขภาพจิตและสุขภาพกาย รถยนต์ส่วนตัวราคาแพง ผ่อนดอกเบี้ยสูง ต้องเสียค่าประกันรายปี ต้องซื้อน้ำมันใส่จึงวิ่งได้ เสียภาษีป้ายทะเบียน ดูแลซ่อมบำรุงอุปกรณ์แพง
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 06 มี.ค. 2014, 04:37, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 05 มี.ค. 2014, 04:58

"..ปั่นจักรยานไปทำงานในกรุงเทพฯ..ไม่สะดวก..ลำบาก..อันตราย..การจราจรแออัดเต็มอยู่ด้วยรถยนต์ นั้นก็ใช่ จริงอยู่ตามที่คนส่วนมากคิดเห็น..

..สำหรับผมที่เริ่มปั่นจักรยานไปทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๔ นั้น ได้รับประสบการณ์จริงกับตัวเองดังต่อไปนี้.. (๗๗๙)
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 06 มี.ค. 2014, 05:17

..เช้าตื่นตีห้า ไปวิ่งจ๊อกกิ้งก่อน ๑ ช.ม. (วิ่งจากบ้านไปริมถนนรถยนต์แถวบ้าน)

..เจ็ดโมงเช้า จูงจักรยานพ้นประตูรั้วบ้านที่โพธิ์สามต้น ถนนอิสระภาพ ฝั่งธนบุรี ขึ้นนั่งอานแล้วกดขาปั่นจักรยานเคลื่อนไปข้างหน้า เข้าซอยเล็ก ๆ ที่คนเดิน ลัดตัดตรงถึงท่าเรือโดยสารวัดอรุณราชวราราม จูงจักรยานลงเรือข้ามไปขึ้นฝั่งตรงข้ามท่าเตียน ปั่นไปผ่านสนามหลวง ข้ามสะพานผ่านฟ้า ผ่านสะพานขาว สี่แยกอุรุพงศ์ สี่แยกปทุมวัน สี่แยกราชประสงค์ เลี้ยวซ้ายถึงประตูน้ำ เลี้ยวขวาข้างทางรถไฟ ๓๐๐ เมตร ถึงโรงงานมักกะสัน ที่ทำงาน เสียเวลาเพียง ๔๐ นาที อาบน้ำ ซักชุดปั่นตาก ใส่ชุดทำงาน ขึ้นที่ทำงานเวลาแปดโมง นั่นพักผ่อน รอเวลางานเข้า ๐๘.๓๐ น. ถ้าขึ้นรถเมล์ ต้องเสียเวลา ๑.๒๐ ชั่วโมง

..ขณะปั่นจักรยานเดินทาง ในอัตราความเร็วประมาณ ๑๕ ก.ม./ช.ม. ไม่รู้สึกเมื่อยขา แขน หรือเหนื่อย ไม่รู้สึกร้อน ไม่รู้สึกลำบาก แต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่ต้องออกแรงปั่น (นิดหน่อย) อยู่บนถนนหลวงในกรุงเทพฯ ร่วมกับรถยนต์ ที่มีอยู่จำนวนมาก ได้สัมผัสฝุ่น ควัน เสียง แดด ลม ฝน (ในหน้าฝน) ไม่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบกับใจและกายตัวเองแต่อย่างใด เสาร์หรืออาทิตย์ปั่นไปเที่ยว แรก ๆ ใกล้ ๆ ก่อน พุทธมณฑลไปบ่อยมาก เมื่อปั่นนาน ๆ ขาแข้งแรงมากขึ้น ไปไกลขึ้นถึงจังหวัดใกล้เคียง

..สิ่งที่ได้รับจากการปั่นจักรยานไปทำงานคือ การไม่ต้องเดินไปยืนคอยรถเมล์ ไม่ต้องขึ้นไปยืนแออัดกับคนอื่น ไม่ต้องเสียเวลารถติดอยู่บนรถเมล์ ไม่ต้องเดินสวนตะวันเข้าที่ทำงานทั้งเช้าและเย็น ไม่เสียสุขภาพจิต ได้ออกกำลังกาย ทั้งสองประการไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง

..การออกกำลังกาย เป็นเรื่องที่ต้องเหนื่อย ลำบาก เป็นสิ่งที่ "ใจ" ไม่ชอบ (ชอบสบาย) แต่ "กาย" ต้องการ เพราะเมื่อกายได้ออกกำลังทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี มีภูมิคุ้มกันและต้านทานโรค ทำให้ไม่ป่วยและหากป่วยไม่นานก็หาย ตามที่ใคร ๆ ก็รู้ว่า "ออกกำลังกายดีต่อร่างกาย" (แต่ไม่ค่อยทำกัน) เพลงกราวกีฬา เนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า "กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ" นั่นแล
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 06 มี.ค. 2014, 06:01

..ต่อข้อคิดที่ว่า "ถนนในกรุงเทพฯ รถยนต์มากมาย น่ากลัวได้รับอันตรายจากรถยนต์ชนนั้น ก็จริงอยู่ เพราะทุกวัน บนถนนหลวงมีรถยนต์ชนกันอยู่เนื่อง ๆ นั่นถือว่าเป็น "อุบัติเหตุ" ที่เกิดขึ้นได้กับคน ในทุกสภาพการเป็นอยู่และการดำเนินชีวิต ที่ต่างทราบกันอยู่จนเป็นเรื่องปกติธรรมดา

..นิยามของคำว่า "อุบัติเหตุ" คือ อุบัติเหตุ (Accident)

คำว่า “อุบัติเหตุ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้คำนิยามไว้ว่า อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันคิด ความบังเอิญเป็น
อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์ใด ก็ตามที่เกิดขึ้นมิได้ตั้งใจ หรือมิได้คาดคิดมาก่อน และเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายหรือทรัพย์สินของคนเรา
อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และเหตุการณ์นั้นต้องทำให้คนอื่นถึงแก่ความตาย บาดเจ็บ หรือทรัพย์สินเสียหาย
อุบัติเหตุ (Incidence) คือ เหตุการณ์ซึ่งเกิด (อุบัติ) ขึ้น อาจจะเป็นเหตุการณ์ดี หรือเหตุการณ์ร้ายก็ได้ ส่วนอุบัติภัย (Accident) คือเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้น โดยไม่คาดฝันมาก่อน โดยไม่เจตนา เป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน เป็นอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ และอาจทำให้สูญเสียชีวิตได้ด้วย การใช้คำ “อุบัติเหตุ” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Accidents ที่แล้ว ๆ มาจึงไม่ตรงกับศัพท์ที่ถูกต้อง แต่ก็ได้ใช้กันมานาน จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้ว
อุบัติเหตุ (Incidence) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายหรือเหตุการณ์ดีก็ได้ แต่ถ้าเป็นอุบัติเหตุแล้วมักจะนึกถึงแต่เหตุร้ายไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องดี จึงตรงกับคำว่า Accidents ซึ่งนิยมใช้กันมาจนเป็นที่ยอมรับแล้ว ส่วน อุบัติภัย (Accident) คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ไม่คาดฝันมาก่อน เป็นผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน ร่างกาย และจิตใจ รวมทั้งอาจเป็นอันตราย ถึงแก่เสียชีวิตได้ทั้งกับตนเองและผู้อื่น
อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์หรืออันตรายที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้คาดคิดหรือตั้งใจมาก่อน ซึ่งมีผลให้บุคคลได้รับบาดเจ็บ อันตราย ตาย หรือสูญเสียทรัพย์สิน ส่วนคำว่า “อุบัติภัย” ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้กันอย่างกว้างขว้างนั้น มีความหมายว่า “อันตรายหรือภัยที่อาจเกิดขึ้นแก่ร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของบุคคล” คำว่า “อุบัติเหตุ” หรือ “อุบัติภัย” จึงมีความหมายคล้ายกัน
สรุปได้ว่า อุบัติเหตุ (Accident) หมายถึง เหตุการณ์อันตรายที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือคาดคิดมาก่อน ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน บุคคลได้รับอันตรายทั้งร่างกายและจิตใจ อาจบาดเจ็บ พิการ หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

------------------------------------------------------------------------------------------

อุบัติเหตุ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


อุบัติเหตุแผงกั้นผู้ชมที่ขอบสนามกีฬาถล่ม
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ อุบัติเหตุ (นวนิยาย)
อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดหวังและไม่ตั้งใจในเวลาและสถานที่แห่งหนึ่ง เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้าแต่มีสาเหตุและส่งผลกระทบที่สามารถชี้วัดได้ อุบัติเหตุเป็นผลเชิงลบของความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะหลีกเลี่ยงหรือป้องกันไว้แต่แรก โดยพิจารณาจากปัจจัยสาเหตุต่างๆ อันที่จะนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ
ในเรื่องของกำหนดการและการวางแผน อุบัติเหตุอาจหมายถึงเหตุการณ์หรือผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการวางแผนรองรับมาก่อน หรือวางแผนไม่ครอบคลุม ซึ่งจะส่งผลต่อระบบและกำหนดการโดยรวมเมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น
ในอีกความหมายหนึ่ง อุบัติเหตุอาจหมายถึงเหตุการณ์ทางกายภาพที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของมนุษย์อาทิ รถชน ตกตึก มีดบาด ไฟลวก ไฟช็อต โดนพิษ ฯลฯ หรือหมายถึงเหตุการณ์ที่ไม่ใช่ทางกายภาพเช่น การลืมของ การลืมนัดหมาย ความเผอเรอ หรือการเปิดเผยความลับ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดก็ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

..ผมคิดว่า "อุบัติเหตุ" มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกวินาที ทุกโอกาส ทุกสภาพการณ์เป็นอยู่ของคน สามารถป้องกันให้เกิดน้อยที่สุดได้ด้วยการระวัง ไม่พลั้งเผลอ ในทุกวินาที ทุกโอกาส ทุกสภาพการณ์ที่่ดำเนินชีวิตอยู่

..อุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับประชาชนคนไทยทั่วประเทศหกสิบกว่าล้านคน ตามที่ทราบข่าวจากสื่อต่าง ๆ อยู่เนื่อง ๆ จนเกิดความน่ากลัวนั้น ถ้าคิดเป็น % กับประชาชนทั้งหมดแล้ว ยังนับว่าน้อยมาก เพราะทุกคนต่างระวังไม่ให้ "อุบัติเหตุ" เกิดขึ้นกันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เนื่อง ๆ ก็เพราะเหตุปัจจัยต่าง ๆ ประดามีนั่นเอง

..จากเหตุผลข้างต้น และจากประสบการณ์ที่ผมปั่นจักรยานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๔ ปั่นมาแล้วในทุกสภาพถนนทั่วประเทศไทย และต่างประเทศอีก ๑๐ ประเทศ กว่าสิบครั้ง ประเทศลาวไปบ่อยมาก ประเทศอื่น ๆ ครั้งสองครั้ง จนขณะนี้อายุ ๗๐ ปี ๑๐ เดือน ๕ วัน ปั่นจักรยานมานาน ๓๒ ปี ได้คำจำกัดความเกี่ยวกับคนขับรถยนต์ว่า "คนขับรถยนต์ทุกคน/คัน ไม่ว่าจะเป็นรถอะไร ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ทุกประเทศทั่วโลก ต่างขับกันอยู่ภายใต้จิตสำนึกระวังไม่ให้รถตัวเองไปชนกับรถคนอื่น หรือสิ่งใด ๆ ที่ขวางหน้า ถ้าเบรคได้ต้องเบรค ถ้าหลบได้ต้องหลบ ด้วยกันทุกคน ดังนั้น อุบัติเหตุรถยนต์ชนกันจึงมี % น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนรถทั้งหมดที่ขับกันอยู่บนถนนทั่วประเทศไทยและทั่วโลก

..เมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว จงใช้ความรู้ ทำให้ใจเกิดความกล้า สยบความกลัว ซื้อจักรยานปั่นไปทำภาระกิจประจำวันกันเถอะ ประหยัด ไม่เสียสุขภาพจิต ได้ออกกำลังกาย และภูมิใจที่ตัวเองทำได้ ขอความดีที่เกิดจากการปั่นจักรยาน จบประสบกับทุกท่านที่ซื้อจักรยานมาปั่น สิ่งที่ผมขอนี้ มิใช่เรื่องเพ้อฝัน เลื่อนลอยแต่อย่างใด อย่าเชื่อเพราะเขาบอก สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำ ไม่เท่าทำเอง นั่นแล.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 06 มี.ค. 2014, 06:21

..ชีวิต..ระหว่างทำงาน..มนุษย์เงินเดือน..๐๗.๐๐ น. ปั่นจักรยานออกจากบ้านไปทำงาน ๐๘.๓๐ น.เริ่มทำงาน หน้าที่พนักงานพิมพ์ดีด ไม่ต้องคิดมาก ตาเห็นตัวหนังสือมือกดแป้นพิมพ์ดีดตัวที่เห็นถูกต้องเสร็จเป็นเอกสารส่งไปดำเนินการต่อ เมื่อยหยุด พักเที่ยงทานกลางวัน ๑ ชั่วโมง เย็น ๑๖.๓๐ น.งานเลิก ปั่นจักรยานกลับบ้าน พักผ่อน กินอิ่ม นอนหลับ ดำเนินมาเรื่อย ๆ เงินเดือนขึ้นทุกปี นาน ๆ ปี ได้สองขั้น เงินสะสมที่ทางการรถไฟฯเก็บไว้ให้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวของกาลเวลา กู้เงินสะสมขึ้นรถไฟฟรีเที่ยวเหนือ-ใต้ทุกปี ๆ ละ ๒ ครั้ง จนติดเที่ยวมาตลอดชีวิต เงินเดือนแต่ละเดือนตลอดชีวิตการทำงานไม่เคยมีเหลือ บางเดือนไม่พอ เพราะเงินเดือนทางการจ่ายให้แต่ละเดือนนั้น พอเพียงเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกับปัจจัย ๓ (ค่าพาหนะเดินทาง ค่ากิน ค่าใช้จ่ายในครอบครัว) เท่านั้น มิได้ให้เหลือเพื่อผ่อนหรือซื้อบ้านและรถยนต์ จึงต้องอยู่กับห้องพักใต้ถุนบ้านพ่อตาที่แคบ อับทึบ จากบ้านติดกันแออัด ลมพัดเข้าผ่านไม่ได้ หน้าร้อนเดือนมีนา เมษา ลมจากพัดลมร้อนนอนหลับ ต้องนำผ้าขาวม้าไปชุบน้ำแล้วบิดน้ำออกพอแห้งหมาด ๆ ปูนอน จึงหลับไปได้ ดึกตื่นขึ้นผ้าแห้งร้อนทำอีกครั้งหนึ่งจึงหลับไปถึงเช้า ถึงแม้จะอยู่บนความไม่ค่อยมี แต่ก็ไม่ทุกข์ ชีวิตดำเนินมาได้เรื่อย ๆ ด้วยการหมั่นออกกำลังกายทุกเช้า ขยันทำงานในหน้าที่ประจำทุกวัน กิน ขี้ ปี้ นอน เที่ยว มีชีวิตอยู่มาจนปัจจุบัน ในภาวะที่ "ไม่ทุกข์" ก็ดีแล้ว
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 06 มี.ค. 2014, 07:35

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

..ปั่นจักรยานไปดาวคนอง ยืนข้างถนน ดูเขาวิ่งมาราธอน (๔๒.๑๙๕ ก.ม.) จากสะพานแขวนมาผ่านตรงนั้นแล้ววนกลับไปเข้าเส้นชัยที่สะพานแขวน เป็นการเฉลิมฉลองการสร้างเสร็จก่อนเปิดใช้ด้วยการจัดวิ่งมาราธอนทุกระยะ (๓ - ๕ - ๑๐ - ๒๑ และ ๔๒.๑๙๕ ก.ม.) บนสะพานแขวน มีประชาชนไปชมสะพานและร่วมวิ่งมากมายน่าจะถึงหมื่นคน ประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๓๐ ยืนดูไปก็คิดไป คิดไปดูไป ว่า เอ..เขาวิ่งกันได้ เราก็น่าจะวิ่งได้ เพราะวิ่งออกกำลังทุกเช้าอยู่แล้ว ต่อมาทราบว่าปีหน้าจะมีการจัดวิ่งกรุงเทพฯมาราธอน ครั้งที่ ๑ ในปลายปี พ.ศ.๒๕๓๑ ดังนั้น จึงเกิดความตั้งใจเริ่มซ้อมวิ่งเพื่อลงสนามแข่งขันกรุงเทพฯมาราธอนครั้งที่ ๑ กับเขาด้วย โดยไปร้านหนังสือพบหนังสือ "วิ่งเพื่อชีวิตใหม่" ของคุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงนาม อ่านแล้วเข้าท่า เพราะมีวิธีสอนการซ้อมวิ่งมาราธอนด้วย ซื้อมาอ่านแล้วปรับเปลี่ยนระยะทางวิ่งให้เหมาะสมกับความสามารถที่วิ่งได้ในขณะนั้น โดยเริ่มจากวันแรก ๑ ม.ค.๓๑ วิ่ง ๒๐ นาที เพิ่มเวลาวิ่ง ๑๐ % ทุกสัปดาห์(ถ้าจำไม่ผิด)ไปเรื่อย ๆ จนต้นเดือน ต.ค.วิ่งได้ ๕ ชั่วโมงติดต่อกันไม่หยุด ซ้อมวิ่งจากบ้านไปริมถนนคนเดียวทุกเช้าเริ่ม ๐๕.๐๐ น. ฝนตก ฟ้าร้อง ไม่หยุด แต่ถ้าท้องปวดต้องหยุดเข้าส้วม..แล

..ซ้อมถึงปลายเดือน พ.ย.๒๕๓๑ ร่วมลงแข่งวิ่งมาราธอน ๔๒.๑๙๕ ก.ม. ช่วงแรกวิ่งด้วยสเตปของตัวเอง ๑๐ ก.ม./ช.ม. ช่วงกลางไปตามกลุ่มที่วิ่งไปพักไป ช่วงปลายไปเจ็บตรงหน้าสถานีรถไฟสวนจิตลดา จนคิดว่าไม่วิ่งต่อไปแล้ว มองหารถพยาบาลขึ้นก็ไม่มี ทำการอนุบาลตัวเองด้วยการนั่งลงกับพื้น แบะขาทั้งสองข้างออก ปลายเท้าชิดติดกัน แล้วกดเข่าทั้งสองข้างลงสักครู่ แล้วลุกขึ้นเดินถึง ๓ ครั้ง ก็ยังเจ็บซองขาหนีบทั้งสองข้าง ทำครั้งที่ ๔ แล้วลุกขึ้นวิ่งจ๊อกกิ้งก้าวสั้นที่สุดแค่ส้นเท้าที่ก้าวจรดปลายเท้าที่ยืนเท่านั้น ปรากฏว่า "ไม่เจ็บ" จึงทำเช่นนั้นจนผ่านเส้นชัย ๔๒.๑๙๕ ก.ม. ในเวลา ๕.๔๗ ช.ม. เหลืออีก ๑๓ นาที จะครบ ๖ ช.ม.ตามกำหนดของกติกาไม่ให้เกินนั้น ถ้าเกินจะไม่ได้เกียรติบัตร (ปี พ.ศ.๒๕๓๑ อายุ ๔๔ ปี)

..จากนั้น ปีต่อ ๆ มา ก็ซ้อมวิ่งและลงแข่งอีกหลายครั้ง เวลาก็ดีขึ้นกว่าครีั้งแรก ดีที่สุดน่าจะ ๔ ชั่วโมงครึ่ง ไปร่วมวิ่งสนุก ๆ ตามสนามแข่งต่าง ๆ อยู่เนื่อง ๆ ทุกระยะของการวิ่งมาราธอน (๑๐ ก.ม. - ๒๑ ก.ม.) จนอายุครบ ๖๐ ปี วิ่งสั่งลามาราธอน ๔๒.๑๙๕ ก.ม.ปีเดียว ๔ สนาม (กรุงเทพฯมาราธอน, ขอนแก่นมาราธอน, หนองคาย-เวียงจันทน์มาราธอน และสมุทรสงครามมาราธาอน) ถึงเฉียดฉิมภายในเวลา ๖ ช.ม.บ้าง เกินเล็กน้อยบ้าง เพราะตลอดเวลาที่ซ้อมวิ่ง คิดทำเพียงเพื่อสุขภาพ ไม่หวังถ้วยรางวัลแต่อย่างใด..นั่นแล
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..?..!..อิ อิ "ทัวร์ชีวิต" อิ อิ..!..?.." (โดย..วุฒิ ม.๖)

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 06 มี.ค. 2014, 08:52

..ออกกำลังกายด้วยการวิ่งมาราธอนและปั่นจักรยานอยู่เป็นประจำวันเรื่อยมา

..ยังมีช่วงหนึ่งวิ่งทางตั้งอีกด้วย ดังนี้...

..ประมาณปี พ.ศ.2543 , 44 และ 46 เคยวิ่งขึ้นตึก "ไทวา" ใช้เวลาประมาณ 14 - 15 นาที ทุกครั้ง (จ๊อคกิ้งขึ้นแบบเบิร์ท ๆ สบาย ๆ เหนื่อยนิด ๆ ไม่ถึงกับหอบแฮก ๆ )

* เมื่อตัวเองมีเทคนิควิ่งขึ้นตึกไทวาได้แล้วเช่นนั้น ใจก็ฮึกเหิมอยากวิ่งขึ้นตึกที่สูงกว่านั้นคือตึก
"ใบหยก 2 หรือ ตึกใบหยกสกาย

* เมื่อปีกลาย มีผู้จัดวิ่งขึ้นตึก "ใบหยกสกาย" ไปแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นพลาดไม่ได้วิ่ง เพราะไม่ทราบข่าว

* เมื่อวันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2549 บริษัท เมอร์ค จำกัด ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันตับปลาผสมโอเมก้า-ทรี ตรา เซเว่นซีส์ จอยท์แคร์ จัดให้มีการแข่งขึ้นวิ่งขึ้นตึกฟรี (ไม่เสียค่าสมัคร)
* มีรางวัลอีก 3 อันดับ ทั้งเพศชายและหญิง ที่ 1 ได้ 2 หมื่น, ที่ 2 ได้ 1 หมื่น, ที่ 3 ได้ 5 พัน
ผมทราบข่าว ทั้ง ๆ ที่เพิ่งกลับมาจากปั่นจักรยานรอบประเทศไทย 79 วัน เพิ่งซ้อมวิ่ง 3 ก.ม.ได้เพียง 7 - 8 ครั้ง
* แต่ใจสู้และคิดว่า "มีเทคนิคอยู่กับตัว" กลัวอะไรกับตึกใบหยก ๒ สูง 84 ชั้น บันได 2,060 ขั้น จึงสมัครเข้าร่วมแข่งขันด้วย คิดขอเพียงขึ้นถึงภายในเวลาที่เขากำหนดให้ 2 ช.ม.โดยขาไม่เดี้ยงก็พอใจแล้ว

รูปภาพ

* เชิญดูรายละเอียดการแข่งขันวิ่งแนวตั้งขึ้นตึกใบหยก ๒ ได้ที่กระทู้นี้..http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=106601

****ต่อมาทราบข่าวว่ามีชาวญี่ปุ่นมาจัดการแข่งขัน "ไตรกีฬา" ที่ชายหาดพัทยา..

ประวัติความเป็นมาของไตรกีฬา

ไตรกีฬาเกิดขึ้นมาอย่างเป็นทางการเมื่อ ปี 1978 ที่เกาะ Hawaii สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นโดยนักกีฬา 15 คนตกลงมาแข่งขันกัน ต่อมาก็แพร่กระจายไปทั่วโลก

ปัจจุบันนี้ประมาณว่ามีนักไตรกีฬาฝึกฝนกันอยู่มากกว่า 1,000,000 คน รวมทั้งประเทศไทย

สำหรับในประเทศไทย ไตรกีฬาเข้ามาเมื่อปี 2529 โดยญี่ปุ่นนำเข้า ร่วมการจัดการแข่งขันกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดขึ้นที่พัทยา ญี่ปุ่นแห่กันมาเป็นร้อย คนไทยมีร่วมไม่กี่คน เพราะตอนนั้นพวกเราไม่รู้จักว่า มันเล่นกันยังไง จึงได้แต่สมัครเป็น "ผู้ดู"

..ต่อมาทราบว่ามีการแข่งขันไตรกีฬา ที่เมืองทองธานี ได้ปั่นจักรยานไปดูการแข่งขัน และต่อ ๆ มา ก็ทราบข่าวการแข่งขันไตรกีฬาตามที่ต่าง ๆ ส่วนมากจะเป็นจังหวัดชายทะเล อยู่เนื่อง ๆ จนเกิดแรงบรรดาลใจให้ต้องการทดลองเล่น "ไตรกีฬา" กับเขาบ้าง...
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 12 มี.ค. 2014, 08:45, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน