......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 22 ธ.ค. 2016, 05:20

[color=#0000FF]"..สวัสดีครับ น้องแดง หลานนก และทุกท่าน.." (ขอบคุณสาระดี ๆ ด้วยครับ)[/color]
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 23 ธ.ค. 2016, 03:45

รูปภาพอรุณสวัสดิ์ครับ พี่เนตร หลานนกและทุก ๆ ท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม เช้านี้ผมอยากจะคุยเรื่องความจริงที่ปรากฏในจิตใจมาช้านานเกี่ยวกับ จักรยานครับ คือว่ายามใดที่ผมและคุณนายจับจักรยานออกปั่นท่องเที่ยวไป สิ่งแรกที่เราสัมผัสได้คือ ความมีอิสระภาพ เสรีภาพ ซึ่งตลอดชีวิตของเราที่ผ่านมาเหมือนจะถูกคุมขัง นับตั้งแต่เรา ๒ คนลาออกจากราชการแล้วมาปั่นจักรยานใช้ชีวิตแบบ Slow Life มันได้ความรู้สึกแบบที่ว่าจริง ๆ และความเป็นอิสระเสรีนี้นำมาซึ่ง ความสุข เป็นความสุขที่ สงบเย็นไร้มลพิษจริง ๆ :D :lol:

:idea: :idea: ความสุขในโลกนี้มีอยู่ ๓ สุขครับ

๑.กามสุข... ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง
๒.ฌานสุข... ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง
๓.นิพพานสุข... ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง

กามสุข คือ ความสุขที่เกิดจากการได้...เห็นรูปสวย...ฟังเสียงไพเราะ...ดมกลิ่นหอม...ลิ้มรสอร่อย...สัมผัสกายที่ถูกใจ...ซึ่งความรู้สึก สุข ในกามนี้ อาจเป็นความรู้สึก สุข หรือเฉย (สุขละเอียด)

ฌานสุข คือ สุขจากการเพ่ง มี ๒ อย่าง ๑.ถ้าเพ่งอารมณ์จนจิตสงบสุข เรียกว่า อารัมมณูปณิชฌาน ๒.ถ้าเพ่ง ลักษณะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เรียกว่า ลักขณูปณิชฌาน

นิพพานสุข คือความสุขของความสิ้นกิเลส อาสวะทั้งหมด

เวลาที่เราปั่นจักรยานสังเกตุให้ดี ความสุขทั้ง ๓ แบบจะวนเวียนไหลเข้าสู่กระแสจิตถ้ามี ปัญญา มาก ๆ เราก็จะเห็นธรรมมากยิ่งขึ้น ผมจึงเชื่อที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ และพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ มักจะบอกเสมอ ๆ ว่า "เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม"(ปั่นจักรยานทุกข์นะ) :idea: :idea:


รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพหลังจากเราพากันปั่นเข้าสำรวจพื้นที่จำนวน ๙๐๐ กว่าไร่ได้พบการก่อสร้างต่าง ๆ แต่ยังไม่แล้วเสร็จเมื่อเราสำรวจทุกสิ่งเรียบร้อยเท่าที่เห็นเรากลับมายังที่ ๆ เราหมายตาจะกางเต้นท์พักนอน โดยที่ท่านพระครู และ ท่าน สท.ผัด ได้พยายามขยั้นขยอให้พวกเราเข้าไปพักนอนในห้องที่มีเตียงอย่างดี ติดแอร์เรียบร้อยแต่พวกเราไม่เอาขอนอนตากอากาศสบาย ๆ นอกอาคารดีกว่า สท.ผัด ซึ่งมาคอยบริการพวกเราได้ไปยกเก้าอี้มาให้พวกเรานั่งชมจันทร์ก่อนที่แกจะกลับบ้าน และหลังจากที่เรากางเต้นท์เสร็จเรียบร้อยก็ไปทำอาหารกินกันในอาคาร สวดมนต์เสร็จสรรพก็ออกมานั่งตากลมชมจันทร์ เราจัดเก้าอี้นั่งกันคนละตัวมันเกินมาตัวหนึ่ง..เอเหลือเก้าอี้อีกตัว

พลันลุงป๊อกก็ฉุดใจคิด หรือจะเป็น ของลุงดม เราจึงได้จัดให้แกนั่งยังที่ ๆ แกเคย-ชอบ นั่ง(แกชอบนั่งใกล้ ๆ เต้นท์) เรียกว่าบังเอิญจริง ๆ ตอนที่ สท.ผัดแกไปยกเก้าอี้มาแกก็คงไม่ได้คิดอะไรแน่นอนและแกก็เห็นเรามากัน ๓ คน ทำไมแกจึงจัดหามา ๔ รุ่งเช้าถ้าเจอแกเราจะถามให้กระจ่าง :) :)


รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

รุ่งเช้าก่อนตี ๔ ผมมักจะตื่นออกมาเดินจงกรมเสมอ ๆ เดินจงกรมจนมองเห็นฟ้าใกล้สาง ก็ปลุกพรรคพวกให้เตรียมตัวไปเก็บภาพ ภาพยามเช้าที่อากาศหนาวนิด ๆ ลมโชยอ่อน โอ...พระเจ้า มันช่างมีความสุขเกินคำบรรยายจริง เราทั้ง ๓ ต่างเก็บภาพกันคนละทิศละทางตามใจที่ตัวเองปรารถนา โชคดีที่เราทั้ง ๔ (รวมทั้งลุงดม) ชอบเหมือน ๆ กันคือการถ่ายภาพ เราเสียเวลาเก็บภาพยามเช้าเป็นชั่วโมงเรียกว่าซึมซับบรรยากาศอย่างเต็มอิ่ม :) :D
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 26 ธ.ค. 2016, 03:17

รูปภาพรูปภาพ<a รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ


:( :( เมื่อวานที่ ๒๕ ธ.ค.๕๙ เป็นวันครบรอบ ๑๐๐ วันที่ลุงดมได้จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับมา ตามประเพณีเมื่อครบร้อยวันเราก็จะทำบุญตามไปหา ซึ่งก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้มารวมกันรำลึกนึกถึง ส่วนครอบครัวก็คงจะต้องทำต่อไปทุก ๆ กาลที่สำคัญ ๆ ลุงดมเป็นคนมีอัธยาศัยดีงามรักเพื่อนบ้าน แกเป็นจิตอาสาเป็นกรรมการหมู่บ้าน เป็นช่างประจำหมู่บ้านใครขัดข้องอะไร ๆ แกก็ช่วยแก้ไขในเบื้องต้นให้ จะเห็นได้ว่างานร้อยวันทางเจ้าภาพไม่ได้บอกกล่าวแต่ก็มีชาวบ้านมาร่วมงานกันมากมาย(น่าชื่นใจ)

คนภาคเหนือในวันทำบุญร้อยวันสิ่งของเครื่องใช้ของผู้วายชนม์ ก็จะได้รวบรวม(เอาเฉพาะที่ผู้ตายรัก-ชอบ)นำมารวมกันทั้งหมดแล้วทำพิธีถวายทานให้กับพระ นัยว่าจะส่งสิ่งของทั้งหมดไปให้ผู้ตาย(ประมาณนั้น)หลังจากที่พระสวดสูตรถอนแล้วเจ้าภาพก็จะบูชาคืนจากพระ หรือบางเจ้าภาพก็จะแจกให้กับคนอื่น ๆ ที่ประสงค์ต่อไปก็ได้ ซึ่งของรักของลุงดมก็คือ จักรยาน ๓ คันรถปิคอัปและมอเตอร์ไซด์(เวสป้า) สำหรับปิคอัปแกสั่งเสียไว้ว่า ห้ามขายเด็ดขาดให้เก็บไว้ใช้บริการหมู่บ้าน วัดและชุมชน ภรรยา(พี่เลื่อน)ก็ดีแสนดีตั้งแต่ลุงดมสิ้นทุก ๆ เช้าพี่ก็จะจัดกาแฟขนมปังแล้วไปวางไว้ที่หน้ารูปภาพลุงดมตลอดมาเป็นเวลา ๑๐๐ วัน แล้วแกยังจะทำต่อไปไม่มีคำว่าเลิก

สุดท้ายนี้ผมก็ขอให้ดวงวิญญาณลุงดมสู่สุขคติสรวงสวรรค์ หากแม้นได้เกิดอีกก็ให้ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมและให้ได้บรรลุธรรม จะได้พ้นทุกข์ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก "การเกิดทุกครั้งเป็นทุกข์ร่ำไป" :( :(


รูปภาพพี่เลื่อนเป็นห่วงที่ผม ๒ คนกับคุณนายที่ทานมังสวิรัติจะไม่มีอะไรกิน พี่แกอุตส่าห์ตำน้ำพริกผัดเห็ดและน้ำผัก(ผัดกาดสับละเอียดแล้วดอง)ผักสดผักลวกเตรียมไว้ให้เราสองคน(น่ารักมาก ๆ ) :) :D


:) :D ภาพในอดีตเป็นบางส่วนที่เราไปปั่นร่วมกันมาครับ

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 26 ธ.ค. 2016, 08:56

สวัสดีครับลุงแดง ลุงเนตรและทุกท่าน


ขอให้ดวงวิญญาณลุงดมได้ไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้าครับ


22-25 เดือนนี้ผมและครอบครัวได้โอกาสไปทางเหนืออีกครั้ง โดยปกติจะวางแผนกันไปปีละครั้ง คราวนี้ไปวัดจันทร์-ปางอุ๋ง-เชียงใหม่ สีวัน สามคืน แล้วกลับมาทำงานต่อครับ
แนบไฟล์
20161222_140839.jpg
20161222_144116.jpg
20161223_204912.jpg
1482468052454.jpg
1482468064596.jpg
1482595953036.JPEG
1482626990703.JPEG

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 27 ธ.ค. 2016, 12:09

:) :D สวัสดียามสาย ๆ ใกล้เที่ยงครับ หลานนกและทุกท่านที่เคารพ ก่อนอื่นขอขอบพระคุณแทนลุงดมที่แกอาจจะมารับรู้หรือไม่ ไม่ทราบแต่แกไปดีแน่นอนเพราะก่อนสิ้นลมแกก็อยู่ในอานาปานสติตลอด แกรู้ตัวเสมอ ๆ ว่าใกล้หมดเวลาในภพนี้แล้ว ก็จะภาวนาไม่ขาดสาย ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมก็จะไปทบทวนและกำกับเรื่องการทำสติสมาธิ กำชับว่าให้เหมือนกับที่กำลังปั่นจักรยานเดินทาง แกมีความสุขแม้จะเจ็บปวดแกก็ผ่านวิกฤตไปได้

ได้ทราบคุณหลานพาครอบครัวไปพักผ่อนหย่อนใจให้กำไรกับชีวิต รู้สึกดีใจ ชื่นชม ก็ขอให้มีความสุขกับการเดินทางและท่องเที่ยว กลับไปให้มีพลังในการทำงานยิ่ง ๆ ขึ้น เสียดายนะถึงเชียงใหม่แล้ว เราไม่มีโอกาสได้พบปะกัน ครั้งหน้าคงมีเวลาพอที่เจอะเจอกันนะครับ

พูดถึงความสุขยังคงค้างคาไว้อีกว่า บางคนเมื่อเห็นคำว่า "กาม" กามสุขอาจจะคิดไปแต่ในเรื่องในมุ้งประมาณนั้น ความจริงแล้วไม่ใช่นะครับ คำว่า กาม ไม่ใช่เรื่องเพศอย่างเดียว แต่ กาม...เป็นภาษาบาลี ที่มี ๒ ความหมาย คือ....

๑. กิเลสกาม....คือความติดใจ หรือรุนแรงถึงขั้นอยากได้ในวัตถุกาม ๕ ที่ทำให้ใจเปรอะเปื้อน หรือทำให้ใจเศร้าหมอง หรือที่แผดเผาใจ "ถ้ามีกิเลสกามเกิด ในวัตถุใด วัตถุนั้นก็เป็นวัตถุกาม"

๒. วัตถุกาม คือวัตถุที่มีลักษณะ ๖ อย่าง ได้แก่ ๑.น่าปรารถนา ๒.น่าใคร่ ๓.ถูกใจ ๔.น่ารัก ๕.ประกอบด้วยกาม ๖.ยั่วยวนชวนให้ชอบมาก ดังนั้นพูดง่าย ๆ วัตถุกาม ๕ จึงได้แก่ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสกายที่ถูกใจ

กามสุข...ยังแบ่งได้อีกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑.กามสุขที่เกิดจากความไม่ฉลาด คือ ความสุขที่เกิดจากเจตนากระทำทางกาย หรือวาจาหรือใจที่ไม่ฉลาดเพราะมี โมหะ คือความไม่รู้ว่าถ้าทำสิ่งนั้นแล้ว แม้จะมีความสุขในขณะทำ แต่หารุ้ไม่ว่าจะเป็นเหตุเกิดทุกข์ ซึ่งให้ผลเป็นความทุกข์เดือร้อนตามมาภายหลัง จึงหลงทำด้วย โลภะ คือความหลงติดใจเพราะเพลิดเพลินชอบมาก ดังนั้นกามสุขที่เกิดจากการกระทำที่ไม่ฉลาดนี้ จึง.."เป็นความสุขที่มีภัยอันตรายมาก มีทุกข์เป็นผล มีทุกข์เป็นกำไร เป็นสุขที่ไม่ฉลาด พลาดสู่อบายได้

๒.กามสุขที่เกิดจากการทำบุญกุศลทั่วไป แม้จะเป็นความสุขที่ดูดีงาม แต่ยังขาดปัญญารู้ทั่วถึง ในเหตุเกิดทุกข์และความดับทุกข์ เป็นสุขที่ส่งผลให้ยังต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่รู้จักจบสิ้น ดังนั้น กามสุขประเภทนี้เป็นความสุขที่ต้องระวัง!!!! เพราะ กาม ทั้งหลายมีสุขน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ทุกข์โทษในกามนี้มากมายยิ่งนัก ทำให้เวียนว่ายตายเกิดมาทุกข์ซ้ำซากไม่รู้จักจบสิ้น :) :D


:lol: :lol: เราหันกลับมาติดตามการเดินทางไปห้วยฮ่องไคร้เพื่อไปร่วมชมนิทรรศการกันต่อ ช่วงเช้าหลังจากที่ทุกคนเฝ้ารอแสงแรกของวันและเริ่มเก็บภาพตามความสนใจ ความสุขของใครของมันเรียกจนอิ่ม เราก็กลับมาประกอบอาหารเช้าและรับประทาอาหาร เสร็จเรียบร้อยก็ทำสะอาดสถานที่เก็บสัมภาระต่าง ๆ ของพวกเรา ไปกราบลาพระอาจารย์พร้อมมอบปัจจัยถวายบำรุงเป็น ค่าน้ำค่าไฟของสถานที่และอำลาท่านมุ่งเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป

รูปภาพรูปภาพ

รูปภาพขำ ๆ ครับ ช่วงปั่น ๆ รองเท้ายี่ห้อ Cleen ยี่ห้อดังแต่ขาดการดูแลเอาแต่ใช้ ๆ ในที่สุดก็เกิดทรยศพื้นหลุดออกทั้งแผ่น ต้องหาวิธีแก้ไขโดยใช้เชือกเส้นเล็กที่เตรียมไว้ ใช้ผูกรอบเท้าพยุงไม่ให้หลุด เรียกว่าทุลักทุเลและก็เป็นอุปสรรคของการเดินทางพอสมควร ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งสำหรับผู้ที่จะออกทัวร์ริ่งตรวจสอบให้ดี สำหรับลุงป๊อกเมื่อครั้งปั่นไปกัมพูชาก่อนถึงพนมเป็ญ ล้อรถฉีกขาดปั่นไม่ได้(ล้อหมดอายุการใช้งาน)ต้องหารถบรรทุกไปส่งก็เคยมาแล้ว ก็ระมัดระวังกันก่อนออกเดินทาง ตรวจเช็คให้แน่ใจนะครับ :lol: :lol:

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพอาจารย์ประจำจุดตรวจภัยไฟป่าถามหาลุงดม เนื่องจากเห็นเรามากันแค่ ๓ คน พอทราบข่าวถึงกับ..อึ้ง..ไม่น่าเชื่อ แข็งแรงแบบนี้ยังจากไป สุดท้ายก็มาปลงว่า นะ..ทุกอย่างเป็นไปตามพรหมลิขิต.. :o :o

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพวันนั้นเป็นวันที่เด็ก ๆ พากันมาเยี่ยมชมงานของพ่อหลวงกันมาก มากจนเรากลายเป็นเกะกะกับเด็ก ๆ ปั่นไปทางไหนก็เด็ก ๆ ครั้นจะเข้าไปเดินเที่ยวในงาน รองเท้าลุงป๊อกก็เป็นอุปสรรค สุดท้ายเราจำใจต้องออกจากงาน ไว้ค่อยหาโอกาสมาเยี่ยมอีกครั้งสรุปวันนั้นไม่ได้เจอ ทั้งคุณปฐม อ.ง๊อก และเจ้าหน้าที่ที่เราคุ้นเคยกัน ก็รู้สึกเสียดายเรียกว่าไม่จุใจ เพราะปรกติถ้ามาที่นี่เราต้องมากางเต้นท์นอนรับลมชมวิว แต่ครั้งนี้ไม่สดวกหลาย ๆ ประเด็นจำใจอำลาก่อนเวลาอันควรและไม่ได้ร่ำลาผู้ใดเลย ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย :lol: :lol:
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 28 ธ.ค. 2016, 10:04

สวัสดีครับลุงแดงและทุกท่าน

ถ้าได้ขึ้นเหนือและมีโอกาสคงได้แวะเคารพลุงครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 29 ธ.ค. 2016, 06:14

:idea: :idea: ต่อไปเป็น ฌานสุข ที่หมายถึงการเพ่ง มี ๒ ประเภทคือ ๑.มิจฉาสมาธิ คือ สมาธิผิด ๆ เพราะไม่มีญาณความรู้ในเหตุเกิดทุกข์ และ ความดับทุกข์ สุขในสมาธิผิดเป็นสุขที่เหนือกามแต่ก็ยังไม่ปลอดภัย เพราะเสื่อมได้ถอยกลับไปทำอกุศลกรรมได้อีก ๒.สัมมาสมาธิ คือ สมาธิถูกต้องชอบธรรม เพราะอาศัยเกิดจาก ๗ เหตุ ๗ องค์ประกอบ คือ เริ่มต้นด้วยการมีญาณความรู้ใน เหตุเกิดทุกข์ และความดับทุกข์ จึงทำให้ - คิดถูก - พูดถูก - ทำถูก - เลี้ยงชีพถูก - เพียรถูก - สติถูก....จึงเกิดสมาธิถูก ส่งผลให้เกิด - ญาณความรู้ถูก และวิมุติหลุดพ้นจากทุกข์อย่างถูกต้องชอบธรรม

ความรู้สึก โสมนัสสุขใจ ในฌาน ๑-๒ .... ก็เป็นควาสุขอย่างหนึ่ง
ความรู้สึก เฉย คือสุขละเอียดใน ฌาน ๓-๘ ....ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง (ทั้ง ฌาน ๑-๘ ก็เป็นสมาธิผิด หรือ ถูกก็ต้องใส่ใจให้ดี ๆ )

นิพพานสุข ก็เป็นสุขอย่างหนึ่ง แต่เป็นความสุขของความสิ้นกิเลส อาสวะทั้งหมดถือเป็น บรมสุข :lol: :lol:


รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพเราอำลาจากห้วยฮ่องไคร้แบบยังไม่จะจากลา แต่จะอยู่ไปก็จะทำให้หลาย ๆ ท่านต้องมาคอยดูแลพวกเราจนอาจจะเสียงาน อีกอย่างอุปสรรคที่เล่าให้ฟัง(รองเท้า)ก็ทำให้หมดสนุก... เราออกทางหลังห้วยฮ่องไคร้เป้าหมายคือ น้ำพุร้อน กว่าจะออกได้หลงหลายรอบสุดท้ายก็ไม่ได้ไปน้ำพุร้อนแต่ออกมาทางดอยสะเก็ด แวะพักเติมพลังมื้อเที่ยงที่ป้อมตำรวจบริเวณทางแยกเข้าห้วยฮ่องไคร้ มื้อเที่ยงเป็นแบบง่าย ๆ มาม่าต้มยำกับผักสดนิดหน่อยเรียกว่าพอประทัง แต่ก็อิ่มกันตบท้ายด้วย กาแฟสดตามสูตรก่อนออกเดินทางต่อ

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพดอยสะเก็ด - สันกำแพงเป็นแผ่นดินที่ติดต่อกัน เราปั่นเลาะเขตดอยสะเก็ดไปออกทางสันกำแพง เหมือนเดิมหลงไป ๆ มา ๆ ต้องอาศัยถามชาวบ้านมาตลอดทาง สุดท้ายมาเห็น อาราม ม่อนภาวนา ลุงป๊อกพูดว่า "เราก็นักวิปัสสนาถ้าผ่านสำนักนี้ไม่เข้าไปถือว่า....ผิด" เราก็พากันแวะเข้าไปเยี่ยมชม ผมต้องตกตลึงคิดไม่ถึง ไปเจอพระอาจารย์ที่ท่านเคยเป็นคณะกรรมการผ่านร่างวิทยานิพนธ์สมัยเรียน ป.โท เป็นเรื่องเหลือเชื่อไม่ได้พบเห็นกันเป็นเวลานับ ๑๐ ปี ไม่คิดท่านจะมาสร้างวัดที่นี่ ท่านเล่าให้ฟังว่า เงินที่สะสมไว้สมัยเป็นพระอาจารย์ ได้ถูกนำมาซื้อที่ดินและสร้างที่พักสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ขณะนี้กำลังก่อสร้างพระวิหารโดยมีลูกศิษย์ท่าน ตามมาช่วยท่านสร้าง เนื้อที่อารามมีจำนวน ๑๐ กว่าไร่สถานที่เป็นบ่อดินเก่าในอนาคตเราคงมีสถานที่อบรมวิปัสสนาในแนวทางที่ถูกต้องอีกสำนักหนึ่ง ท่านเป็น ดร.จบจาก ม.ปูเน่ ประเทศอินเดียถือเป็นปูชนียบุคคลอีกท่านหนึ่ง ไม่เชื่อสายตาว่าท่านจะแอบมาปลีกวิเวกได้ เป็นบุญเหลือเกินที่ได้กลับมาเจอกัน คงต้องหาเวลาไปพบท่านในครั้งต่อ ๆ ไป ขอบคุณสวรรค์ :lol: :lol:

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพออกจากอารามด้วยการกราบลาพระอาจารย์พร้อมคำมั่นสัญญาที่จะได้พบกันอีกในครั้งต่อ ๆ ไป เรามุ่งสู่สันกำแพง ด้วยเป้าหมายจะไปเที่ยวหาเพื่อนลุงป๊อกซึ่งเคยเป็นตำรวจรุ่นเดียวกัน แกไปปลูกสวนทำนาอยู่ที่บ้านแถว ๆ ทางไป บ.ร้องวัวแดง สุดท้ายไปไม่ถูกพากันปั่นเข้าตัวอำเภอซะเฉยเลย ก็เลยเปลี่ยนเข็มเป็น กลับบ้านดีกว่าเราสองคนปั่นไปส่งลุงป๊อกที่ สี่แยกบวกครกหลวงแล้วเลี้ยวซ้ายอำลาลุงป๊อก ณ สี่แยกบวกครก ลุงป๊อกปั่นอีก ๓ กม.ก็ถึงบ้านแกแล้ว ส่วนเราสองคนต้องปั่นต่ออีกประมาณ ๑๗ กม.จึงถึงบ้าน

ช่วงปั่นกลับเราเลือกทางกลับโดยทางเรียบรางรถไฟ เนื่องจากมีเลนคล้าย ๆ จะแบ่งไว้ให้เป็นเลนของจักรยาน แต่ก็ต้องผิดหวังมาก ๆ เพราะปั่นไม่ได้เนื่องจากมีกิ่งไม้ใบหญ้าปกคลุม เจอหลุมบ่อขอบทางตลอดสาย ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าความมุ่งมั่นเอาจริงของส่วนที่รับผิดชอบ เขาไม่ได้เอาใจใส่ ทุกสิ่งอย่างปล่อยให้เป็น "ไฟไหม้ฟาง" พอเขาเห่อกันก็ทำซะครั้ง ยิ่งในเขตเมืองเลนจักรยานที่ทำไว้ให้อย่าฝันจะได้ใช้เพราะ รถยนต์มอเตอร์ไซด์เข้าไปใช้เพียบ มิหนำซ้ำกลายเป็นที่จอดรถยนต์ไปดื้อ ๆ อยากจะเสนอว่าฟุตบาท(ทางเท้า)ถ้าเป็นไปได้ทำเป็นทางจักรยานให้ใช้ร่วมกันกับคนเดิน รอบริมคือ(คูน้ำ)เมืองเชียงใหม่รับรองได้สวย สะดวก น่ารักด้วย แต่จะเสนอใคร ? ๕๕๕ ประเทศไทย:( :(

เราปั่นถึงบ้านเนื่องจากเข้าฤดูใบไม้ร่วง จะเห็นได้ใบยางเต็มลานบ้าน ถ้ามันเป็นเงินครอบครัวผมคงรวยเละเลยนะ อิอิอิ.....ทริป ๑ คืน ๒ วันก็บรรลุผลสำเร็จตามตั้งใจมีทริปใหม่จะกลับมาเล่าให้ฟังต่อไป ผิดพลาดพลั้งไปอภัยให้ด้วยนะครับ แต่คงไม่มีปัญหาน้อยคนที่สนใจเข้ามาอ่านและติดตาม เรียกว่าปลอดภัยอยู่แล้วแต่พูดกันไว้ แม้จะมีไม่กี่คนหากเกิดความผิดพลาดนิด ๆ หน่อย ๆ มันเป็นภัยอันใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ ธรรมะ ผิดไม่ได้เด็ดขาด "บาป" ถือเป็น นิวรณ์ธรรม ขวางกั้นการบรรลุธรรมเอาเลยทีเดียว สวัสดีครับ :) :) :D :D
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 30 ธ.ค. 2016, 05:11

รูปภาพรูปภาพ

:) :D พูดถึงพระมหากษัตริย์คนไทยทุกคนย่อมรักและเทอดทูนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อวันที่ ๒๘ ที่ผ่านมาท่านทราบกันไหมว่าเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง เท่าที่ผมเคยสังเกตุและเคยสำรวจเล่น ๆ แบบไม่เป็นทางการ มีหลายคน "ลืม" เออ...เป็นไปได้ไง ที่ว่าลืมผมหมายถึงถ้าไม่พูดถึงเขาก็ไม่ฉุกใจ แต่เมื่อกล่าวถึงเมื่อใดสำนึกได้จึงกลับมา ซึ่งต่างกับผมมาก ๆ เพราะผมก่อนนอนผมจะกราบท่านเป็นประจำผมฝังใจรัก สำนึกในพระคุณของพระองค์ท่าน ผมศึกษาพระราชประวัติ ชีวิตของพระองค์ท่าน ตลอดชีวิตของพระองค์ไม่มีความสุขเลย ท่านทำสงครามเพื่อกู้แผ่นดินจนสามารถประกาศอิสระภาพได้แค่ภายใน ๗ เดือน มี่ประทับใจสุด ๆ ก็ที่เมืองจีนมีสุสานของพระองค์ท่านยิ่งใหญ่มาก ไปชมกันครับ :) :)

รูปภาพ28 ธันวาคม วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขอนำบทความท่องเที่ยวของ อ.ปริวัฒน์ จันทร เรื่อง สุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (แต่อ๊วง) ในประเทศจีน มาให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

หนึ่งเดียวของวีรกษัตริย์มหาราชไทย ผู้มีสุสานอยู่ดินแดนโพ้นทะเล

หนึ่งเดียวของลูกชาวจีนโพ้นทะเล ผู้ได้เป็นวีรกษัตริย์ในประเทศทางทะเลใต้

ณ หมู่บ้านฮั้วปู่ (ฮวาฟู่ 华富村Huafu) อำเภอเถ่งไฮ้ (เฉิงไห่ 澄海县Chenghai) เมืองซัวเถา (ซ่านโถว 汕头市Shantou) ทางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง (กว่างตง Guangdong) เป็นที่ตั้งของสุสานแต่อ๊วง หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (17 เมษายน พ.ศ.2277 – 7 เมษายน พ.ศ.2325) ราชสำนักจีนเรียกพระองค์ว่า แต่เจียว (เจิ้งเจา 郑昭Zhengzhao) หรือกษัตริย์แซ่เจิ้ง

สุสานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในอำเภอเถ่งไฮ้นี้ แม้จะเป็นสุสานขนาดเล็ก ๆ หากแต่ยิ่งใหญ่ในความหมายในใจของปวงชนชาวไทยทุกคนเสมอมา ตามแผ่นศิลาจารึกหน้าสุสานระบุไว้ว่า "เสียนหลอเจิ้งหวงต๋าซิ่นต้าตี้อีก่วนมู่" 暹罗郑皇达信大帝衣冠墓 หรือสุสานฝังฉลองพระองค์และพระมาลาของเจิ้งหวางกษัตริย์แห่งเสียนหลอผู้ยิ่งใหญ่

แผ่นป้ายศิลาจารึกหน้าสุสานของพระองค์ระบุปีสร้างในรัชกาลจักรพรรดิเฉียนหลง แห่งราชวงศ์ชิง ในปีค.ศ.1782 (พ.ศ.2325 อันเป็นปีเดียวกันกับที่พระองค์สวรรคต) ได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในฤดูใบไม้ร่วง ปีค.ศ.1985 (พ.ศ.2528) เล่าสืบต่อกันมาว่า หลังจากพระองค์ได้สวรรคตแล้ว ข้าราชบริพารเชื้อสายจีนได้นำฉลองพระองค์และพระมาลาของพระองค์มา 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นไทย ชุดหนึ่งเป็นจีน กลับมามอบให้พระญาติที่บ้านเกิดของพระราชบิดา-เจิ้งหยง 郑镛 (แต่ย้ง) จากนั้น พระญาติจึงได้บรรจุฉลองพระองค์และพระมาลาของพระองค์ไว้ในสุสานของพระองค์ (ซึ่งสร้างไว้ก่อนหน้านี้แล้ว)

แต่ย้ง พระบิดาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นชาวอำเภอเถ่งไฮ้ ผู้หนีความยากลำบากและเหตุทุพภิกขภัยบ่อยครั้งที่บ้านเกิดเมืองนอนเช่นเดียวกับชาวเถ่งไฮ้เป็นจำนวนมาก ลงเรือสำเภาหัวแดง (อั่งเถ่าจุ๊ง) รอนแรมมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสยามประเทศสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มาอาศัยอยู่แถบคลองสวนพลูนอกเกาะเมือง พระนครศรีอยุธยา ดังนั้น ในช่วงทำสงครามกอบกู้เอกราชของไทย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงมีทหารชาวจีนแต้จิ๋วจากเถ่งไฮ้มารวมรบอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก

มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ (บุรุษรัตพันธ์) นักค้นคว้าจากสถาบันไทยคดีศึกษา ได้อธิบายเรื่องบทบาทของชาวจีนแต้จิ๋วในสมัยกรุงธนบุรี ไว้ในบทความ “ชาวจีนแต้จิ๋วในสภาพสังคมไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้นว่า”
“...ในความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าตากสินฯ ที่จะยกย่องเชิดชูจีนแต้จิ๋วเหนือจีนกลุ่มอื่น ๆ ที่ได้อพยพเข้ามาในสยามประเทศก่อนหน้านั้นแล้ว อันจะเป็นสาเหตุแห่งความไม่สมัครสมานสามัคคีในยามที่พระองค์ต้องการฐานกำลังสนับสนุนจากจีนทุกกลุ่มในเวลานั้น แต่เหตุที่จีนแต้จิ๋วได้รับการยกย่องไปโดยปริยาย ก็เนื่องมาจากความที่พระองค์ท่านเป็นลูกครึ่งไทย-จีนแต้จิ๋ว โดยที่เจิ้งหยง พระบิดาเป็นจีนแต้จิ๋ว เคยมีถิ่นฐานพำนักแถวคลองสวนพลูข้างวัดพนัญเชิง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นแหล่งอาศัยของชาวจีนแต้จิ๋วในอยุธยา...อีกประการหนึ่งนั้น เพราะจีนแต้จิ๋วคือกลุ่มคนที่รวมผนึกกำลังช่วยพระเจ้าตากสินฯ ตีแหกพม่ามุ่งไปยังหัวเมืองชายทะเลตะวันออก....เมื่อพระเจ้าตากสินฯ ตีได้เมืองระยอง ได้มีพระราชสาส์นไปถึงพระยาราชเศรษฐี จีนกวางตุ้งผู้เป็นเจ้าเมืองเพื่อขอความสนับสนุน ตลอดจนความพยายามที่จะมีสัมพันธไมตรีเป็นอย่างดีกับพระเจ้ากรุงจีน เพื่อให้เกิดการยอมรับอำนาจความชอบธรรมของพระองค์ สถานการณ์ทางการเมืองที่อำนวยให้จีนแต้จิ๋วดูเด่นเช่นนี้ ดึงดูดให้จีนแต้จิ๋วจากผืนแผ่นดินใหญ่อพยพเข้ามาเมืองไทยมากยิ่งขึ้น...”

พระองค์จึงนับเป็นลูกจีนคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่สามารถขึ้นครองราชย์เป็น วีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศโพ้นทะเลได้ นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวหมู่บ้านฮั้วปู่ อำเภอเถ่งไฮ้ เป็นอย่างยิ่ง

ในปีพ.ศ.2556 ได้มีสาธุชนทั้งฝ่ายคณะสงฆ์ ฆราวาส และสมาคม มูลนิธิต่าง ๆ ได้ร่วมกันขยายสุสานของพระองค์ให้มีขยายใหญ่โตขึ้น และเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2556 ซึ่งตรงกับวันปราบดาภิเษกของพระองค์เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการอัญเชิญพระบรมรูปของพระองค์ขึ้นประดิษฐานอยู่บนเหนือสุดของสุสานแห่งนี้ ที่ตั้งอยู่บนภูมิลักษณ์อันงดงามใกล้แม่น้ำหานเจียง (หั่งกัง) ทำให้สุสานของพระองค์มีความโอ่อ่าอย่างสมภาคภูมิวีรกษัตริย์ในดวงใจของชาวไทยทุกคน


รูปภาพรูปภาพภาพนี้แขวนอยู่ที่ผนังห้องนอนก่อนเข้านอนผมต้องกราบพระองค์ท่านเพื่อรำลึกสำนึกและจะไม่ท้อแท้ถดถอยใด ๆ พระองค์จะทรงพระราชทานกำลังใจให้เราทุกครั้ง เราต้องรักเคารพในระบบระบอบ "พระมหากษัตริย์" เพราะสัตว์โลกทุกชนิดต้องมีตัวนำ เช่นกัน คนก็ต้องมีผู้นำ ผู้นำที่พาชาติอยู่รอดปลอดภัยไม่มีใครเกิน "พระมหากษัตริย์"



..........เข้าไปชมแล้วท่านจะน้ำตาซึมความลำบากที่พระองค์ท่านสามารถกู้แผ่นดินให้กลับคืนสู่อิสรภาพ ได้อย่างรวดเร็ว "อย่าเนรคุณแผ่นดินเกิดและผู้มีพระคุณ" :) :)

ถาม : เมื่อก่อน โบราณเขาบอกว่ารัชกาลที่ ๑๐ นี่ไม่มี ?

ตอบ : เขาว่าอะไรน่ะ โบราณคำทำนายของ สมเด็จพุทธโฆษาจารย์ สมัยอยุธยาว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์ รัชกาลที่ ๑ กับสมเด็จพระเจ้าตากสิน พอรัชกาลที่ ๒ ก็รู้จักธรรม ไม่รู้จักธรรมได้หรือ ? บูรณะวัดไปไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ขนาดสร้างวัดสุทัศน์แกะสลักบานประตูเอง รัชกาลที่ ๓ จำต้องคิด ไม่คิดก็ไม่ได้ ฝรั่งเขาล่าเมืองขึ้นอยู่

รัชกาลที่ ๔ สนิทธรรม บวชเองตั้งยี่สิบกว่าพรรษา กำเนิดธรรมยุติด้วย รัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด ต้องเสียแผ่นดินบางส่วนเพื่อรักษาประเทศเอาไว้ รักษาความเป็นเอกราชเอาไว้ รอบข้างของเรากลายเป็นทาสของฝรั่งเศสกับอังกฤษ แต่ประเทศไทยอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ รัชกาลที่ ๖ ราษฏร์ราชาจน จนถึงกับเงินหมดพระคลัง

รัชกาลที่ ๗ นั่งทนทุกข์ ถูกปฏิวัติต้องระเห็จไปอยู่ต่างประเทศ แล้วก็สิ้นพระชนม์ต่างประเทศด้วย รัชกาลที่ ๘ ยุคทมิฬ ยุคสงครามโลก นับอีกทีก็พระมหากษัตริย์โดนปลงพระชนม์ด้วย รัชกาลที่ ๙ นี่ ถิ่นกาขาว โดดเด่นไม่เหมือนใคร เขาเป็นคอมมิวนิสต์ก็ไม่เป็นกับเขา เศรษฐกิจล่มประเทศอื่นจะเป็นจะตายคนไทยก็เชื่อในหลวงอย่างเดียว

รัชกาลที่ ๑๐ นี่ชาววิไล ถึงเวลาสบายเสียที เพราะรัชกาลที่ ๙ วางพื้นฐานเอาไว้ดีแล้ว พอรัชกาลที่ ๑๑ ก็ ไทยมหารัฐ เริ่มมีอำนาจขึ้นมา รอบข้างเราต้องพึ่งพา พอรัชกาลที่ ๑๒ จักรพรรดิราช ถึงเวลาประเทศอื่น ๆ เขาปกครองด้วยระบบพระมหากษัตริย์ ก็ต้องลอกเลียนแบบของเราไป ก็เท่ากับว่ามาจากของเรานั่นเอง ว่าไปเรื่อยเดี๋ยวครบ ๑๕๐ รัชกาลแล้วจะยุ่ง


http://www.rabiangdoi.com/arsom/index.p ... &Itemid=29 เข้าไปศึกษาหาความรู้กันนะครับ :) :)
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 31 ธ.ค. 2016, 09:56

สวัสดีลุงแดงจาก อ.ท่าลี่ จ.เลยครับ
แนบไฟล์
1483071725485.jpg

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 01 ม.ค. 2017, 09:38

สวัสดีปีใหม่ครับลุงแดง
แนบไฟล์
images-1.jpg

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 02 ม.ค. 2017, 00:53

..สวัสดีปีใหม่ครับ น้องแดง, หลานนก และทุกท่าน ...
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 03 ม.ค. 2017, 04:35

รูปภาพ


รูปภาพรูปภาพ :) :D อรุณสวัสดิ์ พี่เนตรหลานนกและทุก ๆ ท่าน ผมไปปฏิบัติธรรมที่วัดห้วยส้มสุก ซึ่งวัดนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยี่ยมชม ถือว่าส่งท้ายปีเก่า(๒๕๕๙)ต้อนรับปีใหม่(๒๕๖๐)ได้อย่างมหัศจรรย์ เนื่องจากทุกสิ่งอย่าง "สัปปายะ" ทั้งสถานที่ ผู้คน และธรรมะ ก็ขอถือโอกาสนี้นำบุญกุศลที่ได้รับมาเผื่อแผ่ให้กับทุกท่านที่มีโอกาสได้เข้ามาอ่านกระทู้นี้ ขอให้ได้รับผลบุญที่ผมและคุณนายได้ไปบำเพ็ญมา ให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญ รุ่งเรืองทั้งในทางโลกและทางธรรม ความเจ็บ ความไข้ ความจน อย่าได้มาแผ้วพานไปแห่งหนตำบลใดก็ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัยปราศจากศัตรูหมู่เวร มีความสุขทุกทิวาราตรีด้วยเทอญ :) :D

รูปภาพรูปภาพ

:idea: :idea: [286] สัปปายะ 7 (สิ่งที่เหมาะกัน สิ่งที่เกื้อกูล ช่วยสนับสนุนในการบำเพ็ญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย — suitable things; things favorable to mental development)
1. อาวาสสัปปายะ (ที่อยู่ซึ่งเหมาะกัน เช่น ไม่พลุกพล่านจอแจ — suitable abode)
2. โคจรสัปปายะ (ที่หาอาหาร ที่เที่ยวบิณฑบาตที่เหมาะดี เช่น มีหมู่บ้านหรือชุมชนที่มีอาหารบริบูรณ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป — suitable resort)
3. ภัสสสัปปายะ (การพูดคุยที่เหมาะกัน เช่น พูดคุยเล่าขานกันแต่ในกถาวัตถุ 10 และพูดแต่พอประมาณ — suitable speech)
4. ปุคคลสัปปายะ (บุคคลที่ถูกกันเหมาะกัน เช่น มีท่านผู้ทรงคุณธรรม ทรงภูมิปัญญาเป็นที่ปรึกษาเหมาะใจ — suitable person)
5. โภชนสัปปายะ (อาหารที่เหมาะกัน เช่น ถูกกับร่างกาย เกื้อกูลต่อสุขภาพ ฉันไม่ยาก — suitable food)
6. อุตุสัปปายะ (ดินฟ้าอากาศธรรมชาติแวดล้อมที่เหมาะกัน เช่น ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป เป็นต้น — suitable climate)
7. อิริยาปถสัปปายะ (อิริยาบถที่เหมาะกัน เช่น บางคนถูกกับจงกรม บางคนถูกกับนั่ง ตลอดจนมีการเคลื่อนไหวที่พอดี — suitable posture)

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) พระพุทธโฆษาจารย์



viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 04 ม.ค. 2017, 08:37

สวัสดีเช้าแรกของการทำงานปี 2560 ครับลุง
แนบไฟล์
Happy-New-Year-2017-.gif

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 05 ม.ค. 2017, 05:18

:) :D ความสุขของชาวบ้านกับความสุขของนักบวช แตกต่างกันเรามาศึกษาเป็นแนวทางสำหรับปีใหม่ ๒๕๖๐ กันนะครับ

สุขของคฤหัสถ์ หรือ คิหิสุข หรือ กามโภคีสุข 4 (สุขของชาวบ้าน, สุขที่ชาวบ้านควรพยายามเข้าถึงให้ได้สม่ำเสมอ, สุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมี - house-life happiness; deserved bliss of a layman)

1. อัตถิสุข (สุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตน และโดยชอบธรรม - bliss of ownership)
2. โภคสุข (สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบนั้น เลี้ยงชีพ เลี้ยงผู้ควรเลี้ยง และบำเพ็ญประโยชน์ - bliss of enjoyment)
3. อนณสุข (สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนเป็นไท ไม่มีหนี้สินติดค้างใคร - bliss of debtlessness)
4. อนวัชชสุข (สุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใครๆ ติเตียนไม่ได้ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ - bliss of blamelessness)

บรรดาสุข 4 อย่างนี้ อนวัชชสุข มีค่ามากที่สุด

จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

สุขของนักบวช ได้แก่ การที่ได้ออกจากกาม การที่ได้อยู่วิเวก ความสงบ และมีปัญญาตรัสรู้เห็นธรรมของสัมมาสัมพุทธเจ้า จากคำสอนของ พ่อ แม่ครูบาอาจารย์ :) :D


รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

:o :o วัดห้วยส้มสุกเป็นวัดที่อยู่ลึกเข้าไปทางวัดพระบาทสี่รอย ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ ๕-๖๐ กม.บริเวณวัดเป็นภูเขาและป่าทึบ สถานที่แต่เดิมเป็นวัดเก่าแก่ร้างมานานและได้ถูกปรับปรุงให้กลับมาเจริญขึ้นด้วยบารมี ของ หลวงปู่ประสิทธิ์ แห่งวัดหมู่ใหม่(มรณภาพแล้ว) ท่านได้มอบหมายให้พ่อขาวเป็นคนมาอยู่ดูแล เรื่องราวน่าสนใจมากพ่อขาวท่านเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วท่านปฏิเสธการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันโดยสิ้นเชิง ท่านหันมาใช้ ธรรมโอสถ(รักษาด้วยธรรม) ยอมตายถวายชีวิตให้กับธรรมะ จนบัดนี้ท่านยังไม่ตายโรคก็ไม่หาย แต่ท่านมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายด้วย ใจที่สงบ เย็น สมดังที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนไว้ว่า ความสุขของนักบวชคือ การที่ได้ออกจากกาม การที่ได้อยู่วิเวก ความสงบ และมีปัญญาตรัสรู้เห็นธรรมของสัมมาสัมพุทธเจ้า

ปัจจุบันวัดนี้ได้กลายมาเป็นที่พักของบรรดาคนป่วยระยะสุดท้าย แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ ใครที่ป่วยแล้วหมอไม่รับรักษา ผมบอกบุญนะ ลองไปที่วัดนี้นะไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ขอเพียงให้ตั้งใจปฏิบัติ ธรรม แค่นี้พอ :) :D
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 06 ม.ค. 2017, 04:16

รูปภาพ

:) :D พูดถึงพ่อขาว วันชาติ ยิ้มมี ผมเคยพบท่านเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ที่วัดป่าหมู่ใหม่ช่วงนั้นเห็นขาท่านเหมือนหักเข้าเฝือก เดินแบบกระเสือกกระสนลำบากมาก ๆ ก็ไม่ได้สนใจไม่กล้าที่จะเข้าไปรบกวนท่าน จากวันนั้นจวบจนวันนี้กลับมีวาสนาได้มาพบท่านอีกครั้ง ท่านไปไกลแล้วในทางธรรมท่านได้เล่าให้ฟังด้วยความเมตตา ผม..ทึ่งมาก ๆ (ทั้ง ๆ ที่ผมก็เคยประสบมาแล้ว) เพื่อเป็นวิทยาทานขอคัดลอกจากเวปป์วัดมาให้ได้ศึกษากันนะครับ

:idea: :idea: :o :shock: การปฏิบัติธรรมของพ่อขาว วันชาติ ยิ้มมี ที่วัดป่าห้วยส้มสุก

สืบเนื่องมาจากพระอาจารย์กับพ่อขาววันชาติได้เดินธุดงค์ จนวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ ได้มาพักปฏิบัติธรรม (ตามนิมิต) ที่สำนักวัดป่าห้วยส้มสุก ความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบากพอสมควร แต่ด้วยจิตที่มุ่งมั่น ไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคที่มีมากประมาณไม่ได้ แต่ด้วยความอดทนต่ออุปสรรค ก็สามารถปฏิบัติธรรมผ่านพ้นไปได้ พระอาจารย์และพ่อขาวพยายามมุ่งปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ ถึงจะมีอุปสรรคมากแค่ไหน ก็จะเอาธรรมของพระพุทธองค์เป็นที่ตั้ง

ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๔๗ พ่อขาวก็ได้ประสบอุบัติเหตุ คือตกบ่อน้ำที่กำลังขุดอยู่ภายในบริเวณวัด ต่อมาเริ่มมีอาการปวดที่หัวเข่าด้านซ้าย โดยปวดมาตลอด ในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลก็พบว่าเป็น “มะเร็งกระดูก” จึงต้องตัดกระดูกหัวเข่าทิ้ง พ่อขาวจึงต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่หลายเดือน แต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น กระทั่งหมอพิจารณาว่าต้องตัดขาด้านซ้ายทิ้งโดยให้พ่อขาวกลับมาพักที่วัดก่อนสัก ๒ วัน แล้วค่อยกลับไปที่โรงพยาบาล

๑ เมษายน ๒๕๕๐ ที่วัดมีงานทอดผ้าป่า พระอาจารย์ได้นิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์มาเป็นประธาน เมื่อเสร็จพิธีก่อนจะกลับ ได้นิมนต์พ่อแม่ครูอาจารย์ ไปดูอาการของพ่อขาววันชาติ และท่านเมตตาบอกว่า “ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ให้ปฏิบัติธรรมโดยพิจารณาร่างกาย ให้เพ่งอสุภะ ปลงอสุภะ" พ่อขาวได้น้อมรับคำสอนมาประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด อยู่ในศีลวินัยข้อวัตร หลังจากนั้นพ่อขาวพบความเจ็บปวดทุกข์ทรมานตลอดเวลาหนักบ้างเบาบ้าง

พ.ศ. ๒๕๕๒ พ่อขาวได้อธิฐานจิต งดรับประทานยาทุกชนิด เน้นการปฏิบัติธรรมมากขึ้น รักษาศีล ๘ ทานอาหารมื้อเดียวในช่วงเข้าพรรษา พ่อขาวมีอาการเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย ได้อธิฐานจิตมอบร่างกายถวายชีวิตนี้ให้กับพระรัตนตรัย ด้วยความอดทนจนถึงที่สุด พ่อขาวได้พบแสงสว่างจากธรรมะของพระพุทธองค์ อาการทางร่างกายก็ดีขึ้น ความเจ็บปวดได้ลดลง การปฏิบัติธรรมของพ่อขาวดำเนินไปด้วยความเคร่งครัด บางวันพ่อขาวนั่งสมาธินานถึง ๕ ชั่วโมง จนได้พบสิ่งอัศจรรย์ในคำสอนของพระพุทธองค์ พบธรรมโอสถที่รักษาโรคต่างๆ ได้โดยไม่สงสัยอีกต่อไปเป็นคำสอนที่สว่างจริง เชื้อมะเร็งในตัวพ่อขาวยังคงมีอยู่จนกระทั่งเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ ก็ได้ลุกลามไปทั่วร่างกายมีอาการเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม

ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ พ่อขาวได้รับความเมตตาจากพ่อแม่ครูอาจารย์ มาเยี่ยมถามอาการและให้กำลังใจ “พ่อขาวเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่รุนแรงแต่โชคดีที่พ่อขาวได้ธรรมะของพระพุทธองค์มารักษา” นับเป็นความห่วงใยความเมตตาของพ่อแม่ครูอาจารย์ที่มีต่อลูกศิษย์ที่กำลังเจ็บปวดจากโรคภัย

ต่อมาวันวิสาขบูชา ตรงกับวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๔ มะเร็งของพ่อขาวได้แล่นขึ้นสู่สมอง จนพ่อขาวสลบไป ครูบาเอ๋ ได้มาตามพระอาจารย์ และญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมกันอยู่ที่ศาลา จึงได้พากันขึ้นไปที่กุฏิพ่อขาว ช่วยกันบีบนวดประมาณครึ่งชั่วโมง พ่อขาวก็ฟื้นขึ้นมา ซึ่งถ้าวันไหนที่มะเร็งลุกลามขึ้นสมอง พ่อขาวจะมีอาการเจ็บปวดมาก ซึ่งหาใครที่จะอดทนอย่างพ่อขาวได้ยาก แต่ทุกครั้งพ่อขาวจะเอาธรรมคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์น้อมมาอยู่ในดวงจิตตลอดเวลา

ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พ่อขาวเดินจงกรมประมาณ ๓ ชั่วโมงครึ่ง รู้สึกว่ามะเร็งได้ขับออกมาทางเท้า ทางผิวหนังและ ทางอุจจาระ พ่อขาวมีความรู้สึกเบาเนื้อเบาตัว เดินไปเดินมา ก็เบาไปหมด พระอาจารย์คิดว่ามะเร็งในตัวพ่อขาวน่าจะทุเลาเบาบาง หรือหายไปจากร่างกายของพ่อขาว ซึ่งพระอาจารย์ก็ได้ให้กำลังใจ และแลเห็นถึงความอดทนของพ่อขาวต่อโรคมะเร็ง


รูปภาพ

จากประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้สัมผัสมากับตัวของพ่อขาว ทำให้พระอาจารย์เชื่อในคำสอน และธรรมโอสถสามารถรักษาโรคภัยต่างๆ ให้หายได้แต่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ต้องอยู่ในศีลวินัยข้อวัตรของพระพุทธองค์ ไม่ขาดตกบกพร่อง ต้องยอมสละชีวิตให้กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็จะได้พบกับสิ่งอัศจรรย์คำสอนของพระพุทธองค์เป็นคำสอนที่ทำให้โลกสว่างเห็นจริงทุกวันนี้พ่อขาวก็ได้พบเห็นแล้วซึ่งคำสอนที่ลึกซึ้งไม่ว่าโรคร้ายแรงขนาดไหนไม่ว่าจะเป็นเพศใด พระแม่ชี พ่อขาว แม่ขาว ฆราวาส จะศีล ๕ ศีล ๘ หรือศีล ๒๒๗ ทุกๆคนมีโอกาสได้ดื่มรสพระธรรม คือธรรมโอสถ อันเป็นยาขนานเอกของโลกที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ถ้าทุกคนนำไปประพฤติปฎิบัติกันจริงๆ

รูปภาพ

รูปภาพ

:) :D พ่อขาววันชาติ ยิ้มมี แบบอย่างที่ดีสำหรับนักปฏิบัติธรรม ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และโรคต่าง ๆ ที่สามารถหายป่วยได้ด้วยธรรม ผู้ป่วยจากโรคร้าย จะมีอาการดีขึ้น จนสามารถอยู่กับโรคนั้นได้ อย่างไม่ทุกข์ทรมาน และเมื่อปฏิบัติธรรมไปจนได้เข้าถึงสภาวธรรมแจ่งแจ้งในธรรม โรคที่เป็นก็ยังคงอยู่ แต่จิตอยู่เหนือกายที่ทุกข์ เพราะได้ปล่อยวางความยึดมั่น ถือมั่นในตนลง จิตใจก็จะเบาเหมือนผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคร้ายแต่อย่างใด ดังเช่นพ่อขาวนั่นเอง

ที่สำคัญที่สุดคือผู้ป่วย และผู้ปฏิบัติต้องเคร่งครัดในองค์ศีล เคร่งครัดกับตนเอง บอกกับตนเองเสมอ เตือนตนเองเสมอ มีความศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีความเพียร วิริยะ อุสาหะ ไม่ย่อท้อ มุ่งมั่น และที่สำคัญที่หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ ท่านเทศน์บ่อย ๆ ก็คือ “ฝืนได้ สำเร็จได้” คือ ต้องฝืน

ฝืนกิเลสตนเอง ทวนกระแสนั่นเองปัจจุบันพ่อขาว อยู่ที่วัดป่าห้วยส้มสุก ทุกท่านสามารถเดินทางไปพบท่านได้ โดยไปตามที่อยู่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หรือดูในเว็บไซต์ วัดป่าห้วยส้มสุก ทางขึ้นวัดขึ้นทางเดียวกันกับ วัดพระพุทธบาทสีร้อย ซึ่งตลอดทางจะมีป้ายทางขึ้นพระพุทธบาทสี่รอย ให้ขับรถขึ้นมาตามป้ายบอกทาง วัดป่าห้วยส้มสุกถึงก่อน พระพุทธบาทสี่รอย ประมาณ 12 กิโลเมตร ในหมู่บ้านห้วยส้มสุก

ใครที่ป่วยจนหมอไม่รับรักษาไม่ว่าโรคอะไรก็ได้ ทางสุดท้ายผมแนะนำครับว่า ไปเถอะอย่ารอความตายหรือประชดความตายด้วยการทำบ้า ๆ สู้ไปปฏิบัติธรรมให้จิตสงบ เป็นสมาธิถึงเวลาตายจะได้มีทุนสำรองไปสู่สุขคติภพ เชื่อผมนะครับ
:) :D
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน