......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 29 ม.ค. 2014, 04:22

:) :) สวัสดีครับ ท่านที่เคารพทุกท่าน ผมมี Nickname ว่า แดง-สารภี ครับ ส่วน Real-name ผมนั้นคือ สำราญ ฯ ครับ สำหรับ Surname อย่าพึ่งไปทราบเอาไว้ให้ กระทู้ติดลมบนแล้วเราค่อยมาทำความรู้จักกันให้มากขึ้น นะครับ

ผมเชื่อนะว่า ทุกท่านที่เห็นชื่อ กระทู้ ต้องแปลกอกแปลกใจ โดยเฉพาะ คำว่า ธุดงค์ ถ้าเป็นคนที่เคยเข้า ๆ - ออก ๆ วัดก็อาจพอจะทราบ แต่คนที่เห็นวัดแล้วเมินเฉย เชื่อได้ร้อยละ ๙๐ ไม่รู้เรื่องเลยก็ว่าได้ ส่วนจักรยานคงไม่มีปัญหา

ผมใช้คำว่า จักรยาน มาชนกับ ธุดงค์ กลายเป็น จักรยานธุดงค์ ก็เพื่อดึงดูดความสนใจของท่านให้ได้เข้ามาเยี่ยมชม(อ่าน) ย้อนเล่าประวัติเล็ก ๆ ของตัวเองสักนิด ว่า ตัวผมนั้นเคยอยู่ในวังวนแห่งความเลวร้ายจนแทบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วหลาย ๆ ครั้ง แต่ด้วย บุญ - บารมี - วาสนา ได้ไปพบ พ่อ - แม่ - ครูบาอาจารย์ ท่าน เมตตา กรุณา ดึงผมขึ้นจากนรก(พบแสงแห่งธรรมะ)ได้ทัน ทำให้ผมได้มีวันนี้ เมื่อผมได้พบกับแสงธรรมผมก็เฝ้าประพฤติปฏิบัติธรรมมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปมากเช่น จากที่เคยยากจนค่นแค้นก็กลายมาเป็นคนร่ำคนรวย เป็นต้น

ยิ่งปฏิบัติธรรมประพฤติธรรมมากขึ้น ๆ ผมก็ยิ่งได้พบพระอริยะมากองค์ ได้รับคำสอนที่ดี ๆ เป็นทางลัดให้ได้พบแสงแห่งธรรมมากยิ่ง ๆ ขึ้น จนในที่สุดก็ได้รับคำบัญชาจาก พ่อ-แม่-ครูบาอาจารย์ ให้ผมเป็นสะพานนำ ธรรมะ เท่าที่ได้ไปเผยแพร่ให้กับ ญาติสนิทมิตรสหาย ครั้งแรกที่ได้รับคำบัญชา ผมก็ยัง งง ๆ ว่าแล้วเราจะไปเผยแพร่ได้อย่างไร เริ่มต้นแต่ก่อนที่ยังทำงานอยู่ก็ประพฤติปฏิบัติตนให้คนในที่ทำงานเห็น จนถูกเรียกว่า ไอ้มหา เป็นต้น และแล้ววันหนึ่งที่ธรรมะถึงจุดอิ่ม เบื่อโลกเบื่องานเบื่อคน ผมก็ลาออกจากงานเพื่อให้ตัวเองมีอิสรภาพ เสรีภาพ มากขึ้น แล้วก็มาปั่นจักรยานเดินทางแสวงหาความหลุดพ้นจึงค้นพบคำว่า "จักรยานธุดงค์" ผมได้พบบุคคลมากหน้าหลายตา เขาเหล่านั้นล้วนตกอยู่ในห้วงแห่งทุกข์ ผมก็ได้ไปช่วยคลี่คลายโดยนำธรรมะที่เกี่ยวข้องเข้าไปพูดคุยด้วย ผมจึงคิดถึง พ่อ-แม่-ครูบาอาจารย์ที่ท่านสั่งไว้ให้เผยแพร่พุทธศาสนา มันเป็นแบบนี้นี่เอง คำที่พระอริยะองค์หนึ่งก้องอยู่ในรูหูผมคือ "ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ"

พอหอมปากหอมคอกัน เรามาชมเรื่องราวและภาพอดีตของ จักรยานธุดงค์ กันบ้างว่าเป็นอย่างไร


รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย Deang-sarapee เมื่อ 29 ม.ค. 2014, 19:52, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

ภาพประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
WLM
☎ หมดเวลา 555+☎

Re: [b][color=#000080][size=150]จักรยานธุดงค์[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Saturn Sky » 29 ม.ค. 2014, 16:01

รอชมด้วยความศรัทธายิ่งค่ะคุณพี่แดง :D :D
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง

Re: [b][color=#000080][size=150]จักรยานธุดงค์[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 30 ม.ค. 2014, 03:46

Saturn Sky เขียน:รอชมด้วยความศรัทธายิ่งค่ะคุณพี่แดง :D :D

:) :D สวัสดีครับ คุณน้องแอ๋ว ด้วยความสัตย์จริง ไม่นึกและไม่ฝันจริง ๆ ว่าคุณน้องจะตามมาที่กระทู้นี้ได้ ดีใจจริง ๆ และยิ่งดีใจเป็นที่สุด เมื่อคุณพี่ได้ย้ายตัวเองออกจากกระทู้เดิมที่เคยอาศัยเขาเขียนเป็นประจำในบอร์ด ๆ นั้นเพื่อเผยแพร่ธรรมะที่ตัวเองได้รับมาจาก พ่อแม่ครูบาอาจารย์ เป็นการสร้าง บุญ - กุศล และบารมี ต่อชีวิตให้กับตัวเอง

การออกมานำเสนอเรื่องราวโดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครให้ต้องระมัดระวังและเกรงใจ แล้วมีผู้เมตตา กรุณาเข้าเยี่ยมชมถึง ๑๐๐ กว่าท่านภายในวันเดียว เรียกว่ามันเกินที่คาดไว้(โดยเฉพาะเรื่องธรรมะคนไม่ค่อยสน) จึงยิ่งเป็นกำลังใจให้คุณพี่จะต้องคิดหาสิ่งที่ดี ๆ ต่าง ๆ เพื่อนำพาให้เกิดประโยชน์กับท่านผู้เข้ามาเยี่ยมชม(อ่าน) จะได้เก็บเกี่ยวเอาไปใช้ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสุข ความร่มเย็น เมื่อคุณน้องตามมาคุณพี่ยิ่งมีกำลังใจ เพราะเชื่อว่าคุณน้องจะต้องเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันแน่ ๆ เลย (นะ..ช่วยกันนะ) :) :D


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:idea: :idea: เมื่อวานได้นำเสนอหัวข้อคำว่า จักรยานธุดงค์ เรามาดูคำว่า ธุดงค์ กันก่อนนะว่าคืออะไร ?

ธุดงค์ (มค. ธุต = กำจัด, ขัดเกลา + องฺค) น. องค์แห่งการ ขัดเกลา หมายถึง ข้อปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลส (ศน.) ธรรมในพระพุทธศาสนาล้วนแต่เป็นอุบายขับไล่กิเลสทั้งสิ้น ธุดงค์จึง คือ วัตร หรือแนวทางการปฏิบัติจำนวน ๑๓ ข้อ ที่พระพุทธเจ้าอนุญาตไว้ให้แก่พระสงฆ์สำหรับเลือกนำไปปฏิบัติ เพื่อมุ่งให้เป็นแนวปฏิบัติเพิ่มเติมของพระสงฆ์ที่ตั้งใจสมาทานความเพียรเพื่อมุ่งขัดเกลาทางจิตเพื่อกำจัดกิเลส โดยธุดงค์นี้เป็นเพียงวัตร หรือแนวทางการประพฤติ ที่ไม่ใช่ศีลของพระสงฆ์ พระสงฆ์จึงเลือกปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ และการปฏิบัติธุดงค์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะพระสงฆ์เท่านั้น

ปัจจุบัน ชาวไทยพุทธ มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับธุดงค์อยู่มาก โดยเข้าใจกันว่า การธุดงค์ คือ การที่พระสงฆ์ห่มจีวรสีเศร้าหมอง สะพายบาตร แบกกลด แล้วเดินจาริกไปในสถานที่ต่างๆ ค่ำที่ไหนก็ปักกลดนอนที่นั่น ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเช่นนี้ เนื่องจากคนไทยเอาเรื่องการจาริก คือ การท่องออกไปเพื่อโปรดสัตว์ผสมกับธุดงค์ คือ การปฏิบัติขัดเกลากิเลสเพื่อความมักน้อย สันโดษจนแยกออกจากกันไม่ได้ ระหว่างการจาริกกับธุดงควัตร

การจาริกสมัยพุทธกาล คือ การที่พระสงฆ์เดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนเป็นอันมาก ค่ำที่ไหนก็ปักกลดนอนที่นั่น เป็นการจาริกตามปกติของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา มีจุดประสงค์หลักเพื่อโปรดสัตว์ ดังพุทธดำรัสในการส่งพระสาวกรุ่นแรกไปประกาศสัจธรรมว่า

"ภิกษุทั้ง หลาย พวกเธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก อย่าไปทางเดียวกันสองรูป พวกเธอจงแสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้น เชิง"

แต่การจาริกเช่นนี้ ต้องมีกำหนดระยะเวลา พระพุทธองค์ทรงอนุญาตเฉพาะ ๘ เดือน นอกฤดูฝนเท่านั้นนะ ถ้ากว่านั้น "ถือว่า...ผิด" :lol: :lol:


:roll: :roll: ส่วนคำว่า จักรยาน ไม่ต้องสาธยายนะ เพราะจะเป็นการนำมะพร้าวห้าวมาขายสวน เนื่องจากกระทู้ของ Thai mtb. นี้เป็นกระทู้ที่เกี่ยวกับจักรยานแทบทั้งสิ้น ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมร้อยละ ๙๘.๙๘ ต้องเป็นนักจักรยานแทบทั้งสิ้น เอาเป็นว่าจะบอกล่าวให้ทราบกันว่า แดง-สารภี ใช้ ชอบ รัก จักรยานแบบทัวร์ริ่งครับ และในโอกาสต่อ ๆ ไปก็จะได้นำเสนอเรื่องราวจักรยานธุดงค์ ของรักรถรักธรรม ที่เดินทาง ธุดงค์ ไปในที่ต่าง ๆ พร้อมข้อคิดข้อธรรมที่ได้รับในแต่ละคราวมาฝาก โปรดได้ติดตามครับ และขอกราบขอบพระคุณที่ได้กรุณาเข้ามาเยี่ยมชม

ขอปราวรณาตัวที่ตรงนี้เลยนะว่า...ถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ ไม่ถูกต้องหรือผิดพลาด...อย่าเกรงใจครับเข้ามาท้วงติง เสนอแนะ แนะนำได้ พร้อมรับฟังและยินดีที่จะแก้ไขปรับปรุงทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ครับ เช้านี้ขอให้ได้บุญกันทุกคนทุกท่านเทอญ..สาธุ !! :) :D
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

ภาพประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
WLM
☎ หมดเวลา 555+☎

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Saturn Sky » 30 ม.ค. 2014, 10:06

กระทู้ทีดีมีแต่กุศลเช่นนี้แอ๋วไม่พลาดแน่นอนค่ะ อยากให้คุณพี่แดงเล่าประวัติการทำงาน
สมัยที่คุณพี่แดงทำงานจังเลยค่ะ :D ตอนที่ไปไล่ล่าสัตว์แล้วสุดท้ายคุณพี่แดงก็โดนตามล่า :) :)
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 31 ม.ค. 2014, 05:22

Saturn Sky เขียน:กระทู้ทีดีมีแต่กุศลเช่นนี้แอ๋วไม่พลาดแน่นอนค่ะ อยากให้คุณพี่แดงเล่าประวัติการทำงาน
สมัยที่คุณพี่แดงทำงานจังเลยค่ะ :D ตอนที่ไปไล่ล่าสัตว์แล้วสุดท้ายคุณพี่แดงก็โดนตามล่า :) :)

:lol: :lol: ได้เลย..แต่เอาไว้ให้ถึงจังหวะ เวลา และสถานการณ์ ตอนนี้ขอบันทึกไว้ก่อนละกัน ขอบคุณมากที่ วางโครงเรื่องให้ได้มีเรื่องเล่าเรื่องเขียนเพิ่มเติมครับ นึกถึงทีไรยังเสียวสันหลังไม่อยากคิด นี่แหละครับ ปัจจุบันเราไม่สร้างสิ่งที่ดีงาม มันก็เลยกลายเป็นอดีตที่มีแต่ทุกข์ คำสอนพระพุทธองค์ช่างยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร "จงอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่มีอดีตไม่มีอนาคต" ใครทำได้ = อริยบุคคลครับ :) :)

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

:lol: :lol: เมื่อโลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะจากฝีมือพระเจ้าหรือว่าจากใครผู้ใด ? ก็แล้วแต่ แต่เชื่อไหมครับว่า ธรรม ก็ผูกติดมาพร้อมกับโลกในเวลาเดียวกันนั่นแหละ ทีนี้หนึ่งเดียวในโลกที่สามารถไปค้นพบ ธรรม นั้นและนำมาเผยแพร่ให้คนได้รับทราบ หนึ่งเดียวในโลกก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเรานี่แหละ ครั้งแรกพระองค์ท่านจะไม่เผยแพร่แล้ว แต่ท่านคิดว่าบัวยังมี ๔ เหล่า คนก็เช่นกัน จึงได้มีคำสอนให้ชาวโลกได้ยึดถือประพฤติปฏิบัติยังความสุข ร่มเย็นมาสู่มวลมนุษย์

รูปภาพ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบุคคลแรกของโลก ที่ไปค้นพบ ธรรม แล้วนำมาเปิดเผยให้ชาวโลกได้รับรู้รับทราบ ธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบนั้น ถ้าว่าโดยภาษา ธรรม ปุถุชนคนที่หนาไปด้วยกิเลสยากที่เข้าใจ แต่ถ้าพูดเป็นภาษาของคนที่น้อยด้อยปัญญาว่า ธรรมที่ทรงค้นพบมีเพียง ๒ ชนิดเท่านั้นคือ กุศลธรรมและอกุศลธรรม กุศลธรรมคือธรรมที่ดีงามประกอบไปด้วย ความไม่โลภ ไม่โกรธและไม่หลง ส่วนอกุศลธรรมก็ตรงกันข้าม ง่ายดีนะ

รูปภาพ

ง่ายเข้าไปอีกบรรดานักปราชญ์ช่างคิด ก็มาแยกแยะอธิบายให้คนน้อยด้อยปัญญาฟังว่า ธรรม คือ ธรรมชาติ นั่นเองอะไร ๆ ในโลกนี้มันก็คือ ธรรม ทั้งสิ้น ธรรมะ ก็เป็น ธรรม อย่างหนึ่งซึ่งมีทั้ง ดีและไม่ดี ถ้าดีก็เรียกว่า กุศลธรรม ไม่ดีก็เรียก อกุศลธรรม ผมเป็นคนน้อยด้อยปัญญาฟังแล้วก็ ปิ๊ง เกิดอะไร ๆ ขึ้นก็ไม่เสียใจ ดีใจ นึกเสมอ ๆ ว่ามันก็แค่ ธรรม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรยั่งยืนจีรัง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แค่นี้แล้วทุก ๆ อย่างก็จะดีไปเอง

นึกขึ้นได้ว่าผมเคยได้ฟังข่าวในเช้าวันหนึ่งก็เข้าไปค้นหายังหาเจอก็ขอนำมาเสนอให้ได้ศึกษากัน น่าสนใจมาก ๆ เชิญครับ:) :D


:idea: :idea: ศาสนาพุทธกับความเชื่อ "วันสิ้นโลก" (เครดิตจาก : ครอบครัวข่าว ๓)

ศาสนาพุทธ เคยมีพระสาวกถามพระพุทธเจ้าเรื่องวันสิ้นโลก แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่ขอให้คิดว่าทุกวันจะเป็นวันสุดท้ายเพื่อจะได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต และสอนศิษยานุศิษย์ให้ใช้สติปัญญากับปัจจุบันเป็นที่ตั้ง

ศาสนาพุทธ ซึ่งถูกยกย่องว่ามีความเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อในเรื่องเหตุและผล และหลักกาลามสูตร ไม่ให้งมงายหลงผิดหรือตื่นตระหนกไปกับข่าวลือ แต่แก่นแท้ของพุทธศาสนา ต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝน ทำให้ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยยังหลงงมงายกับสิ่งลวงตา จากผลสำรวจเยาวชนไม่น้อยของประเทศถดถอยทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้หลักเหตุและผล ได้คะแนนต่ำกว่าประเทศอื่นในเอเชียตามหลักพุทธศาสนา จึงต้องการให้ชาวพุทธตระหนักถึงหลักคำสอนให้คิดเสมือนว่าทุกวันเป็นวันสุดท้ายของชีวิต เมื่อดับขันธ์ไป จิตจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี แต่เพราะคนไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม ทำให้เกิดความกลัว กลัวความตาย กลัวว่าตายแล้วไปไหน ซึ่งในพระสูตร มีบทชื่อพยากะตะในอรรถคาถา ก็มีบันทึกถึงพระสาวกได้ทูลถามถึงวันสิ้นสุดของโลก แต่พระพุทธเจ้าได้ตอบถึงสัตว์ทุกชนิดหนีไม่พ้นความตาย ขอให้อยู่กับปัจจุบัน ความคิดถึงภัยข้างหน้าเป็นจิตที่ฟุ้งซ่าน

คำพยากรณ์ถึงวันสิ้นโลก จึงมีการพูดกันมาตั้งแต่ในอดีต โดยพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ก็ได้กล่าวกันมาตั้งแต่ ค.ศ.1914 โลกจะดับ มีผู้คนเข้าไปในโบสถ์เพื่อขอพรแต่ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง ตามความเชื่อว่าพระผู้สร้างโลกและจะล้างโลกจึงเป็นเพียงความเชื่อ ส่วนปัจจัยตามธรรมชาติทั้งภูเขาไฟระเบิดพร้อมกันหรืออุกกาบาตพุ่งมาชนโลก ก็ยังไม่มีปัจจัยบอกเหตุว่าจะเกิดในเวลาอันใกล้ตามหลักความเป็นจริง จึงมีแต่มนุษย์ ที่จะเป็นผู้เร่งให้โลกดับเร็วขึ้น

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2557 เวลา 12:04 น.


รูปภาพ

:lol: :lol: โลกยังไม่แตกสลายครับ แต่อีกไม่กี่วันแล้วครับไม่แน่ว่า เราอาจจะเห็นความแตกสลายสิ้นชาติของ ชาติ ๆ หนึ่งที่เรียกตัวเองว่า "ชาติไทย" อันเนื่องมาจากคนในชาติขาด ศีล ขาด ธรรม แปลกใจอย่างเดียวแค่นั้นคือ ชาติไทย เขาบอกชาวโลกว่า คนไทย นับถือ พุทธศาสนา แต่พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ต้องมาทำร้าย ทำลาย ฆ่า (หรือว่าเป็นความอาภัพของพุทธศาสนาที่ศาสนิกชนไม่ยอมเชื่อฟังคำสอนของศาสดา)

แหละนี่ก็คือ "ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ"
:( :( :roll: :roll:
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย ชุณพล สุขจิดามณี » 31 ม.ค. 2014, 09:42

ขอร่วมอนุโมทนาในกุศลกรรมของท่านครั้งนี้ครับ
ผมพร้อมและกำลังติดตามการเผยแผ่ข้อมูล/แนวทางแห่งการเข้าถึงพระธรรมคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะ
สำหรับท่านที่นิยมต่างศาสนา หากจะได้เห็นว่าการแสดงข้อมูลธรรมนี้เพื่อเป็นการศึกษาในศาสตร์ความรู้หนึ่ง ก็เชื่อว่าไม่ทำให้เสียประโยชน์ใดๆ ด้วยเหตุว่าศาสตร์นี้มีความเป็นเหตุเป็นผลเป็นที่รับรู้และยอมรับกันแพร่หลายของสากลแล้ว(ยืนยันผ่านองค์กรระหว่างประเทศ UNESCO) ครับ

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย ลุงสุวัฒน์ » 31 ม.ค. 2014, 14:27

ขอติดตาม ด้วยความชื่นชม
ไม่เคยคิดเปรียบเทียบ ความสวยความแพงกับใครๆ
ขอเพียงแข็งแรงปลอดภัย เพื่อจะได้ใบอนุญาต ให้ออกไป ปั่นจักรยาน

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 01 ก.พ. 2014, 04:13

ลุงสุวัฒน์ เขียน:ขอติดตาม ด้วยความชื่นชม
ชุณพล สุขจิดามณี เขียน:ขอร่วมอนุโมทนาในกุศลกรรมของท่านครั้งนี้ครับ
ผมพร้อมและกำลังติดตามการเผยแผ่ข้อมูล/แนวทางแห่งการเข้าถึงพระธรรมคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะ
สำหรับท่านที่นิยมต่างศาสนา หากจะได้เห็นว่าการแสดงข้อมูลธรรมนี้เพื่อเป็นการศึกษาในศาสตร์ความรู้หนึ่ง ก็เชื่อว่าไม่ทำให้เสียประโยชน์ใดๆ ด้วยเหตุว่าศาสตร์นี้มีความเป็นเหตุเป็นผลเป็นที่รับรู้และยอมรับกันแพร่หลายของสากลแล้ว(ยืนยันผ่านองค์กรระหว่างประเทศ UNESCO) ครับ


:) :D ขอบพระคุณมากครับ ที่เป็นกำลังใจด้วยการร่วมแจม ผิดพลาดพลั้งไปเมตตา กรุณาช่วยติติง ด้วยครับ :) :)

:idea: :idea: พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงวิวัฒนาการของโลกไว้ใน อัคคุญสูตร ซึ่งเป็นสูตรสำคัญสูตรหนึ่งใน คัมภีร์นิกาย สรุปใจความย่อ ๆ มีใจความว่า

จักวาลนี้เดิมทีเป็นกลุ่มก๊าซไอน้ำ โลกเราก็เป็นกลุ่มก๊าซไอน้ำก้อนมหึมาก้อนหนึ่ง ในความเวิ้งว้างของอวกาศนั้น มีสัตว์หมู่หนึ่งล่องลอยอยู่ไปมา ไม่มีร่างกาย มีแต่จิต ไม่ต้องกินอาหาร หากกินความปีติอิ่มเอิบใจเป็นอาหารจะเรียกว่าเสวยอารมณ์ทิพย์ก็ได้ สัตว์หมู่นี้ชื่อว่า อาภัสรพรหม มีแสงสว่างรัศมีในตัวเองคล้ายหิ่งห้อย แต่ทว่าแสงสว่างรุ่งเรืองกว่าหิ่งห้อยหลายร้อยหลายพันเท่า ยุคนั้นเป็นยุคมืดตื้อ ไม่มีดวงอาทิตย์ไม่มีดวงจันทร์ไม่มีหมู่ดาวไม่มีกลางวันกลางคืน โลกและจักรวาลมีแต่กลุ่มก๊าซไอน้ำ กาลนานมาพวกสัตว์ไม่มีร่าง มีแต่จิตเสวยอารมณ์ทิพย์พวกนี้ได้ล่องลอยมาเห็นโลกเข้าหรือจะเรียกว่าจุติมาก็ได้ ได้พบว่าบนผิวน้ำนั้นมีโอชะดินหรือง้วนดินลอยเป็นฝ้าอยู่เหนือน้ำเต็มไปหมด เหมือนผ้าที่อยู่บนผิวนมร้อนตอนที่มันเย็นลงนั้นแหละ ง้วนดินนี้ระเหยขึ้นมาจากก้นทะเล ด้วยอำนาจความร้อนภายในของโลก มีกลิ่นหอมหวนทวนลมยิ่งนัก

พวกอาภัสรพรหมเห็นเป็นของแปลกประหลาดจึงได้ลองลิ้มชิมรสง้วนดินดู พบว่ารสชาติหอมหวานยิ่งนัก ต่างก็ติดอกติดใจรสชาติของง้วนดินเลยกินกันใหญ่ มีความหลงใหลในโอชะดิน จนลืมคิดที่จะเหาะล่องลอย ท่องเที่ยวไปในอากาศพากันเพลิดเพลินเจริญใจเสพโอชะง้วนดินไม่ไปไหน เมื่อบริโภคง้วนดินนานๆเข้าก็ปรากฏเป็นรูปร่างหรือกายหยาบขึ้น รัศมีสีแสงในตัวก็หายไปทีละน้อยๆ จนหมดสิ้น ในที่สุดพอรัศมีหมดไป จิตหรือวิญญาณมีร่างกายหยาบครองด้วยวิตามินง้วนดินที่เสพเข้าไป ทำให้ไม่สามารถจะเหาะล่องลอยไปไหนมาไหนเหมือนหิ่งห้อยได้อีกต่อไปก็กลายเป็นสตัว์โลกไป

ตอนนี้เอง กลุ่มก๊าซไอน้ำทั้งหลายในห้วงจักรวาล ได้ก่อปฏิกริยาด้วยพลังงานสสารธาตุในตัวเองกลายเป็นลูกไฟดวงใหญ่มหึมาขึ้น จะเรียกว่าดาวฤกษ์ก็ได้ เรียกว่าดวงอาทิตย์ก็ได้ เมื่อเกิดดาวฤกษ์หรือดวงอาทิตย์ขึ้นก็เกิดดวงจันทร์ เกิดดวงดาวน้อยใหญ่ขึ้นตามมาด้วยกฎธรรมชาติของจักรวาลเอง โดยหาได้มีใครสร้างขึ้นมาไม่ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมา โลกที่เต็มไปด้วยน้ำก็เริ่มระเหยกลายเป็นไอเพราะถูกแสงแดดแผดเผา ตอนนี้อาภัสรพรหมที่หลงใหลติดใจในรสชาติง้วนดินได้กลายสภาพเป็นสัตว์น้ำ พวกแรกที่เกิดขึ้นในโลกแต่จะเป็นสัตว์อะไรนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสถึงรายละเอียดพระองค์ทรงกล่าวแต่เพียงว่าเป็นสัตว์ที่ยังไม่มีเพศ ยังไม่มีความรู้สึกในด้านกามโลกีย์

กาลนานต่อมาอีกไม่รู้เท่าไหร่ ความร้อนของดวงอาทิตย์ที่แผดเผา ทำให้น้ำในโลกระเหยจนงวดเข้า เกิดแผ่นดินงอกขึ้นมาเป็นทวีป สัตว์กลุ่มแรกหรือพวกอาภัสรพรหมที่มาติดใจในรสชาติง้วนดินได้ขึ้นมาเป็นสัตว์บก วิวัฒนาการทางรูปร่างเปลี่ยนไปตามธรรมชาติสิ่งแวดล้อม นอกจากจะกินง้วนดินเป็นอาหารแล้ว ยังกินพืชพันธุ์อย่างอื่นที่งอกขึ้นมาจากพื้นดินหล่อเลี้ยงชีพ ทำให้ร่างกายก็แปลกเปลี่ยนไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ จนในที่สุดได้เกิดแบ่งเป็นเพศตัวผู้และตัวเมียขึ้น ความเป็นสัตว์โลกโดยมบูรณ์ได้เริ่มขึ้นตอนนี้เอง คือเป็นสัตว์มนุษย์ จากนั้นการสืบพันธุ์แพร่ขยายชาติเชื้อก็ดำเนินไปตามกฎธรรมชาติ ง้วนดินอันโอชารสได้หมดไปจากโลกแล้วในตอนนี้ มีแต่พืชพันธ์ต่างๆเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีพ ไม่โอชารสเหมือนง้วนดินในยุคแรกเลย ต่อมาเหล่าสัตว์ไร้ร่าง มีแต่จิตทั้งหลาย คืออาภัสราพรหมที่อยากจะมาเกิดในโลก จึงจำใจต้องเข้าเกิดในท้องมนุษย์ พวกแรกนี้แทนบริโภคง้วนดิน การเข้าเกิดในท้องนี้ก็ฉวยโอกาสตอนที่มนุษย์ชายและหญิงสมสู่ร่วมประเวณีกันนั้นเอง โดยเข้าปฏิสนธิในครรภ์ฝ่ายหญิง ต่อจากนั้นก็เกิดตัวตนออกลูกออกหลานแพร่ขยายพันธุ์กันมาเรื่อยๆเมื่อมีเกิด ก็มีตาย คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย



รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

:) :D การกระทำ ซึ่งพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ ของผมท่านจะใช้ หรือ พูดกับผมเสมอ ๆ ว่า กรรม ผลของการกระทำก็เช่นกัน ท่านก็จะพูดว่า วิบาก หรือ วิบากกรม ดังนั้น กรรม = การกระทำ ผลของการกระทำ = วิบากกรรม การกระทำมี ๓ ทางคือ กาย วาจา ใจ แต่ผลออกมามี ๒ อย่างเท่านั้นคือ ดี กับ ไม่ดี หรือที่ท่านมักจะพูดเสมอ ๆ ว่า กุศล และ อกุศล

องค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า "กัลญาณการี กัลยาณัง ปาปการิ จ ปาปกัง" แปลเป็นไทยได้ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ คือ มี เหตุ มีผล ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า พระผู้สร้าง หรืออำนาจลึกลับใด ๆ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ล้วนแต่เป็นคนเชื่อใน เหตุ ใน ผล เมื่อเชื่อในเหตุในผล จึงไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ เพราะเชื่อในคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้ใน กาลามสูตรคือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตตสูตร ก็มี) กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ ๑๐ ประการ ได้แก่

๑.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
๒.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
๓.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
๔.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
๕.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
๖.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
๗.อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
๘.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
๙.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
๑๐.อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)



:lol: :lol: โลกยังไม่แตกสลายครับ แต่อีกไม่กี่วันแล้วครับไม่แน่ว่า เราอาจจะเห็นความแตกสลายสิ้นชาติของ ชาติ ๆ หนึ่งที่เรียกตัวเองว่า "ชาติไทย" อันเนื่องมาจากคนในชาติขาด ศีล ขาด ธรรม แปลกใจอย่างเดียวแค่นั้นคือ ชาติไทย เขาบอกชาวโลกว่า คนไทย นับถือ พุทธศาสนา แต่พุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ต้องมาทำร้าย ทำลาย ฆ่า (หรือว่าเป็นความอาภัพของพุทธศาสนาที่ศาสนิกชนไม่ยอมเชื่อฟังคำสอนของศาสดา)

แหละนี่ก็คือ "ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ"
:( :( :roll: :roll:

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ รูปภาพ ]รูปภาพ

:( :( โลกต้องพึ่งธรรม จึงจะอยู่กันได้อย่างสันติสุข ธรรมไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งโลก แต่ธรรมเขาอาศัยโลก ถ้าโลกไม่ให้ธรรมอาศัย นั่นหมายถึงว่า โลกนี้ต้องแตกสลาย คนทั้งโลกไม่ว่าชาติใด ภาษาใด ต้องพึ่ง ธรรม แทบทั้งสิ้นและ ธรรมนั้นต้องเป็น กุศลธรรมเท่านั้น จะอะไรอย่างไรก็ช่างเรามาใช้หลักแห่งกาลามสูตร กันนะครับ แต่สิ่งหนึ่งพึงจำไว้ว่า "อย่าละเมิดศีล ๕ "

รูปภาพ
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย มีศิลป์ » 01 ก.พ. 2014, 10:32

ขอสนับสนุนแนวความคิดธรรม ที่เป็นไปธรรมชาติที่แท้จริง ผู้ที่ไม่มีความพอเพียงก็จะเป็นอย่างที่ท่านเห็น และผมก็เห็นอย่างนั้น
---แต่ผมก็เห็นสิ่งแรก จะมีคนถูกฆ่าตาย(กลุ่มผู้แสดงตน)แล้วก็มีการโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง(ฝ่ายดำเนินอย่างถูกต้อง)
สาเหตุที่ถูกฆ่าตายเนื่องจากเสียเงินไปมากแล้ว ก็ไม่เห็นผลประโยชน์อะไรเกิดขึ้นเลย(ฝ่ายเสียผลประโยชน์เป็นผู้ลงมือ)
---สิ่งที่สอง ก็อย่างที่เจ้าของกระทู้ แสดงออกมา บ้านเมืองก็จะลุกเป็นไฟ ความเสียหายความเดือนร้อนก็จะเกิดทุกที่
สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้คนอยู่อย่างมีความสุข เรามีชีวิตอยู่ไม่กี่ปีบนโลกใบนี้ จงหาความสุขให้มากๆ ภายใต้ความพอดี อย่ามากเกินไป
จนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เมื่อผู้อื่นเดือดร้อนมันก็ทำให้เราเดือดร้อนตามไปด้วย ชีวิตมันสั้น ขอให้มีสัติภาพภายในใจทุกๆคน
@ เหนือกาลเวลาที่บ้าคลั่ง คือความจริงที่ยิ่งใหญ่
เมื่อพายุร้ายผัดผ่านไป มวลดอกไม้ก็บานรับซับน้ำตา@

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 02 ก.พ. 2014, 06:24

มีศิลป์ เขียน:ขอสนับสนุนแนวความคิดธรรม ที่เป็นไปธรรมชาติที่แท้จริง ผู้ที่ไม่มีความพอเพียงก็จะเป็นอย่างที่ท่านเห็น และผมก็เห็นอย่างนั้น
---แต่ผมก็เห็นสิ่งแรก จะมีคนถูกฆ่าตาย(กลุ่มผู้แสดงตน)แล้วก็มีการโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง(ฝ่ายดำเนินอย่างถูกต้อง)
สาเหตุที่ถูกฆ่าตายเนื่องจากเสียเงินไปมากแล้ว ก็ไม่เห็นผลประโยชน์อะไรเกิดขึ้นเลย(ฝ่ายเสียผลประโยชน์เป็นผู้ลงมือ)
---สิ่งที่สอง ก็อย่างที่เจ้าของกระทู้ แสดงออกมา บ้านเมืองก็จะลุกเป็นไฟ ความเสียหายความเดือนร้อนก็จะเกิดทุกที่
สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้คนอยู่อย่างมีความสุข เรามีชีวิตอยู่ไม่กี่ปีบนโลกใบนี้ จงหาความสุขให้มากๆ ภายใต้ความพอดี อย่ามากเกินไป
จนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เมื่อผู้อื่นเดือดร้อนมันก็ทำให้เราเดือดร้อนตามไปด้วย ชีวิตมันสั้น ขอให้มีสัติภาพภายในใจทุกๆคน

:) :D ขอบพระคุณครับ ทุกสิ่งอย่างเมื่อต้้งอยู่บนความไม่พอดี มีปัญหาแน่นอน เมื่อคืนผมและแม่บ้านสวดมนต์ ภาวนา แผ่เมตตาขอสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายในประเทศ ได้โปรดลงมาสถิตในจิตวิญญาณของผู้คน ให้อยู่กันด้วยเมตตา กรุณา ให้อภัย เพื่อมิให้เลือดต้องนองแผ่นดิน ชีวิตนี้ ..น้อยนัก สมเด็จพระสังฆราชท่านก็ได้เมตตาพระนิพนธ์เป็นหนังสือ พิมพ์จ่ายแจกไปทั่วทิศ "อ่านกันบ้างไหม ?" วันนี้ถ้าเลือดนองแผ่นดิน เตรียมเอาปี๊บคลุมหัวเดินกันได้ "อายชาวโลก" เสียชื่อเมือง พุทธ ครับ :roll: :roll:

รูปภาพ

รูปภาพรูปภาพ

:idea: :idea: พระสยามเทวาธิราช’ ‘เทพคุ้มแผ่นดิน’ ขอทรงดลสุขสันติสู่ไทย

ประเทศไทยเรา ยามที่มีสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจเกี่ยวกับความสุขสงบของแผ่นดิน ประชาชนคนไทยจำนวนหนึ่งมักจะระลึกถึง ’พระสยามเทวาธิราช“ ขอให้ท่านทรงปัดเป่าสิ่งร้าย ๆ แรง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ให้ผ่านพ้นไป โดยมีความเชื่อกันมาแต่โบราณว่า “พระสยามเทวาธิราช” คือ ’สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองแผ่นดินไทย“ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ใช่จะมีเพียงนามธรรม แต่มีรูปธรรม-มีความเป็นมาที่เป็นของจริง

ทั้งนี้ นอกเหนือจากพระพุทธรูป และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ แล้ว กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกลุ่ม “เทพ-เทวา-เทวดา” นั้น ในไทยมี 2 องค์ ที่มีการหล่อเป็นเทวรูปขึ้นมาและนับว่ามีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ ซึ่งแม้ช่วงเวลาการสร้างการหล่อจะเป็นคนละช่วงกัน แต่ก็ถือได้ว่าเป็นเทวรูปสำคัญที่คู่กัน นั่นคือองค์ “พระสยามเทวาธิราช” และองค์ “พระคลัง” ที่กรมธนารักษ์ ยุคที่มี ดร.นริศ ชัยสูตร เป็นอธิบดี ได้มีการรื้อฟื้นให้คนไทยรุ่นใหม่ ๆ ได้รู้จัก

สำหรับ “พระสยามเทวาธิราช-สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองแผ่นดินไทย” นั้น จากข้อมูลในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุไว้บางช่วงบางตอนว่า...พระสยามเทวาธิราช เป็นเทวรูปที่หล่อขึ้นด้วยทองคำ สูง 8 นิ้ว ประทับยืน ทรงเครื่องกษัตริยาธิราช ทรงฉลองพระองค์อย่างเครื่องของเทพารักษ์ มีมงกุฎเป็นเครื่องศิราภรณ์ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นจีบดรรชนีเสมอพระอุระ

นอกจากนี้ ยังมีประวัติพระสยามเทวาธิราช ซึ่งอ้างอิงถึง หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ ยาดำรงราชานุภาพ ว่าทรงเล่าไว้ สรุปได้ว่า...เทวรูปพระสยามเทวาธิราชนั้นมีการหล่อขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในยุคชาติตะวันตกแผ่ขยายอำนาจล่าอาณานิคม ซึ่งไทยก็ตกเป็นเป้าหมายในการยึดครองด้วย โดยเฉพาะโดยอังกฤษ แต่ไทยก็รอดพ้นมาได้

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริว่า เมืองไทยเรานี้มีเหตุการณ์หวิด ๆ จะต้องเสียอิสรภาพมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นได้เสมอมา ชะรอยจะมีเทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งที่คอยพิทักษ์รักษาอยู่ จึงสมควรจะทำเทวรูปเทพพระองค์นั้นขึ้น ไว้สักการบูชา แล้วโปรดให้พระองค์เจ้าดิษฐวรการ นายช่างเอก ทรงปั้นรูปเทพพระองค์นั้น เป็นรูปทรงต้นยืนถือพระขรรค์ในพระหัตถ์ขวา ขนาด 8 นิ้วฟุต งดงามได้สัดส่วน แล้วหล่อด้วยทองคำแท่งทั้งพระองค์และทรงถวายพระนามว่า ’พระสยามเทวาธิราช“

ในระยะแรก “พระสยามเทวาธิราช” ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรม ในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ในพระอภิเนาว์นิเวศน์ จนถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริว่า พระอภิเนาว์นิเวศน์พระพุทธมณเฑียร และพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นโครงสร้างเสาไม้หุ้มปูน ได้ชำรุดทรุดโทรมลงมาก และยากที่จะบูรณะให้คงสภาพเดิมไว้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อลง และอัญเชิญพระสยามเทวาธิราชไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

เทวรูปองค์พระสยามเทวาธิราช ประดิษฐานอยู่ในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทน์ ลักษณะแบบวิมานเก๋งจีน มีคำจารึกเป็นภาษาจีนที่ผนังเบื้องหลัง แปลว่าที่สถิตแห่งพระสยามเทวาธิราช ด้านหน้าขององค์เทวรูปพระสยามเทวาธิราชตั้งรูป พระสุรัสวดี หรือ พระพราหมี เทพเจ้าแห่งการดนตรีและขับร้อง มุขตะวันออกของพระวิมานตั้งรูป พระอิศวร และ พระอุมา มุขตะวันตกของพระวิมาน ตั้งรูป พระนารายณ์ทรงครุฑ เรือนแก้วเก๋งจีนนี้ประดิษฐานอยู่ในมุขกลางของพระวิมานไม้แกะสลักปิดทองที่เรียกว่าพระวิมานไม้แกะสลักปิดทองสามมุข ตั้งอยู่เหนือลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ ตอนกลางพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ใน พระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ ตามประวัติ “พระสยามเทวาธิราช” ซึ่งอ้างอิงถึงหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ยังมีการระบุไว้ด้วยว่า หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยได้ทรงบันทึกเรื่องพระสยามเทวาธิราชไว้ บางช่วงบางตอนว่า ’...เป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก...“ ’...ยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็น เห็นว่าพระสยามเทวาธิราชนั้นมีจริง เราจงพร้อมใจกันอธิษฐาน ด้วยกุศลผลบุญที่เราทำมาแล้วด้วยดี ขอให้เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์พระองค์นี้ จงได้ทรงคุ้มครองป้องกันภัย และโปรดประสิทธิ์ประสาทความสมบูรณ์พูนสุข ให้แก่ประชาชนชาวสยามทั่วกันเทอญ...“

เครดิตจาก นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ 26 พฤศจิกายน 2555
.


:lol: :lol: วันนี้เป็นวันสำคัญที่จะตัดสินว่าประเทศควรจะเป็นอย่างไร จงใช้สิทธิ์ของตนซื่อสัตย์ต่อตนเอง คิดว่าเลือกตั้งคือประชาธิไตย จงไปเลือกตั้ง ไม่เชื่อก็อย่าไปแล้วก็อย่าไปขัดขวางคนที่เขาไป คนที่ไปขัดขวางเขาถาม "มนุษย์ธรรมมีไหม ?"

รูปภาพรูปภาพรูปภาพรูปภาพ
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 03 ก.พ. 2014, 03:43

:lol: :lol: “วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก.....วันไหนสำนึกแล้วเธอจะเสียใจ
มีแก้วงามอยู่ในมือ..เธอมิเคยห่วงอาลัย
ต่อวันหลุดไป...จึงค่อย..คร่ำครวญ”


เป็นเนื้อร้องเพลงดังในอดีตที่ขับร้องโดย คุณ ธานินทร์ อินทรเทพ คนสมัยนี้คงไม่เงี่ยหูฟังซะแล้ว ที่ยกเพลงนี้มานำร่องก็เพื่อจะบอกกับท่านว่า โลกต้องพึ่งพาอาศัย ธรรม ถ้าไม่พึ่งพาอาศัย ธรรม “วินาศแน่นอน” เหมือนดังที่พ่อ-แม่-ครูบาอาจารย์ ที่บัญชาผมให้ไปนำศีลธรรมกลับมา ตอนนั้นผมยัง งง ๆ ว่าผมจะไปนำศีลธรรมกลับมาได้อย่างไร ตราบที่ผมได้มาปั่นจักรยาน จึงพบหนทางที่จะนำศีลธรรมกลับมา และเมื่อผมลาออกจากงานผมได้เงินมาส่วนหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ บาท ผมก็นำมาทำหนังสือในแนว ธรรมะ จ่ายแจกเวลาปั่นจักรยานไปไหนมาไหน ก็จะพกพาไปด้วยแจกจ่ายให้กับคนที่สนใจตอนนี้หมดเกลี้ยง(เงิน) หนังสือยังพอมีไว้แจกบ้างอีกนิดหน่อย


รูปภาพรูปภาพ

:) :D โลกต้องพึ่งพาอาศัยธรรม ส่วนธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยโลก เพราะเมื่อใดมีโลก ธรรมย่อมติดตามมาเป็นเงาเสมอ ๆ คนเมื่อตกอยู่ในภาวะหวาดกลัวย่อมต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ เช่นกันยามที่บ้านเมือง ฮ้อนฮ้าย (เดือดร้อน) พระสยามเทวาธิราช จะเป็นที่พึงของคนไทย ก็ผ่านไปด้วยดี ผมอยากจะระบายอะไร ๆ อีกมากมาย แต่ไม่สามารถที่ทำได้ เพราะ โลกมันไม่ยุติด้วยธรรม

เมื่อวาน (๒ ก.พ.) ผมสวดมนต์ ภาวนา ขออย่าให้เกิดการสูญเสียนองเลือด ซึ่งก็เรียกว่าสมปรารถนาครับ เมื่อผมเดินทางเข้าคูหาเพื่อไปใช้สิทธิของผม ช่วงที่ปั่นจักรยานไปหน่วยเลือกตั้งพร้อมกับแม่บ้าน จิตใจผมเบิกบานยิ้มแย้มทักทายคนรอบข้างได้ แต่พอถึงหน่วยเลือกตั้งพลันจิตใจก็สลดหดหู่เหมือนอยากร้องไห้ ผมไปเข้าแถวรอรับบัตร ขณะรอก็นึกอธิษฐานจิต "หากภายภาคหน้าบ้านเมืองจะสงบร่มเย็น ผ่านวิกฤตไปได้ขอให้ผมกาบัตรด้วยความสบายอกสบายใจ" เชื่อไหมครับเมื่อผมเข้าคูหา คลี่แผ่นพับที่ได้รับ ๒ แผ่น พลันเกิดอาการมืดมองอะไรไม่เห็น ขนาดต้องรวบรวมสมาธิหลับตากลั้นใจ จึงจะเรียกสติกลับมาได้และทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้กับชาติบ้านเมืองเป็นผลสำเร็จ ด้วยญานที่ฝึกมานานหลายสิบปี ผมก็พอมีลางสังหรณ์ว่า "คงวุ่นวายไปอีกนาน" ครับ...อย่างไรเสียก็อย่าให้เลือดตกยางออกเหมือนคำทำนายก็แล้วกัน

ผมในอดีตนั้นได้ออกไปกรำศึกเพื่อแผ่นดินแทบเอาชีวิตไม่รอดมาหลาย ๆ ครั้ง ผมสูญเสียเพื่อนอันเป็นที่รักในสมรภูมิก็หลายคน พวกเราไม่เคยเสียใจ ภูมิใจครับที่ได้ทำหน้าที่ป้องกันผืนแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน เรียกว่า เพื่อชาติ ก็อยากจะบอกบรรดาท่านทั้งหลายคำว่า "เพื่อชาติ" ต้องหมายถึงการทำสงครามกับอริราชศัตรู(คนต่างชาติต่างภาษา) แต่ถ้าทำกับคนชาติเดียวกันภาษาเดียวกันพวกผมเรียกว่า "เพื่อกู" ไม่ถูกใจหรือพลาดพลั้ง กราบขออภัยครับ :) :D ครับ


รูปภาพ

:idea: :idea: ในระยะสั้น ๆ พระสยามเทวาธิราชท่านได้ทำหน้าที่ปกป้องเราชาวไทยไม่ให้เกิดสงครามกลางเมืองไปแล้ว ลำดับต่อไปความวุ่นวายระส่ำระสายจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราต่อไปอีกนาน ดังที่กล่าวมา คงต้องกราบอาราธนาพระแก้วมรกตพระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่เราชาวพุทธให้ความเคารพนับถือกราบไหว้กันทุกคน ขอได้โปรดดลบันดาลให้หลาย ๆ ฝ่ายได้ช่วยกันประคับประคองให้แคล้วคลาดและหาทางออกให้ได้โดยไวด้วยเทอญ.

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หรือ วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อนเนไฟรต์สีเขียวดังมรกต เป็นพระพุทธรูปสกุลศิลปะก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน หลักฐานที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรก ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์วัดป่าญะ ต. เวียง เมืองเชียงราย (ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย) ในปี พ.ศ. ๑๙๗๗ (หรือ ค.ศ.๑๔๓๔) ฟ้าได้ผ่าลงองค์พระเจดีย์จนพังทลายลง จึงพบพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง จึงได้นำไปไว้ในวิหาร ต่อมาปูนบริเวณพระนาสิกเกิดกระเทาะออก เห็นเป็นเนื้อมรกต จึงกระเทาะปูนออกทั้งองค์ เห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์

หลังจากนั้น พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่ทราบข่าวการค้นพบพระพุทธรูปนี้ จึงเชิญมาประดิษฐานที่เชียงใหม่ แต่ช้างทรงพระแก้วมรกตกลับไม่เดินทางไปยังเชียงใหม่ แต่ไปทางลำปางหากช้างนั้นมีพระแก้วมรกตอยู่บนหลังช้าง เชียงใหม่เห็นว่าลำปางก็อยู่ในอาณาจักรล้านนาจึงนำไปไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า ถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช ได้เชิญพระแก้วมรกตมายังเชียงใหม่ สร้างปราสาทประดิษฐานไว้แต่ถูกฟ้าผ่าหลายครั้ง ครั้นเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้างซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ล้านนามาครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จกลับหลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกตไปด้วยพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ ทางเชียงใหม่ขอคืนก็ได้แต่พระพุทธสิหิงค์ เมื่อล้านช้างย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาเวียงจันทน์ก็เชิญพระแก้วมรกตลงมาด้วย ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง พระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง มาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ (ลาว) ในครั้งนั้นประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรลงบุษบกในเรือพระที่นั่ง เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงปัจจุบัน ส่วนพระบางพระราชทานคืนให้แก่ลาว


รูปภาพรูปภาพรูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ผมไปปั่นในลาวหลายครั้งได้พบปะพูดคุยสนทนากับคนลาว ทั้งพระสงฆ์องค์เจ้าหลายรูปรวมทั้งประธานคณะสงฆ์ของลาวก็เคย ครั้งหนึ่งที่ลาวใต้มีแม่ค้าคนหนึ่งหล่อนเล่าว่าเคยมาเที่ยวเมืองไทยก็หลาย ๆ ครั้ง เพราะลูกสาวแกแต่งงานกับหนุ่มไทย ที่ ๆ หล่อนประทับใจและทราบซึ้งมาก ขนาดว่าถ้าไปเมืองไทยครั้งใด หล่อนต้องภาวนาว่าขอให้ได้ไปทุก ๆ ครั้ง ที่ ๆ หล่อนว่าคือ "ขอให้ได้ไปกราบพระแก้วมรกต" หล่อนมีความเชื่อและเล่าให้ผมฟังว่า

พระแก้วมรกตคนลาวนับถือและเลื่อมใสมาก คนลาวมีความเชื่ออย่างฝังใจว่า พระแก้วมรกตจะประทับอยู่ที่ ๆ มีความสงบร่มเย็นเท่านั้น ที่ใดเดือดร้อนวุ่นวายท่านจะเสด็จหนี เหมือนที่ลาวเคยรบราฆ่าฟันกันเอง จึงทำให้สูญเสียพระแก้วมรกตให้ไทยไป และวันหนึ่งพระแก้วจะกลับมาอยู่ในประเทศลาวอีก

คนไทยฟังไว้นะครับ เท็จ - จริง ใครก็ยืนยันไม่ได้ แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าคนลาวทั้งประเทศเขา มีศีล - มีธรรม ยึดธรรมเป็นสรณะปราศจากสงครามกลางเมือง มีแต่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ผู้นำประเทศไม่มักใหญ่ใฝ่สูง มีคุณธรรมนำพาประเทศไปในทิศทางของ พุทธภูมิ พระแก้วท่านอาจเสด็จไปอยู่ที่ประเทศลาวได้ เรียกว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" ดูตัวอย่างกับ พระสารีริกธาตุ ที่เสด็จไปไหนมาไหนให้คนได้แตกตื่นเป็นที่อัศจรรย์ :lol: :lol:


รูปภาพรูปภาพ

:idea: :idea: ลางสังหรณ์ [n.] presage [syn.] ลางบอกเหตุ,ลาง ตัวอย่างประโยค ฉันมีลางสังหรณ์ไม่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้
หมายเหตุ : สิ่งที่มาดลใจ ทำให้รู้ว่าจะมีเหตุเกิดขึ้น
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

ภาพประจำตัวสมาชิก
Saturn Sky
WLM
☎ หมดเวลา 555+☎

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Saturn Sky » 03 ก.พ. 2014, 17:50

สงสัยเราคงต้องเสียพระแก้วไปจริง ๆ แล้วกระมังคะ :) :)
เมื่อโมหะเข้าครอบงำทุกอย่างก็มืดบอด น่าจะเกินเยียวยาแล้ว
:)

รูปภาพ
เปล่า"หยิ่ง"!!! แค่ นิ่ง ดูเชิง

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 04 ก.พ. 2014, 04:22

[quote="Saturn Sky"]สงสัยเราคงต้องเสียพระแก้วไปจริง ๆ แล้วกระมังคะ :) :)
เมื่อโมหะเข้าครอบงำทุกอย่างก็มืดบอด น่าจะเกินเยียวยาแล้ว
:)

:) :D ใจเย็นครับ..คงยังไม่ถึงทางตัน เรามีพระสยามเทวาธิราช เรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเมืองอีกเยอะที่จะคอยคุ้มครองป้องกัน ที่สำคัญ คนไทย ยังพอมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา รู้จักชั่วดีหลงเหลืออยู่ไม่นานเขาคงคิดได้หันมาปรองดองกัน เชื่อว่า มนุษย์ธรรม ยังไม่หายไปจากใจของ คนไทยครับ

รูปภาพรูปภาพรูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: คุณลูกทำงานที่เชียงราย กลับมาบ้านเพื่อเลือกตั้ง ได้จังหวะจึงได้พาไปถวายภัตราหารกับหลวงปู่ หนึ่งเดียวที่สามารถกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ หลวงปู่อายุจะ ๙๐ ในเดือน พ.ค.๕๗ นี้ ท่านมีเมตตา กรุณา มุฑิตาและอุเบกขา ประพฤติปฏิบัติกิจของสงฆ์อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เป็นเสาหลักและที่พึ่งของชาว อ.สารภีอย่างแท้จริง

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: ออกจากวัดหลวงปู่ก็พาไปเปลี่ยนบัตรประชาชน(บัตรหมดอายุ) ที่ อ.สารภี จะเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนไม่นานมานี้ ข้าราชการทำตัวเสมือนหนึ่งเป็นนายประชาชนเวลาเราไปติดต่องาน ต้องไปกราบไปไหว้ก่อนเป็นประจำ แต่พอมายุคหนึ่งสมัยหนึ่งคงยังจะพอจำกันได้ไหมครับ ได้มีการปฏิรูปข้าราชการกันอย่างยิ่งใหญ่ จนสามารถมาเป็นผู้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง คนอายุ ๕๐ - ๖๐ ลองย้อนคิดซิครับ ที่ อ.สารภีนี้ก็เช่นกัน เปลี่ยนแปลงแล้วเช่นกัน

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพรูปภาพ

รูปภาพ

:lol: :lol: สมัยเด็ก ๆ เรามักจะคุยกันให้ได้หัวเราะ ว่า "คนเชียงใหม่ชอบไม้ดอก แต่ชาวลำพูนชอบไม้แดก" ดอกกับแดกแต่ก่อนยกพวกตีกันบ่อย แต่ไม่รุนแรงถึงตายเอาแค่สนุกท้วม ๆ โดยเฉพาะช่วงงานฤดูหนาวเชียงใหม่ คูเมืองใกล้บ้านผมที่ประตูช้างเผือก ตีกันทุกคืน มีอยู่ปีนึงจำได้ พ.ศ. ๒๕๑๐ เพื่อนผมก็ถูกตีด้วยข้าวหลามยัดไส้(ข้าวหลามเหล็ก)ถึงขั้นเป็นเจ้าชายนิทรา(เสียชีวิตไป ๒๐ กว่าปีแล้ว) โชคดีตอนนั้นผมกำลังแสดงดนตรีในงานฤดูหนาวไม่ได้ไปร่วมตีด้วย และผมก็ไม่เคยไปเที่ยวงานฤดูหนาวที่ลำพูนเลยสักครั้งเดียว กลัวครับ พอโตขึ้นทำงานแล้วจึงได้ไปครับ

ความขัดแย้งนี่ไม่ดีเลยเนาะ คนไม่รู้จักกัน ชาติเดียวกันแท้ ๆ ยังยกพวกตีกัน มันเป็นความโง่ (โมหะ) อย่างมหันต์ เช่นกันวันนี้เวลานี้ ชาวไทยกำลังขัดแย้งกันยกพวกเข้าห้ำหั่นกัน ไม่ช้าพลันจะถึงซึ่งความวิบัติ นี่เป็นเรื่องใหญ่นะเพราะมันระดับประเทศ มีศีล มีธรรม ยั้งคิดกันสักนิดถอยกันคนละก้าว คุยกันให้มาก ไม่ใช่เอาแต่ใจ เหมือนเด็กเกเรหรือคนบ้าถือปืนนี่ไม่น่าคบเลย ประชาธิปไตย=ต้องอดทน อย่าดูถูกประชาชน สร้างแต่ดีเข้าไว้เมื่อสุกงอมเต็มที่ ดีย่อมให้ผล สงครามคือความเลวร้าย ยิ่งยิ่งสงครามกลางเมืองกับชนชาติเดียวกัน ทุเรศ อายชาวโลกเขา ถ้าผมมี อำนาจ ผมจะสั่ง หยุดได้แล้ว ๕๕๕. :lol: :lol:
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 04 ก.พ. 2014, 05:36

ขวัญใจ เขียน:
Deang-sarapee เขียน:เปิดทริปทัวร์ริ่งค์ท่องเที่ยวทางไกล ต้อนรับศักราชใหม่ 2557 ทริปที่ ๑ กับทริปย่อย ผ่านไปแล้ว คงเหลือ ๓,๔ ส่วนทริปที่ ๒ ขึ้นหลังอินทนนท์ครับ ใครอยากไปด้วยเรียนเชิญครับ

๓. ทริปท่องเที่ยวทางไกล "พักผ่่อนที่ชายทะเลฝ่าทะลุเขาใหญ่แล้วปั่นทางไกลกลับบ้าน" ประมาณ 18 มีนาคม เป็นต้นไป (เส้นทางคร่าว ๆ เริ่มต้นที่หลักสี่-มีนบุรี-ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-บางแสน-พัทยา-ระยอง-บ้านเพล-สวนสน-แกลง-จันทบุรี-สระแก้ว-โรงเกลือ-เขาใหญ่-นครราชสีมา-ชัยบาดาล-วิเชียรบุรี-หนองไผ่-ชนแดน-จบทริปทีศูนย์เกษตร รร.วัดปลวกง่าม อ.เนินมะปราง)[/b]

๔. ทริปใหญ่ประจำปี "ทริปหฤโหด หรรษา ฮาดัง ๆ ภาค สอง" ประมาณกลางเดือนเมษายนเป็นต้นไป (เส้นทางคร่าว ๆ ระยะที่ 1 ห้วยโก๋น-หงสา-จอมเพชร-หลวงพระบาง ระยะทาง 182 กม. ระยะที่ 2 เปิดเส้นทางใหม่ หลวงพระบาง-ไชยะบุลี-ปากลาย-ด่านภูดู่ (บ้านโคก/อุตรดิตถ์) -ภูสอยดาว-ชาติตระการ-พิษณุโลก ประมาณ 700 กม.


ทริปที่ ๒ กำหนการทริป "เขาขึ้นเราลงดอยอินทนนท์ ปีที่ 5" 13-16 กุมภาพันธ์ 2557

วันพฤหัสบดีที่ 13 ก.พ. 57

เวลา 12.00 น.ออกจาก อ.สารภี
เวลา 17.30 น.ถึงวัดน้ำต้อง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ (สมทบกับรักรถรักธรรมที่มาจาก พิษณุโลก)

ภาคค่ำ -สนทนาธรรมกับเจ้าอาวาสวัดน้ำต้อง
-ชมพระพุทธรูปปางเชียงแสน พร้อมทั้งประวัติ
-เครื่องรางของขลังสมัยโบราณ

วันศุกร์ที่่ 14 ก.พ. 57 (วันมาฆบูชา)
เวลา 06.30 น. เดินทางออกจากวัดน้ำต้อง
เวลา 16.30 น. ถึงเทพนม อาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนคลายเส้น พักค้าง (ระยทางประมาณ 70 กม.) ทางราบ+เนินเขา

วันเสาร์ที่ 15 ก.พ. 57
เวลา 06.30 น. ออกจากบ่อน้ำพุร้อนเทพนม
เวลา 17.00 น. ถึง อ.แม่แจ่ม พักค้าง (ระยทางประมาณ 80 กม.) ทางเขา

วันอาทิย์ที่ 16 ก.พ. 57
เวลา 06.00 น. ออกจากที่พัก
เวลา 12.00 น. ถึงหลังเขาอินทนนท์ (ระยทางประมาณ 50 กม.) เขาสูงชัน
เวลา 13.00 น. ไหลลงจากอินทนนท์
เวลา 14.00 น. ถึงวัดน้ำต้อง (ระยะทางประมาณ 35 กม.) เดินทางกลับ

4 ปี ที่ไปอินทนนท์ ปีนี้พิเศษขอขึ้นด้านหลัง ระยะทางไกลกว่าหนักกว่า


รูปภาพ
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: [b][color=#000080][size=150]......จักรยานธุดงค์..........[/size][/color][/b]

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 05 ก.พ. 2014, 03:36

รูปภาพ

:lol: :lol: การสนทนาหรือพูดคุยในหมู่คณะเราเคยสังเกตุกันบ้างไหมว่า ถ้าพูดกับพระแล้วเรานำเอาเรื่องที่เกี่ยวกับ พระวินัยมาพูดคุยด้วยรับรองได้คุยกันได้ไม่นานวงแตก เช่นกันในหมู่ฆราวาสก็ถ้าเรามาชวนคุยเรื่องของ ธัมมะธัมโม ได้เรื่องครับคุยกันได้ไม่นานเช่นกัน เขาก็จะนิมนต์ให้ไปบวช ประมาณนั้น จึงได้มีคำน่าจะเป็น พังเพยนะว่า คุยวินัยขัดใจพระ คุยธรรมะขัดใจโยม เรื่องนี้ผมไปเห็นเขาเขียนเป็นสโลแกนติดวัด ก็เลยถ่ายภาพเก็บไว้ หวังว่าจะได้ใช้สักวันก็เป็นจริง

ผมกล้าขึ้นหัวข้อกระทู้ว่า จักรยานธุดงค์ เพื่อหยั่งเสียงว่าจะมีคนเข้ามาอ่านไหม? ปรากฏว่าเป็นร้อย ผมจึงคิดว่า สโลแกนที่เก็บไว้คงผิด..ซะแล้ว แต่พอหลาย ๆ วันเข้าสังเกตุว่ากระทู้เริ่มแผ่วลงแล้วล่ะ (เปรียบกับกระทู้อื่น) ก็ไม่เป็นไรเจตนาของผมคือการนำศีลธรรมที่ได้ประพฤติปฏิบัติ เห็นผลแล้วมาเผยแพร่ ถ้าไปขึ้นชื่อหัวข้ออื่นให้เร้าใจแต่เนื้อหาคนละเรื่อง(ธรรมะ)จะกลายเป็นผิดศีลโดยใช่เหตุ อาจจะถูกด่าก็ได้

พุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา เพราะ พุทโธ แปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ยากมาก ๆ ที่คนจะเข้าถึง ใครที่เข้าถึงแล้วการันตีได้เลยว่า "ชีวิตนี้ไม่มีทุกข์" หลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ องค์นี้ทุกท่านคงทราบนะครับ ท่านดังพอสมควร(มรณะภาพแล้ว) ท่านได้ตอบคำถามผมที่ถามท่านว่า "สำนัก......ทำไมคนจึงไปร่วมงานเยอะ วัดของหลวงพ่อสู้ไม่ได้" ท่านถามผมกลับว่า "เขาควาย กับขนควายอันไหนเยอะกว่ากัน" แล้วท่านก็เมตตาเทศนาให้ปัญญากับผมอีกหลายกระบุง

แต่ก่อนที่ผมยัง เกกมะเหรกเกเร เรื่องใต้สะดือบอกว่า "ถนัดนัก" คุยกันได้หัวร่อ แต่พอหันหลังให้อบายมุข สิ่งเหล่านี้กลายเป็นยาพิษ ที่ผมต้องพยายาม ลด ละ เลิก จนวันนี้เรื่องลามกต่าง ๆ ผมลืมไปหมดเลย นาน ๆ ทีจะนึกได้แต่ก็พยายามไม่พูดให้เป็น บาป คงพยายามพูดแต่เรื่อง ธรรมะ การขีดเขียนก็เช่นกัน แต่ก่อนผมไม่เคยเขียนหรอกครับ พึ่งจะมาหัดขีด ๆ เขียน ๆ ก็ที่พ่อ - แม่ ครูอาจารย์ ให้มาเขียนมาเล่าท่านพูดว่า "เรื่องต่าง ๆ ที่ไปประสบพบมาอาจจะเกิดประโยนชน์กับคนรุ่นหลังบ้าง อย่าปล่อยให้มันตายไปกับเรา" จึงได้มีวันนี้ ขออนุโมทนากับท่านที่ กรุณาเข้ามาอ่าน และถ้าเข้ามาร่วมแจม(แสดงความคิดเห็น)ด้วยก็จะขอบพระคุณยิ่ง ไม่ต้องเกรงใจครับ เรามาร่วมกันแชร์ประสบการณ์เพื่ออนุชนคนรุ่นหลังได้พินิจพิจารณากัน :lol: :lol:


รูปภาพ]รูปภาพ

:lol: :lol: ความขัดแย้งกันของสังคมยังคงดำเนินต่อไป ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อใดแต่เชื่อครับเพราะทุกสิ่งอย่าง เป็น ทุกข์ และ เป็น อนิจจัง (ไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) สังเกตุกันบ้างไหมความขัดแย้ง ใครคือคนทำให้ขัดแย้ง ชัด ๆ นะครับ "คนมีปัญญา" ทั้ง ๒ ฝ่ายระดับด๊อกเตอร์ทั้งนั้น และที่ไปร่วมด้วยช่วยเย้ว ๆ ทั้ง ๒ ฝั่ง ภาษาหมากรุกเรียกว่าตัวเบี้ย เบี้ยมักจะตายก่อนเสมอ ๆ ต่อมาก็จะเป็นเม็ด เป็นโคน เป็นเรือ เป็นม้า จนหมดกระดานแล้วตั้งใหม่ อย่าลืมนะครับประเทศชาติมิใช่หมากรุก เราจะมาปล่อยให้ คนมีปัญญา(ทางโลก) มาเล่น ๆ กันข้างเดียวไม่ได้นะ (ช่วยกันคิดครับ)

รูปภาพ

คนมีปัญญาทางโลก กับ ทางธรรมห่างไกล เหมือน "ฟ้ากับเหว" ปัญญาทางโลกวัดกันที่กระดาษ ป.ตรี โท เอก ทางธรรมวัดกันที่ ใครมี ทุกข์ น้อยกว่ากัน ทางโลกตอนเด็ก ๆ เชื่อพ่อเชื่อแม่ โตขึ้นเชื่อ ครูอาจารย์ โตอีกหน่อยเชื่อเพื่อนเชื่อฝูง จนกระทั่งจบ ป.ตรี ป.โท เชื่อตัวเอง พอจบ Dr.ท่านเชื่อไหมครับเชื่อ หมอดู ที่กล้าพูดแบบนี้เพราะเห็นกับตา ที่ อ.สารภี มีหมอดูแม่นมาก ๆ ใครจะไปให้หมอดูโทษที ต้องจองคิวยาวเป็นเดือน ราคาหลักแสนครับ ผมแอบไปหาข่าวปรากฏว่า ผู้มีปัญญาที่กล่าวของทั้ง ๒ ฝ่ายแอบไปครับ....ไม่ได้โม้ให้ผิด ศีล ครับ :lol: :lol:

ส่วนหลวงพ่อ หลวงปู่บางองค์ ที่เป็นอริยะ ท่านแทบไม่ได้ร่ำเรียนมาเลย แต่องค์ท่านเปี่ยมสุข เพราะมากด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา จึงได้มีคนกราบไหว้ทั่วทั้งประเทศ ไปอยู่ซอกใดหรืบไหนก็มีคนพยายามเข้าไปหา เพราะท่านเชื่อใน ธรรม คำสรรเสริญเยินยอตลอดจนลาภสักการะไหลมาเทมา แต่องค์ท่านก็ไม่หวั่นไหวไปตามลาภสักการะและคำยอ ท่านยังคงดำรงชีพให้เป็นไปตามพุทธบัญญัติ ไม่ละเมิดแม้ จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล ให้เป็นแบบอย่างชนิดไร้มลทิน....สา..ธุ !!!!


รูปภาพรูปภาพรูปภาพ

:lol: :lol: โลกทุกวันนี้ พ่อ - แม่ ครูบาอาจารย์ ท่านสั่งสอนผมเสมอ ๆ ว่า "ผู้ประพฤติธรรมเท่านั้นที่อยู่เป็นสุข" วันนี้ผมทราบซึ้งในพระคุณของท่าน ถ้าไม่ได้ติดสอยห้อยตาม ศึกษาหาความรู้ หันหลังให้อบาย เดินหน้าสู่สายธรรม ผมคงต้องเป็น ทุกข์ กับเหตุการณ์บ้านเมืองอีกนาน เมื่อไหร่จึงจะสงบใครทราบ คงยากเพราะ คนมีปัญญาทั้งหลายเหล่านั้นเอาแต่ มัวเมา ไปพึงหมอดู คำทำนายที่ว่า "เลือดต้องท่วมหลังเป็ด" น่าจะเป็นจริง เอ้าเตรียมตัวกันได้ ๕๕.

......................ไม่สงสัยเลยว่าเมื่อมี พระพุทธเจ้าทำไมจึงต้องมีเทวทัต ........................ :lol: :lol:
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 4 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน