......จักรยานธุดงค์..........

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 21 ก.ย. 2017, 08:58

สวัสดีครับลุงแดงและทุกท่าน

ผมยังติดตามลุง-ป้าอยู่ในเฟสครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 22 ก.ย. 2017, 07:04

NOKNICE เขียน:สวัสดีครับลุงแดงและทุกท่าน

ผมยังติดตามลุง-ป้าอยู่ในเฟสครับ


:) :D อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ขอบคุณหลานนกที่ยังตามไปถึงในเฟชบุคค์ถือว่าเป็นกำลังใจให้กันตลอดไปเลยทีเดียว ในเฟชบุคไม่สามารถที่จะลงรายละเอียดอะไรได้มากเพราะจำกัดด้วยเนต มันอืดสุด ๆ ต้องใช้ความอดทน พยายามพอสมควรกว่าจะอัพภาพได้

เรามาศึกษาวิธีดับทุกข์กันต่อนะครับ :) :)


:idea: :idea: ๙.ครั้นกำหนดจิตด้วยการนับอย่างนั้นจนมีประสบการณ์พอสมควรแล้ว ท่านจะรู้สึกว่า จิตนั้นสะอาด สงบ เย็น ผ่องใส ไม่หงุดหงิด ไม่หลับไหล ไม่วิตกกังวลกับสิ่งใด นั่นแหละคือสัญญลักษณ์ที่แสดงว่า สมาธิกำลังเกิดขึ้นในจิต

๑๐. เมื่อจิตสงบเย็น ไม่หงุดหงิดเช่นนั้นแล้ว อย่าหยุดนิ่งเฉยเสีย ให้ท่านเริ่มน้อมจิตพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ต่อไป ถ้ามีปัญหาชีวิตหรือปัญหาใด ๆ ที่กำลังทำให้ท่านเป็นทุกข์กลัดกลุ้มอยู่ ก็จงน้อมจิตเข้าไปคิดนึกพิจารณาปัญหา ด้วยความสุขุมรอบคอบ ด้วยความมีสติ

๑๑. จงยกเอาปัญหานั้นมาพิจารณาว่า ปัญหานี้มันมาจากไหน? มันเกิดขึ้นเพราะอะไร? เพราะอะไรท่านจึงหนักใจกับมัน? ทำอย่างไรที่ท่านจะสามารถแก้ไขมันได้? ทำอย่างไรท่านจึงจะเบาใจและไม่เป็นทุกข์กับมัน?


นี่เพียงแค่ ๑๑ ข้อที่ผ่านมา ถ้าท่านปฏิบัติอย่างจริงจัง ผมขอยืนยันครับว่าความทุกข์มันจะมลายคลายลงไปได้เยอะเลย ติดตามเก็บข้อมูลต่อไป ๆ ท่านก็จะได้วิธีและรู้ว่าพุทธศาสนานั้นสอนให้ปฏิบัติด้วยตัวตนของท่านเอง ไม่ใช่ไปร้องขออ้อนวอนเทพเจ้าต่าง ๆ มันงมงายขนาดหนัก อาจจะมีคนเถียงว่า ไปขอแล้วมันได้จริง ๆ ขอบอกนะครับว่าจากประสบการณ์ที่แห่กันไปขอนับพันมีสำเร็จกี่ราย ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์น่าจะ ๐.๐๐๑ คนที่ได้เพราะเขาสร้างของเขามาแต่อดีตชาติ ถ้าท่านไม่ได้เคยสร้างบุญบารมีมาขอให้ตายก็ไม่ประสบผล เสียเวลาเปล่าประโยชน์สู้เอาเวลามาฝึกตามที่นำเสนอมาทั้ง ๑๑ ข้อนี้ รับรองผล แน่นอน มั่นคง ตลอดชีวิตเลยทีเดียว ยังไม่พอเป็นมหากุศลติดตัวเป็นเสบียงส่งไปชาติหน้ายามที่เราสิ้นลมอีกด้วยครับ :D :D
แนบไฟล์
๓๖.jpg
๓๗.jpg
๓๘.jpg
๓๙.jpg
มหัศจรรย์แห่งลี้! คนนับแสน ร่วมเปลี่ยนผ้าครูบาอภิชัยขาวปี โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มี.ค. 2559 19:44

ถือเป็นความมหัศจรรย์ของ อ.ลี้ จ.ลำพูน วันที่ 3 มี.ค.ทุกปี คนนับแสนจะแห่แหนกันมาที่วัดพระพุทธบาทผาหนาม ร่วมเปลี่ยนผ้าครองสรีระ ‘ครูบาอภิชัยขาวปี’ ศิษย์ก้นกุฏิครูบาศรีวิชัย ที่มรณภาพมา 39 ปี สังขารไม่เน่าเปื่อย...

สำหรับครูบาอภิชัยขาวปี เป็นศิษย์ก้นกุฏิครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ เดิมชื่อจำปี เกิดในครอบครัวของผู้ที่มีฐานะยากจน บ้านบ้านแม่ตืน อ.ลี้ เมื่ออายุ 16 ปี มารดาได้นำไปฝากเป็นลูกศิษย์ของพระครูบาศรีวิชัย ซึ่งพระครูบาศรีวิชัยได้ทำการบรรพชาให้เป็นสามเณร จนอายุครบ 22 ปี จึงได้ทำการอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุ ท่านได้ปฏิบัติธรรมเดินตามรอยทางของพระครูบาศรีวิชัย ผู้เป็นพระอาจารย์

ท่านสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมและพระพุทธศาสนาไว้อย่างมากมาย ถึงกับมีชาวบ้านพูดกันว่า พระครูบาศรีวิชัยสร้างวัด แต่ครูบาอภิชัยขาวปีสร้างโรงเรียน เคยเป็นประธานสร้าง รพ.ลำพูน ด้วยงบประมาณจากชาวบ้านร่วมบริจาคให้ เมื่อวันพ้นโทษจากเรือนจำจังหวัดลำพูน ข้อหาหนีทหารเกณฑ์ โดยถูกขังคุกนานถึง 6 เดือน

ผมติดตามและเลื่อมใสท่านไม่น้อยไปกว่าครูบาศรีวิชัย เคยศึกษาประวัติท่าน ท่านยังเล่าว่า "มันเป็นกรรมวิบากนะหลาน" ปลื้มใจมากครับเป็นกำลังใจทุกครั้งที่เราเจอะเจอปัญหาต่าง ๆ มากมาย แต่ก่อนผมจะไปกราบท่านบ่อยครั้งปัจจุบันนี้ห่างหายไป ทราบว่าขณะนี้วัดของท่านได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน เราจึงชวนกันไปเพื่อไปกราบสรีระและปฏิบัตฺภาวนาที่วัดพระบาทผาหนามกัน ช่วงที่เดินทางเราก็จะแวะชมและพักปฏิบัติธรรมไปตามวัดวาอารามที่สัปปายะต่าง ๆ เรียกว่าเก็บให้หมด ตามเป็นกำลังใจนะครับไปครั้งนี้ ๗ คืน ๘ วัน เรียกว่าคุ้มค่าสุด ๆ ได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ ทั้งดีไม่ดีคละเคล้าให้ได้ใช้สติปัญญาโยนิโสมนสิการเข้าสู่ใจ เป็นบุญกุศลก็ขอยกบุญกุศลทั้งหลายที่ได้ไปบำเพ็ญมา แผ่ถึงทุกท่านทุกคนให้ได้รับผลบุญร่วมกันจงทุกท่านทุกคนเทอญ.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 22 ก.ย. 2017, 09:51

สวัดดีตอนสายวันศูกร์ครับลุงแดงและทุกท่าน

7คืน 8 วันเริ่มเมื่อไหร่ครับลุง

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 23 ก.ย. 2017, 07:08

:idea: :idea: ๑๒.การพิจารณาด้วยจิตอันสงบอย่างนี้ การถามหาเหตุผลกับตัวเองอย่างนี้ จิตของท่านจะค่อย ๆ รู้เห็น และเกิดความคิดนึกรู้สึกอันฉลาดขึ้นมาโดยธรรมชาติของมัน จิตจะสามารถเข้าใจต้นสายปลายเหตุของปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง นักปฏิบัติจึงต้องพยายามพิจารณาปัญหาต่าง ๆ อย่างนี้เรื่อยไป หลังจากที่จิตสงบแล้ว

๑๓.ในกรณีที่ยังไม่มีปัญหาความทุกข์เกิดขึ้น หลังจากที่ทำจิตให้สงบเป็นสมาธิแล้ว จงพยายามคิดหาหัวข้อธรรมะหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งมาพิจารณา เช่น ยกเอาชีวิตของตัวเองมาพิจารณาว่า มันมีความมั่นคง จีรังยั่งยืนอะไร เพียงไหน? ท่านจะได้อะไรจากชีวิตคือร่างกายและจิตใจนี้? ท่านจะอยู่ไปในโลกนี้นานเท่าไหร่? เมื่อท่านตาย ท่านจะได้อะไร? ให้พยายามถามตัวเองเช่นนี้อยู่เสมอ

๑๔.หรือท่านอาจจะน้อมจิตไปสำรวจการกระทำของตัวเองเท่าที่ผ่านมา พิจารณาดูว่า ท่านได้ทำประโยชน์อะไรให้แก่ส่วนรวมหรือไม่? หรือท่านได้ทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง? และตั้งใจไว้ว่า ต่อไปนี้ท่านจะไม่ทำสิ่งที่ผิด จะไม่พูดสิ่งที่ไม่ดี ที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนและไม่สบายใจ ท่านจะพูดจะทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกนี้ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนความสะอาดบริสุทธิ์ของชีวิตของท่านเอง
:idea: :idea:






แนบไฟล์
ปั่นแสวงบุญ (1).JPG
ปั่นแสวงบุญ (2).JPG
ปั่นแสวงบุญ (3).JPG
อรุณสวัสดิ์ครับหลานนก และทุก ๆ ท่านที่เคารพ ๗ คืน ๘ วัน เราจะเริ่มกันตั้งแต่วันนี้ไป จนกว่าจะจบนะครับ ๕๕๕. เริ่มต้นที่เราปรึกษากันว่าห้วงในพรรษานี้พวกเรามักจะไม่ค่อยออกไปนอนค้างที่ใด เรามาทดลองออกไปผจญกับสรรพสิ่งข้างนอกบ้านเพื่อหาบทสอนจิตสอนใจ สัก ๓ - ๔ วันก็คงไม่ผิด พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านจำพรรษาแต่เมื่อมีเหตุอันควรท่านก็ออกจากวัดไปค้างที่ใดก็ได้ไม่เกิน ๗ วัน เมื่อคุยกันพอได้ข้อสรุปผมจึงเสนอขอไปที่วัดผาหนาม เพื่อไปกราบสรีระครูบาขาวปีนักบุญของชาวลี้ ซึ่งเมือง ลี้ เรามักจะละเลยเห็นว่าไม่น่าจะมีอะไร แม้เมื่อครั้งที่เราปั่นผ่านก็หลายครั้งแต่เราก็ไม่เคยใส่ใจว่าจะมีที่ไหนน่าสนใจบ้าง ครานี้เราเห็นพ้องต้องกันว่าเราจะเอาให้สะใจไปเลย เมื่อตกลงปลงใจแล้วกำหนดวันเริ่มที่วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๐ กันเลย

ลุงป๊อกปั่นจากบ้านบวกครกน้อยในเมืองเชียงใหม่มาสมทบกับเราสองคนที่บ้านปากกองสารภี เริ่มต้นก็มีเรื่องตลกกันแล้ว ปรากฏว่าลุงแกปั่นหลงเข้าบ้านปากกองไม่ถูก แต่แกก็ไม่ โทร ฯ ถาม กว่าจะมาถึงบ้านได้สายพอสมควร ออกจากบ้านเราไปแวะที่ร้านเฮียประหยัด เป็นร้านรถจักรยานขายอะไหล่จักรยานและรถจักรยาน ใครขึ้นไปลำพูนเมื่อจักรยานท่านมีปัญหาไปใช้บริการได้ครับ รับรองคุณภาพเฮียแกจบ ป.โท สาขานี้โดยตรงครับเรื่องการปรับประดิษฐ์แกถนัดมาก ลุงป๊อกได้อานใหม่ไปหนึ่งอานส่วนผมและคุณนายได้กระจกส่องหลังคนละใบ
ปั่นแสวงบุญ (4).JPG
ปั่นแสวงบุญ (5).JPG
ปั่นแสวงบุญ (6).JPG
ปั่นแสวงบุญ (8).JPG
ออกจากร้านเฮียประหยัดเข้าตัวเมืองลำพูน ที่ข้างวัดพระธาตุหริกุญชัย มีร้านอาหาร เจ อยู่ติดกับวัด ร้านนี้อร่อยพอใช้ได้ทีเดียว เราแวะเพื่อจัดซื้อเสบียงมื้อเที่ยงและเสบียงแห้งพกพา
ปั่นแสวงบุญ (10).JPG
ปั่นเข้า อ.ป่าซาง ผ่านวัดปันต๋าเกิ๋น เห็นชื่อป้ายวัดว่า วัดพันตาเกิน ความอึออัดคัดข้องใจเกิดขึ้นในจิตทันที คนเหนือเขาเรียกว่า ปันต๋า หมายถึง พันตา เกิ๋น คือ เกิน หรือ บันได มาเรียกว่า พันตาเกิน มันฟังแล้วทะแม่งหูครับ ผมสันนิษฐานว่า เจ้าอาวาสคนที่สั่งให้ทำป้ายคงเป็นคนภาคกลางแน่ ๆ หรือไม่ก็ชาวบ้านอยากจะเป็นคนภาคกลาง ซึ่งสิ่งที่ผมเห็น ผมคิด มันผิดทั้งสิ้น ความจริงแล้วควรมองให้เป็น ธรรมชาติ ไม่ควรปรุงแต่ง เมื่อปรุงแต่คราใด ความทุกข์มันเข้ามเยือนทุกครา มันจะพันตา ปันตา เกิน หรือ เกิ๋น ก็เรื่องของโลกเขา นี่ละครับ จิตคน มันไม่นิ่งจริง ๆ ความจริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องของผมสักหน่อยแส่ไม่เข้าเรื่อครับ
ปั่นแสวงบุญ (11).JPG
ปั่นแสวงบุญ (12).JPG
ปั่นแสวงบุญ (13).JPG
ปั่นแสวงบุญ (14).JPG
ปั่นแสวงบุญ (15).JPG
ปั่นแสวงบุญ (16).JPG
ปั่นแสวงบุญ (17).JPG
ปั่นแสวงบุญ (18).JPG
ปั่นแสวงบุญ (19).JPG
เสร็จจากหาซื้อเสบียงกรังเราเริ่มปั่นมุ่งหน้าสู่ อ.ลี้ เพื่อไปยังวัดพระธาตุผาหนาม ผ่านป่าซางแวะร้านจักรยาน "นง" คลังจักรยานของคนลำพูนมีจักรยานเยอะจริง ๆ ลานตาครับ ผมขอให้ช่างเปลี่ยนเบรคหลังมันสึกมากแล้ว ที่ร้านเฮียหยัดเบรครุ่นที่ใช้ไม่มี แต่ร้านนงมีราคา ๒๕๐ ก็พอใช้ได้ ออกจากร้านนงก็ปั่นกันมาจนถึง บ.ฉางข้าวน้อย แวะที่วัดฉางข้าวน้อยใต้ เพื่อทานมื้อเที่ยงกัน วัดนี้มีพระแก่อยู่ ๓ องค์ ผมเรียนถามพระที่ดูแลวัดว่า "หลวงพ่ออยู่กันกี่องค์ครับ" ท่านตอบ "มีพระเฒ่า ๓ ต๊นนี่ละ"(มีพระแก่ ๓ องค์นี่ละ) ท่านก็แก่จริง แต่วัดสะอาดมากร่มรื่นน่านั่งพักนอนพัก ใต้ต้นไม้แทบไม่มีใบไม้หล่นเลย (ท่านกวาดตลอดวันแน่เลย๕๕.)เราอาศัยทานข้าวต้มกาแฟนั่งคุยกันอยู่เป็นนานพอสมควร กว่าที่จะเราจะเริ่มเดินทางต่อ.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 24 ก.ย. 2017, 06:15

:) :D ๑๕.จงเข้าใจว่าเป้าหมายที่ถูกต้องของการฝึกสมาธินั้น คือท่านจะฝึกสมาธิเพื่อให้จิตสงบจากอารมณ์ภายนอกชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว จิตนั้นจะมีกำลัง และมั่นคงสภาวะจิตเช่นนั้นเองที่มันจะมีความพร้อมในการที่จะรู้ จะเข้าใจปัญหาต่าง ๆ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมตัวท่านอยู่ ได้อย่างถูกต้องตามเป็นจริง

๑๖.สรุปว่า ท่านจะฝึกสมาธิเพื่อจะเรียกกำลังจิตจากสมาธินั้นไปพัฒนาความคิดนึก หรือความรู้สึกของท่านให้ถูกต้อง ซึ่งความรู้สึกคิดนึกที่ถูกต้องนั้น แท้จริงแล้วก็คือ "ปัญญา" นั่นเอง

๑๗.จงจำไว้ว่า ปัญหาอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่านก็คือความทุกข์ ความกลัดกลุ้มใจ และความทุกข์นั้นก็จะไม่หมดไปได้เพราะการไหว้วอนบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ แต่มันจะหมดไปจากใจท่านได้ ถ้าท่านมีปัญญารู้เท่าทันตามเป็นจริงในสิ่งที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์นั้น

๑๘.ดังนั้นในการฝึกสมาธิทุกครั้ง ท่านจึงต้องกำหนดจิตให้สงบเสียก่อน จากนั้นจึงเอาจิตที่สงบนั้นมาพิจารณาทบทวนปัญหาที่ทำให้ท่านเป็นทุกข์
:idea: :idea:
แนบไฟล์
ปั่นแสวงบุญ (20).JPG
ปั่นแสวงบุญ (21).JPG
ปั่นแสวงบุญ (22).JPG
พระพุทธบาทตากผ้า : ตำนานวัดพระพุทธบาทตากผ้า (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ตำนาน วัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้กล่าวไว้ว่าในสมัยพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าได้เสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ในดินแดนสุวรรณภูมิ (ประเทศไทยในปัจจุบัน) พระองค์ได้เสด็จไปในที่ต่าง ๆ กระทั่งเสด็จถึงบริเวณวัดพระพุทธบาทตากผ้าแห่งนี้ซึ่งเป็นผาลาด จึงได้ทรงอธิษฐานประทับรอยพระพุทธบาทลง ณ ที่แห่งนี้ เพื่อเป็นที่สักการบูชาของมวลเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายและพระองค์ได้ตรัสให้พระอานนท์เอาจีวรไปตากบนผาลาด ใกล้บริเวณที่ประทับ ซึ่งปรากฏเป็นรอยเลือนลางอยู่ ดังนั้น วัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดพระพุทธบาทตากผ้า” มาถึงทุกวันนี้

ประมาณ พ.ศ. ๑๒๐๐ พระนางจามเทวี พระราชธิดาในพระเจ้ากรุงละโว้ (ลพบุรี) ได้เสด็จมาครองนครหริภุญชัย (ลำพูน) พระนางได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ให้สร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทเป็นพุทธบูชา

พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้รับอาราธนาจากคณะสงฆ์จังหวัดลำพูน ซึ่งมีพระครูพุทธิวงศ์ธาดา วัดฉางข้าวน้อยเหนือ เจ้าคณะอำเภอปากบ่อง (ป่าซาง) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีหลวงวิโรจน์รัฐกิจ (เปรื่อง โรจนกุล) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ได้ทำการก่อสร้างวิหารจัตุรมุขจนสำเร็จ

พ.ศ. ๒๓๗๕ ครูบาอาจารย์หลายท่าน โดยมีครูบาป๋า ปารมี วัดสะปุ๋งหลวง เป็นประธาน พร้อมด้วยทายก ทายิกา ได้ก่อสร้างวิหารหลังใหญ่ค่อมมณฑปไว้อีกชั้นหนึ่ง

พ.ศ. ๒๔๘๖ คณะสงฆ์ โดยมีพระญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน วัดพระยืน เป็นประธาน พร้อมด้วยข้าราชการ ประชาชน ได้อาราธนาท่านครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก วัดป่าหนองเจดีย์ ต.ท่าตุ้ม อ.ป่าซาง มาเป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง และดูแลกิจการของวัด โดยมีพระอธิการศรีนวล อินฺทนนฺโท วัดช้างค้ำ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส

พ.ศ. ๒๕๐๒ ท่านครูบาพรหมา ได้เริ่มการพัฒนาวัดอย่างเต็มที่ โดยการลงมือทั้งก่อสร้างและซ่อมแซมถาวรวัตถุที่ทรุดโทรม เช่น พระวิหารจตุรมุข ได้ต่อเติมยอดมณฑปขึ้นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ก่อสร้างพระอุโบสถทั้งหลังเก่าและหลังใหม่ ศาลาการเปรียญทั้งหลังเล็กและหลังใหญ่ กุฏิแถว โรงเรียนพระปริยัติธรรม กำแพงวัดและอื่น ๆ เป็นที่ปรากฏอย่างที่เห็นใจปัจจุบัน
ปั่นแสวงบุญ (23).JPG
ปั่นแสวงบุญ (25).JPG
ปั่นตามหลังมันต้องปั่นเอื่อย ๆ จะเร็วเดี๋ยวก็แซงเขา มาสดุดใจที่คลองมีป้ายบอกว่า "ห้วยอีอ๋อย" ไวทันความคิดผมงัดกล้องกดแช๊ะเก็บไว้ได้ทัน เอาไว้ให้คุณนายชม คุณนายผมชือเล่นคือ "อ๋อย" ทุกคนจะเรียกชือว่า "คุณนายอ๋อย" แต่มาบ้านโฮ่งถูกเรียกว่า "อีอ๋อย" ๕๕๕๕๕.
ปั่นแสวงบุญ (26).JPG
ปั่นแสวงบุญ (27).JPG
ปั่นแสวงบุญ (28).JPG
เห็นขาว ๆ ข้างหน้านั่นไหมครับ? นั่นล่ะครับสัญญลักษณ์ของเมืองบ้านโฮ่ง เป็นหอนาฬิกามีที่เดียว ถ้าท่านเห็นหอนี้แสดงว่าท่านอยู่ ณ ตลาดบ้านโฮ่งซึ่งเปรียบเหมือนใจกลางเมืองบ้านโฮ่งทีเดียว แต่ต้องระวังจะสับสนกับเมืองฮอดนะครับ ผมสับสนเป็นประจำเพราะมันคล้าย ๆ กัน ทุกครั้งที่ปั่นถึงฮอดจะนึกว่าเป็นบ้านโฮ่งทุกครั้งไป ๕๕๕.จิตหนอจิตสับสนตลอดเวลา.
ปั่นแสวงบุญ (29).JPG
ปั่นแสวงบุญ (31).JPG
ปั่นแสวงบุญ (32).JPG
ปั่นแสวงบุญ (33).JPG
ปั่นแสวงบุญ (34).JPG
ปั่นแสวงบุญ (35).JPG
ปั่นแสวงบุญ (36).JPG
ออกจากวัดฉางข้าวน้อยใต้ เราปั่นชมวิวทิวทัศน์ท่ามกลางแสงแดดที่แผดจ้า ร้อนระอุดังกับอยู่ใกล้กับเตาเผา แต่โดยที่พวกเราชาชินเสียแล้วจึงไม่ได้สะทกสะท้านคงปั่นเล่นกันแบบชิลด์ ๆ ชมสองบรรยากาศข้างทางที่มีสิ่งต่าง ๆ มากมายให้ทัศนา ช่วงนี้ผมจะปั่นตามหลังปล่อยให้สองคนเขานำหน้าไปก่อน เพราะอย่างไรเสียวันนี้คงได้เพียงแค่ บ.โฮ่ง เท่านั้น ซึงเมื่อถึงบ้านโฮ่ง เราซึ่งไม่ได้เตรียมตัวที่จะหาที่พักแต่ลุงป๊อกแกมีอยู่ในใจแล้ว เมื่อถึง บ.โฮ่ง เราพากันไปหาซื้อเค็กลำใยไว้ทานช่วงเช้า ๆ ถ้ามาบ้านโฮ่งใครที่ไม่ได้ลองลิ้มชิมเค็กลำใย คิดเถอะครับท่านยังมาไม่ถึงบ้านโฮ่ง อร่อยและเป็นเอกลักษณ์จริง ๆ ผมปกติไม่ชอบทานเค็กเท่าไหร่ แต่พอมาลองชิมเค็กลำใยของที่นี่ทุกครั้งที่ผ่านไม่มีพลาดต้องหาซื้อติดมือกลับไปทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกันคุณนายถามทันที "เอาเค็กไหม?" ๕๕๕.ได้ไงถ้าไม่เอาใช่ม๊ะ?

หลังจากหาซื้อเค็กและบางสิ่งบางอย่างที่ตลาดเรียบร้อย ลุงป๊อกก็แนะนำสถานที่ ๆ เราจะพักนอนคือที่กรมการปกครอง ลุงแกเคยมาพักนอนเขาให้การต้อนรับดีมากห้องน้ำห้องท่าก็สะดวกสบาย เราปั่นย้อนกลับไปที่อาคารของกรมการปกครองปรากฏว่าเงียบไม่มีเจ้าหน้าที่ เราปั่นเลยไปที่ ๆ ลุงป๊อกเคยกางเต้นท์นอนสกปรกนิดหน่อย ไฟมีแต่น้ำยังไม่สำรวจ ผมตามหาเจ้าหน้าที่ปรากฏว่าพบแต่คนเฝ้า(น่าจะเมียภารโรง)พูดจ้อย ๆ สรุปครานี้เขาไม่อนุญาตุโดยแจ้งว่าทางหน่วยเหนือไม่ให้รับแขกและไม่ให้ใครมาพักเหมือนเดิมอีกแล้ว เนื่องจากเปลี่ยน ผอ.ใหม่และคนใหม่ก็ยังไม่เดินทางมาถึง คนเก่าก็ไปแล้วใครก็เลยไม่กล้าอนุญาตุ และยังไม่พอมีหนังสือกำชับมาด้วย จึงเป็นอันว่า "อด"

เราก็อำลาจูงรถออกมาข้างนอกเพื่อสนทนาปรึกษากัน ในขณะเดียวนั้นก็มีกลุ่มนักจักรยานพากันตรงดิ่งมาที่พวกเรา สวัสดีและทักทายพวกเราคุยกันนานพอสมควรทราบว่า เป็นนักปั่นประจำชอบการปั่นจักรยานและเห็นของพะรุงพะรังของพวกเรา ก็สนใจอยากเดินทางแบบพวกเราจึงได้มาขอความรู้และข้อคิดต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของคุณนายกับลุงป๊อกช่วยแถลงไขให้ แต่ก่อนทีมเรามีลุงดมเป็นประชาสัมพันธ์ บัดนี้ลุงดมท่านจากพวกเราไปแล้วงานประชาสัมพันธ์จึงตกเป็นของเราทั้ง ๓ คนช่วยกัน สนทนากันนานครับ สุดท้ายน้อง ๆ ก็แนะนำให้ไปพักที่วัดบ้านห้วยกาน สะดวกสบายและสะอาดด้วย ผมไม่ได้ถามว่าแล้วพระท่านอนุญาตุหรือ? แต่พวกเขาก็คุยกันเองฟังได้ว่า พระไม่น่าจะมีปัญหา พวกเรานั้นชาชินเสียแล้วกับเหตุการณ์ของความผิดหวัง เราเชื่อว่วถ้าวัดนี้ไม่ได้ไปวัดใหม่ต่อไปมันต้องได้สักวัดซิน๊ะ แต่ครานี้ความผิดหวังมันเกิดก่อนครั้งต่อไปอาจจะผิดหวังซ้ำสอง-สาม ไม่แน่น๊ะ ทุกสิ่งอย่างมันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ก็ตามไปครับว่าที่วัดท่ากานนี้พวกเราจะผิดหวังกันอีกหรือไม่.
แก้ไขล่าสุดโดย Deang-sarapee เมื่อ 25 ก.ย. 2017, 16:15, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 25 ก.ย. 2017, 05:18

:idea: :idea: ๑๙.ท่านจะต้องรู้ความจริงด้วยว่า ปัญหาหลาย ๆ อย่างท่านไม่สามารถจะแก้ไขมันได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ตามสภาวะแวดล้อมของมัน แต่หน้าที่ของท่านคือท่านจะต้องพยายามหาวิธีทำกับมันให้ดีที่สุด โดยคิดว่าท่านได้ทำดีที่สุดเพียงเท่านี้ ผลจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ช่างมันปัญหามันจะหมดไปหรือไม่ก็ช่างมัน ท่านจะได้หรือจะเสียก็ช่างมัน ท่านทำหน้าที่ของท่านได้ดีที่สุดแล้ว ท่านก็ถูกต้องแล้ว เรื่องจะดีร้ายได้เสียมันก็ไม่ใช่เรื่องของท่าน

๒๐.ท่านจะต้องเปิดใจให้กว้าง ให้ยอมรับในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามเหตุปัจจัยของมัน เช่นเรื่องไม่ดีที่ไม่น่าปรารถนา มันก็อาจจะเกิดขึ้นกับท่านได้ตามเหตุปัจจัยของมัน เพราะทุกสิ่งเป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไร บางทีมันก็ดี บางทีมันก็ไม่ดี มันเป็นอยู่อย่างนี้เอง เรื่องไม่ดีที่ไม่น่าปรารถนานั้น แท้จริงมันเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่โลกนี้มานานแล้ว ทุกคนที่เกิดมาในโลกก็ล้วนแต่จะต้องประสบกับมันทั้งนั้น แม้ว่าอาจจะมีลักษณะแตกต่างกันบ้างก็ตาม เรื่องไม่ดีไม่น่าปรารถนานั้น ไม่ใช่เกิดมาจากอำนาจของเทวดาฟ้าดินที่ไหนเลย มันเป็นของธรรมดาที่มีอยู่ในโลกอย่างนี้เอง. :idea: :idea:


:o :o อ.บ้านโฮ่ง นี้มีประวัติที่ยาวนานมาพอสมควร ผมเคยมาอยู่และเคยมีแฟน(๕๕)เป็นชาติตระกูลคนบ้านโฮ่งดั้งเดิม คนแก่ ๆ ก็เคยเล่าให้ฟัง สมัยหนุ่มชอบดื่มมากกว่าที่จะจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็เรียนประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอกด้วย คือมีความฝักใฝ่เรื่องประวัติศาสตร์แต่ไม่ชอบจะเก็บเรื่องราว(แย่) มีอาจารย์ท่านหนึ่งสนิทกันมาก เป็นญาติทางคุณนายท่านเขียนหนังสือประวัติคนเมืองยอง ซึ่งมีเรื่องของคนบ้านโฮ่งรวมอยู่ด้วย น่าสนใจครับ วันนี้ขอก๊อปปี้จากสารานุกรมเสรีมาให้ได้อ่านเป็นน้ำจิ้มกัน รายละเอียดผู้สนใจไปค้นคว้าได้ ถ้าเจอท่าน อ.ที่ผมอ้างถึงผมจะขออนุญาตุท่าน เพื่อขอนำเรื่องมาเผยแพร่ต่อไปครับ :) :)

:idea: :idea: อำเภอบ้านโฮ่งเดิมมีฐานะเป็นตำบลขึ้นกับอำเภอป่าซาง แยกเป็นกิ่งอำเภอบ้านโฮ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2460 และได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2499 ในสมัยพระเจ้ากาวิละฟื้นฟูบ้านเมืองได้กวาดต้อนผู้คนจากเมืองยองและเมืองใกล้เคียงมาไว้ที่เมืองลำพูน โดยตั้งเมืองลำพูนขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2348 ส่วนทางเมืองยองเองเจ้านายของเมืองยองก็ไม่คิดขึ้นกับล้านนาแต่ยังยินยอมสวามิภักดิ์กับพม่าพาผู้คนจำนวนหนึ่งกลับไปตั้งเมืองใหม่เป็นเมืองยองสืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน ในการฟื้นฟูเชียงใหม่นั้นพระเจ้ากาวิละได้เทครัวคนจากเมืองอื่นๆมาหลายครั้ง สำหรับชาวยองมีการเทครัวลงมาจากเมืองยองราว พ.ศ. 2351-2353 และ พ.ศ. 2356 หลังจากนั้นก็ยังมีอีกแต่ไม่เด่นชัด

การอพยพผู้คนมายังล้านนา พวกเจ้าก็จะให้อยู่ในเมืองพร้อมไพร่ที่คอยรับใช้บางส่วน ไพร่ที่ถูกกวาดต้อนมา หากเป็นช่างฝีมือหรือไพร่ชั้นดีกำหนดให้อยู่ในเมือง เช่น กลุ่มไทใหญ่มีฝีมือในการปั้นหม้อให้อยู่บริเวณ ช้างเผือก ช้างม่อย วัวลาย (ในตัวเมืองเชียงใหม่ปัจจุบัน) ส่วนไพร่ไร้ฝีมือจะให้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่นอกเมืองเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกร เช่น ยองที่ลำพูนและสันกำแพง เมื่อตั้งถิ่นฐานแล้วสักระยะหนึ่งชุมชนขยายใหญ่ขึ้นก็เกิดการกระจายตัวออกจากเวียงยองสู่ป่าซางและบ้านโฮ่ง พวกที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่จะตั้งชื่อบริเวณที่ตนมาอยู่อาศัยใหม่ตามชื่อหมู่บ้านเดิมที่ถูกกวาดต้อนลงมา แต่บางแห่งก็ตั้งชื่อตามลักษณะทางกายภาพของทำเลที่ตั้งใหม่

อำเภอบ้านโฮ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้
:ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอเวียงหนองล่อง
:ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอป่าซางและอำเภอแม่ทา
:ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอทุ่งหัวช้าง อำเภอลี้ และอำเภอฮอด (จังหวัดเชียงใหม่)
:ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอจอมทอง (จังหวัดเชียงใหม่)

คำขวัญ : ถ้ำหลวงงดงาม ลือนามหอมกระเทียม ลำไยรสเยี่ยม พระเจ้าสะเลียมหวาน เลิศล้ำน้ำตก งามแท้แค่หลวงตางาม บูชาพระเจ้าตนหลวง บวงสรวงพระบาทสามยอด
:idea: :) :)
แนบไฟล์
ปั่นแสวงบุญ (35).JPG
ปั่นแสวงบุญ (36).JPG
ปั่นแสวงบุญ (37).JPG
ปั่นแสวงบุญ (38).JPG
ปั่นแสวงบุญ (39).JPG
ปั่นแสวงบุญ (40).JPG
ปั่นแสวงบุญ (41).JPG
ปั่นแสวงบุญ (42).JPG
ปั่นแสวงบุญ (43).JPG
ผมอำลาจากวงสนทนาล่วงหน้าไปก่อน เพราะถ้าไม่มีใครขยับการสนทนาก็คงยาวไปอีกแน่ ๆ เนื่องจากเด็ก ๆ เขาสนใจทัวร์ริ่งจริง ๆ ยิ่งมาได้ฟังคำบอกของคุณนายและการตอบปัญหาจากลุงป๊อก เขายิ่งศรัทธาอยากรู้เพิ่มมากขึ้น ๆ

ผมปลีกตัวออกจาวงสนทนาไปเลี้ยวบริเวณยูเทิร์นเพื่อไปวัดห้วยกานตามที่เด็กเขาบอกให้ ชลอ ๆ เพื่อรอทั้งสองคนด้วยเมื่อเห็นว่าตามมาผมก็ปั่นเข้าไปในวัด เจอชาวบ้านเขากำลังประชุมเตรียมจัดงานสลากภัตร

สลากภัต (บาลี: สลากภตฺต) เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎก เป็นชื่อเรียกวิธีถวายทานแก่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง โดยการจับสลากเพื่อแจกภัตตาหารหรือปัจจัยวัตถุที่ได้รับจากผู้ศรัทธาถวาย เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธาที่มีปัจจัยวัตถุจำกัดและไม่สามารถถวายแก่พระสงฆ์ทั้งหมดได้[1]

โดยสลากภัตนับเนื่องในสังฆทานที่มีอานิสงส์มาก เพราะถือว่าแม้จะตั้งสลากถวายกับพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่จับสลากได้ ย่อมเท่ากับถวายกับพระสงฆ์ทั้งหมด เพราะสลากที่จับนั้นพระสงฆ์ทุกรูปในอารามนั้นมีสิทธิ์ได้ นอกจากนั้นสลากภัตยังเป็นหลักการในพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้เพื่อสร้างจิตสำนึกความเท่าเทียมกันและสร้างความเป็นอันหนึ่งเดียวกันแก่คณะสงฆ์[2]

ในประเทศไทย มีประเพณีสลากภัต ภาคเหนือเรียกว่า ประเพณีทานก๋วยสลาก ตามวัดต่าง ๆ โดยจัดในช่วงเดือน 6 จนถึงเดือน 8 ซึ่งเป็นช่วงผลไม้อุดมสมบูรณ์[3] โดยมีการรวมตัวของคณะศรัทธาทั้งหมู่บ้านนำผลไม้และสำรับคาวหวานไปตั้งเป็นสลากถวายพระภิกษุที่นิมนต์มาจากวัดต่าง ๆ เป็นประเพณีใหญ่สำหรับหมู่บ้านและวัดนั้น ๆ โดยในแต่ละภูมิภาคมีรายละเอียดการจัดประเพณีแตกต่างกันไป
(จากวิกิมีเดีย)
ปั่นแสวงบุญ (47).JPG
ปั่นแสวงบุญ (49).JPG
ปั่นแสวงบุญ (50).JPG
ปั่นแสวงบุญ (51).JPG
ปั่นแสวงบุญ (53).JPG
ปั่นแสวงบุญ (56).JPG
แต่ชาวบ้านเขาก็มีน้ำใจดีงามมาก ๆ เมื่อพวกเราเข้าไปพอเห็นแรก ๆ เขา งง ๆ คงคิดอะไรวะประมาณนั้น พวกเราก็ทำอะไนไม่ถูกต้องถอยออกไปนอกวัด ใจนึกครั้งแรกนะว่า "กูว่าแล้ว..ผิดหวังแหง ๆ วันนี้คงเป็นวันซวยละกระมัง" แป๊บเดียวขณะที่เรากำลังเดินเก็บภาพวัด มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาสอบถาม เมื่อทราบวัตถุประสงค์ก็อธิบายให้พวกเราฟังว่ากำลังประชุมจะจัดงาน เดี๋ยวเลิกประชุมจะนำไปพักขอให้รอนิดหนึ่ง ก็ไม่เป็นไรแต่ผมเริ่มใจร้อนเพราะเย็นมากแล้วกลัวจะเสียเวลา แต่เป็นความโชคดีและเป็นบุญ-วาสนาที่จะทำให้เราไม่มีอคติต่อวัด การประชุมเสร็จสิ้นพอดีคณะกรรมการมีทั้งผู้ใหญ่บ้าน ลูกบ้านต่างเข้ามาสนทนาและเชิญพวกเราให้ไปเลือกสถานที่ เราก็เลือกไม่ถูกเพราะพรุ่งนี้เช้าเขาจะมีงาน สุดท้ายลุงหมื่นอายุรุ่นราวคราวเดียวลุงป๊อก ตัดสินใจพาไปดูที่อาคารเล็ก ๆ เหมาะที่จะกางเต้นท์พอดี

เมื่อกางเต้นท์ชำระร่างกายเรียบร้อย ต้มน้ำชงน้ำเต้าหู้ซอง(ช่วงพรรษาผมและคุณนายถืออุโบสถศีล)ครั้งแรกจะทำอาหารให้ลุงป๊อก แต่ลุงป๊อกก็ขอถือศีลอดขอเป็นน้ำปานะเหมือนที่เราสองคนทำ

น้ำปานะ ได้แก่ เครื่องดื่ม หรือ น้ำสำหรับดื่มที่คั้นจากผลไม้ ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาติแก่พระภิกษุให้รับ

ประเคนแล้วสามารถเก็บไว้ฉันได้ตลอด ๑ วัน ๑ คืน เรียกว่า ยามกาลิก ทรงอนุญาติไว้ ๘ อย่าง

๑. อัมพะปานะ น้ำมะม่วง ๒. ชัมพุปานะ น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า ๓. โจจะปานะ น้ำกล้วยมีเมล็ด

๔. โมจะปานะ น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด ๕. มะธุกะปานะ น้ำมะทรางต้องเจือด้วยน้ำจึงควร

๖. มุททิกะปานะ น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น 7. สาลุกะปานะ น้ำเหง้าบัว ๘. ผารุสะกะปานะ น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่

นอกจากน้ำปานะ ๘ อย่างแล้ว ท่านยังอนุญาตน้ำที่จะอนุโลมตามน้ำปานะไว้อีก เรียกว่า กัปปิยปานะอนุโลม คือน้ำปานะที่สมควร ซึ่งฉันได้โดยไม่เป็นอาบัติในเวลาวิกาล ได้แก่ น้ำปานะแห่งผลไม้เล็ก เช่น ลูกหวาย มะขาม มะงั่ว มะขวิด สะคร้อ และเล็บเหยี่ยว เป็นต้น

นอกจากนี้ยังอนุญาติให้ฉันน้ำปานะเหล่านั้นผสมกับน้ำตาล แล้วเคี่ยวไฟจนเข้มข้น (ยกเว้นที่ทำจากถั่วและนม)สามารถฉันได้ จัดเป็น อัพโพหาริก เช่น น้ำอัดลมในสมัยนี้ แม้นน้ำผลไม้สำเร็จรูป เช่น น้ำองุ่นที่กรองเนื้อออกดีแล้ว ก็ดื่มได้

(แต่เราสองคนไม่ได้เคร่งครัดมากนัก เพียงแค่งดของเคี้ยว ขบกิน เท่านนั้น จะนม กาแฟ โอวัลตีน ฯ ได้หมด)

เวลาพอสมควรเราก็พากันสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งภาวนากันจนอิ่มเต็มก็แยกย้ายกันพักผ่อน คืนแรกของการออกเดินทางเป็นอะไรที่มีความสุขมาก ๆ หลับดีตลอดคืนไม่มีฝันอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น ตื่นตี ๓ ลุกออกมาชมดาวเต็มท้องฟ้า เดินจงกรมแล้วนั่งภาวนาหาความรู้จนได้เวลา เรารีบเก็บสัมภาระเพราะเช้านี้แต่ ตี ๕ เริ่มมีชาวบ้านมาถวายทานแด่พระสงฆ์ และตรงที่พวกเรานอนก็เป็นที่สำหรับใช้ในการถวายทานของชาวบ้าน เราจึงต้องรีบเก็บของกัน เสร็จก็เข้าไปกราบลาท่านเจ้าอาวาส ท่านก็ขอโทษขอโพยที่เมื่อวานไม่ได้ออกมาต้อนรับ เพราะมัวแต่เทศน์ออกอากาศ ช่่วงเช้าก็ไม่ได้คุยกันดี ท่านยังขอให้พวกเราร่วมงานสลากภัตกับชาวบ้าน แต่เราเก็บของแล้วจึงจำต้องขอกราบลา ท่านอวยพรและเชิญให้พวกเรากลับมาอีกได้เห็นได้ยินพวกเราสวดมนต์นั่งภาวนา ชื่นชมท่านกล่าวว่า "หายากนะ" ก็เป็นความภูมิใจครับที่มีพระเห็นในสิ่งที่พวกเราทำ ๕๕ ก่อนจากไปอำลาสหายลุงป๊อก(คนที่อายุไล่เลี่ยกัน) ในภาพหน้าตาใจดีมาก ๆ เป็นครูเกษียณมาช่วยวัดจัดทำสวนสมุนไพร และดูแลพิพิธภัณฑ์ของวัด เสียดายเราไม่มีเวลา(ไม่อยากรบกวน)ชมสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ คงต้องกลับไปใหม่แน่นอน.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 25 ก.ย. 2017, 21:04

..สวัสดีครับ น้องแดง หลานนก และทุกท่าน ขอบคุณมาก..
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 26 ก.ย. 2017, 07:35

:idea: :idea: ๒๑.จงรู้จักธรรมะข้อที่ว่า "อนิจจตา" ซึ่งแปลว่าความไม่เที่ยง สิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น ความเปลี่ยนแปลงจากดีไปเป็นเลว เปลี่ยนจากความสมหวังไปเป็นผิดหวัง ฯลฯ ก็ล้วนแต่เป็นเพราะความเป็นของไม่เที่ยงของมันนั่นเอง ดังนั้นจงอย่าทุกข์เศร้าโศกกับเรื่องดีร้ายได้เสียกับที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่จงรู้จักมันว่า มันเป็นอย่างนี้เอง มันไม่เที่ยงแท้แน่นอนเลยสักสิ่งเดียว ถ้าท่านรู้อย่างนี้ด้วยความสงบของสมาธิ จิตของท่านก็จะไม่เป็นทุกข์เลย

๒๒.จงรู้จักธรรมะข้อที่ว่า "ทุกขตา" ซึ่งแปลว่าความเป็นทุกข์ จงจำไว้ว่า ชีวิตของคนเรานั้นล้วนแต่มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ลักษณะของความทุกข์นั้นได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความอาลัยอาวรณ์ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ความที่ได้รับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ความพลัดพรากจากคนรักหรือของรัก และความผิดหวัง เหล่านี้แหละคือความทุกข์ ที่คนทุกชาติทุกภาษาในโลกนี้กำลังประสบอยู่

๒๓.จงรู้จักธรรมะข้อที่ว่า "อนัตตา" ซึ่งแปลว่าความไม่ใช่ตัวเราหรือของเรา หรือความปราศจากแก่นสารที่ยั่งยืนถาวร ข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตนแก่นสารถาวรนั้น หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นมันจะมีอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง จะนานหรือไม่นานก็แล้วแต่เหตุการณ์ของมันเท่านั้นเอง มันไม่มีสิ่งใดจะคงอยู่ในโลกนี้ได้ตลอดไป ดังนั้น ตัวตนที่เป็นของยั่งยืนถาวรของมันจึงไม่มี ซึ่งสิ่งเหล่านั้น มันหมายรวมทั้งร่างกายและจิตใจของเราทุกคนด้วย :idea: :idea:
แนบไฟล์
มือถือ (121).JPG
มือถือ (122).JPG
ภาพที่ขณะเดินทางผมได้ส่งลงใน Line เพื่อให้เพื่อน ๆ และแฟนคลับที่ติดตามถ่ายจากกล้องมือถือช่วงเย็นและเช้า "เส่ว" คือคนรุ่นเดียวกันเกิดปีเดียวกับลุงป๊อก แกจัดอาหารการกินมาให้ ที่น่ารักแกจัดการแบ่งเป็น ๓ ส่วนเพื่อเราจะได้ไม่ต้องแย่งกันคือเท่ากันว่างั้น แต่ลุงป๊อกได้เปรียบครับเพราะเราสองคนไม่ทานเนื้อ เพราะอะไรที่เป็นเนื้อโยนให้ลุงป๊อกหมด งานนีอิ่มแปร้ครับ

ยังไม่พอครับพอเราขึ้นไปกราบลาพระอาจารย์ท่านเจ้าอาวาส ท่านเมตตาให้เณรจัดของกินของใช้ที่ชาวบ้านเขาเอามาถวายทานแบ่งให้อีก ต้องปฏิเสธท่านกันยกใหญ่ ขนไปไม่ไหวแล้วคราวหน้าจะมาอีก ท่านยังขอโทษขอโพยที่ไม่ได้ต้อนรับขับสู้เพราะติดงาน กำชับพวกเราให้มาปฏิบัติธรรมและมานอนหลาย ๆ คืน ชื่นชมพวกเราท่าบอกว่า "หายาก ยังไม่เคยเห็น ที่เห็น ๆ ก็ปั่นสนุกสนานที่มานอนวัดก็ไม่เห็นสวดมนต์ ชุดนี้มาแปลกแต่ดีนะ อนุโมทนาด้วยและขอให้รักษาแบบนี้ไว้ตลอดไป เดินมาถูกทางแล้วบั้นปลายชีวิต" เรากราบลาท่านด้วยความทราบซึ้งในเมตตาไมตรีที่ท่านและชาวบ้านมีต่อพวกเรา สัญญาว่าเราจะกลับไปเยี่ยมท่านตามคำเชิญแน่นอน.
ปั่นแสวงบุญ (58).JPG
ปั่นแสวงบุญ (59).JPG
ปั่นแสวงบุญ (60).JPG
ปั่นแสวงบุญ (61).JPG
ปั่นแสวงบุญ (62).JPG
ที่บ้านโฮ่งมีร้านอาหาร เจ ขายด้วย แสดงว่าชาวบ้านแถบนี้ก็มีผู้คนนิยมอาหาร เจ เช่นกัน ร้านนี้เรามาทุกครั้งเราต้องแวะเยี่ยมและอุดหนุนกันเป็นประจำ จนแม่ค้ารู้จักและจำกันได้ คราวนี้แม่ค้าให้กล้วยน้ว้ามาอีกหวีใหญ่ ๆ เรารับได้แค่หวีเดียวครั้งแรกแกให้ตั้ง ๓ หวี คงให้ครบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ประมาณนั้น ๕๕๕.แต่แบกไม่ไหวแล้วทั้งของวัดอีกเพียบเลย
ปั่นแสวงบุญ (63).JPG
ปั่นแสวงบุญ (64).JPG
ปั่นแสวงบุญ (67).JPG
ปั่นแสวงบุญ (68).JPG
ปั่นแสวงบุญ (66).JPG
ปั่นแสวงบุญ (69).JPG
ปั่นแสวงบุญ (70).JPG
เดินทางช่วงเช้าอยากบอกกับทุก ๆ ท่านว่า มันเป็นอะไรที่วิเศษเรียกว่าบรมสุขมาก ๆ ครับ อากาศเย็นสบายลมอ่อน ๆ โชยมาปะทะทำให้สดชื่น อากาศก็ดีมลภาวะไม่มี ปั่นไปเราก็คุยกันไปมีนัยะว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนสไตล์การปั่นของพวกเราคือ เราพากันตื่นแต่เช้าแล้วออกเดินทางมันน่าดีกว่า แต่อย่างว่าแหละครับ พวกเราถ้าเป็นทีม เขาก็เรียกว่า ทีม "สว." การตื่นเช้ามันคงขัดกับธรรมชาติแน่ ๆ ฉะนั้นให้เหตุการณ์มันกำหนดของมันเองเช่นวันนี้ ที่เราต้องรีบเพราะเขาจะได้ใช้พื้นที่ เรียกว่าเอาเป็นครั้งคราวดีกว่า

เราปั่นไปก็ชมธรรมชาติซึมซับความสุขไปเรื่อย ๆ ตาก็สอดส่ายหาที่สัปปายะสักแห่งเพื่อหยุดพักรับประทานอาหารมื้อเช้า ซึ่งพวกเรายังไม่ได้ทานมันมาเลย สออดส่ายจนไปเห็นยอดเจดีย์วัด ๆ หนึ่งที่กำลังซ่อมแซมเห็นว่าน่าสนใจ เราพากันแวะเข้าไป โชคดีเป็นของเรามีที่นั่งสบายกว้างขวาง ไม่มีใครวุ่นวาย เงียบ สงบจริง ๆ มีพระนอนที่เปลเล่นโทรศัพท์ เราเข้าไปแจ้งขออนุญาตุตามมารยาท ท่นก็อนุญาตุตามสดวกทุก ๆ อย่างใช้ได้ตามอัธยาศัย เราได้โต๊ะเก้าอี้ใหม่ที่ชาวบ้านเขาเอามาถวายวัด เป็นทีนั่งสำหรับมื้อนี้ เสร็จจากทานอาหารเดินชมรอบวัดเป็นดอยม่อนเล็ก ๆ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจนอกจากการปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ ถ้าแล้วเสร็จก็คงจะงดงามพอสมควร เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เจอท่านเจ้าอาวาสจะได้สนทนาความเป็นมาเป็นไป ท่านติดงานสลากภัต ซึ่งฤดูนี้ชาวภาคเหนือแทบจะทุกวัดจะจัดงานสลากภัติกัน เราอำลาวัดบ้านห้วยหละเพื่อเดินทางมุ่งสู้ อ.ลี้ ต่อไป.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 26 ก.ย. 2017, 07:43

""..สวัสดีครับ วันนี้ อังคาร ที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๐ .. มีข่าวดีมาบอก พรุ่งนี้ จะมีชายวัย ๗๔ ปี "..พายเรือไปกราบพ่อ.."

“..พายเรือไปกราบพ่อ..”
---------
แรงบันดาลใจ :-
เมื่อช่วงสายของวันศุกร์ ที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๐ ขณะภายเรือออกกำลังกายอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าเรือวัดบางน้ำผึ้งนอก ต.บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ไปยังท่าเรือปากคลองแพ ต.บางกอบัว อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ได้เกิดความคิดขึ้นว่า ตัวเองมีเรือพาย มีสุขภาพร่างกายและจิตใจดี ควรที่จะทำสิ่งดี ๆ ให้เกิดประโยชน์กับผู้อื่น อันจะทำให้ชีวิตมีค่า และอีกแรงบันดาลใจหนึ่งคือ “พ่อหลวง” เสด็จสู่สวรรคาลัย

วัตถุประสงค์ : -
๑. ”พ่อหลวง” เสด็จสู่สวรรคาลัย สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า นายเนตร สงวนสัตย์
๒. ย้ำเตือนตนน้อมนำพระบรมราโชวาทฯ ที่เป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชนมาปฏิบัติ อาทิ “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากอยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”
— พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(พิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, 11 ธันวาคม 2512)
๓. สร้างจิตสำนึกให้กับผู้อื่น ในด้านการสร้างเสริมสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย “..กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ.. – อโรคยา ปรมาลาภา = ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ..”

กำหนดดำเนินการ : ระหว่างวันอังคารที่ ๒๗ – ๓๐ ก.ย.๒๕๖๐ เริ่มกิจกรรมวันอังคารที่ ๒๗ ก.ย.๒๕๖๐ เวลา ๐๗.๕๙ น. ณ ท่าเรือวัดบางกอบัว ต.บางกอบัว อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

สถานที่ดำเนินการ :-
แม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าเรือวัดบางกอบัว อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ – ท่าราชวรดิฐ ระยะทาง ๒๔ กิโลเมตร (น่าจะใช้เวลาประมาณ ๒ วัน)

พาหนะที่ใช้ในกิจกรรม : เรือคายัค แบบ NOMAD

ผู้ดำเนินการพายเรือไปกราบพ่อ :-
นายเนตร สงวนสัตย์ (ลุงเนตร) อายุ ๗๔ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๔๖๕ ซอยจ่าโสด ถนนทางรถไฟเก่า แขวงบางนา เขตบางนา กทม. โทร.๐๘๙-๘๑๓๓๙๓๖

ผลที่คาดว่าจะได้รับ : -
๑. หลังจากสื่อต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์กิจกรรม “พายเรือไปกราบพ่อ” ว่าชายวัย ๗๔ ปี ทำได้อย่างไร (ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น) เพราะอะไรถึงทำได้ (ออกกำลังการเป็นประจำมาตลอดชีวิตตั้งแต่ ม.ต้น) ทำให้ผู้ที่ยังไม่ได้รักตัวเอง ด้วยการไม่ออกกำลังกาย เกิดจิตสำนึกรักตัวเอง เริ่มออกกำลังกายเสริมสร้างสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ ทำให้
สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ไม่ป่วย ไม่ทุกข์.
๒. ตัวเองได้ออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพดี และได้ความภูมิใจ ซึ่ง “สุขภาพดีและความภูใจ ไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง”
-----------------------
....ท่านที่พบเห็น โบกมือทักทาย ให้กำลังใจ จักเป็นพระคุณยิ่งครับ.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 26 ก.ย. 2017, 09:32

สวัสดีครับลุงแดง ลุงเนตรและทุกท่าน

คอยติดตามลุงทั้งสองอยู่ครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 27 ก.ย. 2017, 06:01

:idea: :idea: เมื่อทุกสิ่งเป็นของไม่เที่ยง ชวนแต่จะทำให้เราเป็นทุกข์กับมัน และไม่ใช่สิ่งที่เป็นแก่นสารถาวรเช่นนั้นแล้ว เราจะมัวไปหลงใหลอยากได้อยากเป็นอะไรในมันให้มากเรื่องไปโดยเปล่าประโยชน์อีกเล่า ?

๒๕.ในการฝึกสมาธินั้นให้เวลาแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงแรก ต้องกำหนดจิตให้สงบ ไม่ต้องคิดเรื่องอะไร ส่วนช่วงที่ ๒ จึงอาศัยจิตที่สงบเป็นตัวพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อย่างรอบคอบ

๒๖.พอครบเวลาที่กำหนดไว้แล้ว เมื่อจะเลิกนั่งสมาธิ ก็ให้ตั้งความรู้สึกไว้ว่า ต่อจากนี้ไปท่านจะมีสติพิจารณาสิ่งต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งการพิจารณานั้น ท่านจะพิจารณา ให้เห็นสภาพเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้น ซึ่งล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้กฏแห่ง ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีแก่นสารถาวรทั้งสิ้น. :idea: :idea: :idea:



:shock: :shock: ...เสียดายจริง .... :( :(
แนบไฟล์
234459.jpg
ก่อนอื่นเรามาร่วมกันอนุโมทนาบุญกัยคุณพี่เนตรของผม ที่ท่านคิดทำโครงการกระทำความดีเพื่อพ่อ พายเรือขยัคไปกราบพ่อในวันที่ ๒๗ - ๓๐ ก.ย.๖๐ นี้ การพายเรือเป็นวัน ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ผมเคยฝึกหัดพายเรือเกือบ ๆ จะเป็นและก็พายเป็นนิด ๆ หน่อย ๆ รู้รสของผลว่าพายเรือมันเหนื่อยพอ ๆ กับการปั่นจักรยาน โดยเฉพาะช่วงหัวไหล่ ถ้าจิตใจไม่มั่นคงจริง ๆ ๓ วันถือว่าสาหัสครับ เราก็มาร่วมกันอวยพรให้พี่เขาทำสำเร็จตามประสงค์และอวยพรให้เดินทางปลอดถัย ปราศจากอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง เอาใจไปฝากพ่อในวังก้มกราบพ่อแล้วอธิษฐานจิต ขอให้หลับให้สบายปล่อยวางทุกสิ่งอย่างแม้ความห่วงใยในไพร่ฟ้าประชาชน พ่อเหนื่อยกับพวกเรามาทั้งชีวิต ให้พ่อได้พักผ่อนเถิดในสรวงสวรรค์ พวกเราจะร่วมด้วยช่วยกันประคับประคองแผ่นดินที่พ่อสร้างและดูแล ต่อไป

มันผู้ใดกระทำให้ชาติล่มจม มันผู้นั้นจะถูกพระสยามเทวาธิราชลงโทษเอง ใครอย่าได้หาญกล้าไปรบกวนใต้ฝ่าละลองธุลีพระบาทอีกเลย พระองค์ท่านเหนื่อยจริงแล้วได้เวลาพักผ่อนของพระองค์ท่านแล้ว.
ปั่นแสวงบุญ (71).JPG
ปั่นแสวงบุญ (72).JPG
ปั่นแสวงบุญ (74).JPG
ปั่นแสวงบุญ (75).JPG
ออกจากวัดห้วยหละเราก็ปั่นเรื่อยเอื่อยอ้อยอิ่งตามประสาคนแสวงหาความสุข ผ่านหมู่บ้านสองข้างทางสังเกตุเห็นชาวบ้านเริ่มเก็บหอมกระเทียมกันแล้ว เข้าไปคุยกับชาวบ้าน ผมแทบน้ำตาล่วงสงสารชาวบ้านครับทำนาข้าวก็ไม่ได้ราคา ปลูกหอมกระเทียมก็ถูกกดราคา แต่ก่อนแต่ไรมันก็ไม่รุนแรงเหมือน ๓ - ๔ นี้ ยังพอมีกำไรทำให้มีแรงใจต่อสู้กันไป เดี๋ยวนี้เขาหมดกำลังใจจริง ๆ ผมก็ได้แต่แสดงความเห็นอกเห็นใจและให้กำลัง ชีวิตก็มีขึ้นมีลงอดทนเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

เราปั่นผ่านมองทางขวามือะเห็นพระเจดีย์เรียงกันสามยอด ผมรู้สึกได้ว่าอยากเข้าไปเที่ยวจัง แต่ประชาธิปไตยแพ้เสียง ๓:๑ ครับเขาไม่ไปผมก็เลยได้แต่เมียงมองแล้วก็เก็บภาพ

ประวัตินิทานปรำปราที่ผมพอทราบมาว่า "ตามตำนานได้กล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาดอยสามยอดแห่งนี้ และพระพุทธองค์ได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ วันหนึ่งได้มีสุนัขหิวน้ำได้มาขอน้ำกิน พระพุทธเจ้าจึงใช้พระหัตถ์ขุดเป็นบ่อเล็ก ๆ และทรงตักน้ำให้สุนัขกิน บ่อน้ำแห่งนี้จึงกลายเป็นบ่อน้ำทิพย์ และมีน้ำซึมออกมาทั้งปี และมีแม่หม้ายคนหนึ่งทราบข่าวว่ามีพระสงฆ์มาพักที่ดอยแห่งนี้ จึงนำสังฆทานมาถวาย ๓ ชุด ต่อมาสังฆทาน ๓ ชุดนั้นได้กลายเป็น “ดอยสามยอด” ฟังหูไว้หูแล้วพากันไปเที่ยวกราบไหว้แล้วค่อยไปพิสูจน์กันนะครับ.
ปั่นแสวงบุญ (76).JPG
ปั่นแสวงบุญ (77).JPG
ปั่นแสวงบุญ (78).JPG
ปั่นแสวงบุญ (80).JPG
ปั่นแสวงบุญ (81).JPG
ปั่นแสวงบุญ (82).JPG
ปั่นแสวงบุญ (83).JPG
ผ่านเลยพระพุทธบาทสามยอดมาอย่างน่าเสียดาย ช่วงปั่นต่อจากพระบามสามยอดผมเลยถือโอกาสบึ่งไปก่อนไม่ใช่น้อยใจหรือโกรธอะไรแต่อยากไปให้ถึงที่หมายเร็ว ๆ เรารู้แล้วว่าที่หมายวันนี้คือ พระบาทผาหนาม ช่วงที่ปั่นหนีไปข้างหน้าพลันก็ต้องชงักกับป้ายบอกทางให้เข้าไปชมกับถ้ำ ๆ หนึ่งห่างจากถนนใหญ่แค่ ๒ กิโลเมตรเอง ผมสนใจหยุดจอรถรอทั้ง ๒ คน และขอเข้าไปเยี่ยมชมถ้ำดังกล่าว ปรากฏครานี้ไม่ขัดใจครับ เป็นอันว่าได้ไปชมและก็ไม่ผิดหวังได้เห็นอะไรแปลก ๆ และได้ทราบอะไรดี ๆ อีกเพียบ.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 27 ก.ย. 2017, 09:17

สวัสดีลุงแดงและทกท่านครับ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 28 ก.ย. 2017, 05:26

:idea: :idea: ๒๗.จงเตือนตัวเองว่า ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงมันไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันจะเกิดเรื่องดีที่ถูกใจเราเมื่อไหร่ก็ได้ หรือมันจะเกิดเรื่องไม่ดีและขัดใจเราเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นมันไม่เที่ยง ดังนั้นเราจึงต้องทำจิตให้พร้อมรับสถานการณ์เหล่านั้นอยู่เสมอ โดยไม่ต้องดีใจหรือเสียใจไปกับเรื่องเหล่านั้น

๒๘.จงพยายามทำจิตให้ปล่อยวางอยู่เสมอ หมายความว่าท่านจะต้องพยายาม รักษาจิตให้สะอาด อย่าคิดอะไรให้ตัวเองเป็นทุกข์ อย่าอยากได้อยากเป็นอะไรจนเกินพอดี อย่าถือตัว อย่าทิฏฐิมานะ รักษาจิตให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ จงน้อมจิตให้มองเห็นสภาวะที่สงบ และสะอาดอยู่เสมอ วิธีนี้จะทำให้จิตใจของท่านสงบเย็น ผ่องใส และไม่เดือดร้อนได้เป็นอย่างดีที่สุด
:idea: :idea:
แนบไฟล์
ปั่นแสวงบุญ (85).JPG
ปั่นแสวงบุญ (86).JPG
ปั่นแสวงบุญ (87).JPG
ปั่นแสวงบุญ (88).JPG
ปั่นแสวงบุญ (89).JPG
ปั่นแสวงบุญ (90).JPG
ปั่นแสวงบุญ (91).JPG
ปั่นแสวงบุญ (92).JPG
ปั่นแสวงบุญ (93).JPG
มือถือ (135).JPG
มือถือ (137).JPG
มือถือ (138).JPG
มือถือ (139).JPG
มือถือ (140).JPG
มือถือ (141).JPG
มือถือ (142).JPG
มือถือ (144).JPG
อรุณสวัสดิ์ หลานนกและทุกท่านที่เคารพครับ ผมบอกเกริ่นไว้แต่เมื่อวานว่า ที่ถ้ำดอยผาเวียงมีอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจเยอะพอสมควร ผมนำภาพที่เห็นพอจะเรียกน้ำย่อยให้เกิดตัณหามาฝากครับ มีหม้อไหที่อายุนับร้อยปีดีดเสียงดังปิ๊ง ๆ ไพเราะน่าฟังมีภาพพระพุทธเจ้าที่เขาอ้างว่าเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ซึ่งผมก็ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนจริง ๆ เราคิดจะเดินสำรวจถ้ำ แต่บอกตรง ๆ ครับผมกับถ้ำไม่ค่อยถูกกันเท่าใด ครานี้ผมขอไม่โหวตออกเสียงคือ ปฏิเสธลูกเดียวเรียกว่างดออกเสียง ใครจะไปก็เชิญผมจะนั่งรอหน้าถ้ำนี่แหละ สรุปเราไม่ได้เข้าไปสำรวจในถ้ำ ถามว่าเสียดายไหม ตอบ "ไม่" เพราะตลอดชีวิตรับราชการผมตระเวณมุดถ้ำนั้นออกถ้ำนี้เพื่อตามติดยาเสพติดมาอย่างโชกโชน

มีครั้งหนึ่งพวกเราสามารถยึดโรงงานที่ผลิตเฮโรอีนในถ้ำได้ที่ อ.แม่สาย ก่อนเข้ายึดผมได้สืบทราบโดยสายข่าวพิเศษที่เราต้องเสียเงินเลี้ยงดูเขา(เบิกหลวงไม่ได้)เป็นภาระมาก รายงานให้ผมทราบผมก็รายงานต่อนายในที่ประชุมประจำเดือน โอ้..เป็นเรื่องนายใหญ่ด่าผมเสีย ๆ หาย ๆ ในที่ประชุมต่อหน้าธารกำนัลนับสามสี่สิบคน(ระดับบิ๊ก ๆ ทั้งนั้น) ถามผมอายไหม? ไม่ แต่น้อยใจมาก ๆ ที่ผลงานแบบนี้น่าจะเป็นชิ้นโบว์แดง เพราะไม่เคยมีประวัติการผลิตเฮโรอีนในถ้ำ ซึงนายใหญ่ท่านก็บอก "กูทำงานยาเสพติดมาตลอดชิวิต กูยังไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ข่าว ต่อไปอย่าเอาข่าวชุ่ย ๆ แบบนี้มาเข้าที่ประชุม มึงก็น่าจะรู้ดี มันเป็นไปไม่ได้" ผมจำคำบริภาษที่มีต่อผมได้ทุกคำยามใดที่จิตตกเสียงนี้จะก้องในหูตลอด ๕๕.

กลับจากการประชุมเก็บเรื่องนี้คาใจ เจ็บใจ ผมเรียกประชุมทีมงานของผม และถือเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษให้ทุกคนช่วยกันติดตามข่าว ผมให้ตำรวจปลอมตัวเป็นชาวบ้านไปขลุกอยู่กินในพื้นที่เป็นเวลาถึง ๖ เดือน และให้สายข่าวพิเศษติดตามข่าวคู่ไปกับตำรวจ รวมระยะเวลาทั้งสิ้นเกือบปี(ใช้เงินส่วนตัวทั้งสิ้น) ในที่สุดผมสามารถทลายโรงงานผลิตยาเสพติดโรงนี้ได้ ผลผมไม่ได้รับคำชื่นชมหรือแสดงความยินดีใด ๆ ทั้งสิ้นนายหลาย ๆ คนทำเมินเหมือนไม่มีอะไร(พวกขุนพลอยพยัก) มีแต่ทีมข่าวของอเมริกันที่ตื่นเต้นให้ความสำคัญและเข้ามาดูแล

นับจากวันนั้นเป็นต้นมาชีวิตผมเริ่มเปลี่ยน จาก "ดัง" กลายเป็น "ดับ" ไม่ทราบสาเหตุจนทุกวันนี้คลางแคลใจมาก หรือนี่คือวิบากกรรม กรรมตัดรอนในชาติปัจจุบัน หลังจากเรื่องนี้ผ่านไปได้ระยะหนึ่ง ลุถึงปีใหม่ ๒๕๓๒ วันที่ ๑ มกราคม ผมจึงประกาศตัวเองหยุด เลิก อบายมุขทุกสิ่งอย่างเดินหน้าทางธรรมลูกเดียว การงานทำปกติไม่โลดโผนปล่อยให้ "สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม"

ขอจบแค่นี้ครับ "ลืม" เริ่มต้นใหม่ดีกว่า อดีต อนาคต เป็นของไม่เที่ยง ปัจจุบันเที่ยงแท้แน่นอนรักษาจิตของเราให้ดีเหมือนธรรมะ ข้อ ๒๗,๒๘ ที่นำเสนอข้างบนนั่นหละ.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย NOKNICE » 28 ก.ย. 2017, 08:50

น่าเห็นใจครับลุง มีนายแบบไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆที่อาจเกิดขึ้น แทนที่จะรับฟังแล้วมาวิเคราะห์หาความเป็นไปได้ก่อนตัดสินใจ

Re: ......จักรยานธุดงค์..........

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 29 ก.ย. 2017, 04:39

:idea: :idea: ๒๙.จงตั้งใจไว้ว่า แม้ท่านจะออกจากนั่งสมาธิแล้ว แต่ท่านก็จะรักษาจิตให้สะอาดผ่องใสและไม่ถือมั่น ไม่แบกสิ่งต่าง ๆ มาไว้ในใจให้หนักเปล่า ๆ เลย ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สมาธิเกิดอยู่ในจิตใจตลอดเวลา

๓๐.จะคิดอะไรก็จงคิดด้วยปัญญา คิดเพื่อจะทำให้เกิดความถูกต้อง คิดเพื่อที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้พวกเขาได้รับความสุขสงบในชีวิต คิดเพื่อจะทำหน้าที่ของท่านให้ดีที่สุด คิดจะทำให้ตัวเองและคนอื่นสัตว์อื่นมีความสุขและไม่มีความทุกข์อยู่เสมอ

๓๑.จงจำไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะมาทำให้ท่านเป็นทุกข์ได้ นอกจากความคิดผิดของท่านเอง ถ้าท่านคิดผิด ท่านก็จะเป็นทุกข์ ถ้าท่านคิดถูก ท่านก็จะไม่เป็นทุกข์ :idea: :idea:


:lol: :lol: อรุณสวัสดิ์หลานนกและทุก ๆ ท่านที่เคารพครับ ตามที่หลานได้ Comment ว่า "น่าเห็นใจครับลุง มีนายแบบไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆที่อาจเกิดขึ้น แทนที่จะรับฟังแล้วมาวิเคราะห์หาความเป็นไปได้ก่อนตัดสินใจ" มันก็ไม่เชิงนะคนระดับ Key man จะไม่มีสมองเพียงแต่...ขออีกนิดนะ...จะเล่านิทานที่ลุงเคยเล่าให้ลูกน้องและสอนเขาไว้(เคยเล่าไว้แล้วจำไม่ได้ในกระทู้ไหน)ว่า

มองดูฟ้าเบื้องบนซิ เราจะเห็นความแตกต่างของดวงดาวบนท้องฟ้า จะปรากฏดาวอยู่ ๓ ชนิด ชนิดแรกจะสุกสกาวเด่นเป็นสง่าไม่กระพริบแสงเลย นักวิทยาศาตร์ให้ชือว่า "ดาวฤกษ์" ชนิดที่สอง มีแสงกระพริบระยิบระยับพราวสะพรั่งเขาให้ชื่อว่า "ดาวนพพระเคราะห์" ชนิดที่สาม จะไม่ปรากฏให้เห็นในท้องฟ้า แต่บางเวลาจะพุ่งพาดผ่านท้องฟ้า ใหญ่บ้างเล็กบ้าง เขาให้ชือว่า "ดาวผีพุ่งใต้"

ยศฐาบรรดาศักดิ์ทางฝ่ายทหาร ตำรวจ ระดับที่จะเด่นเป็นสง่าปรากฏให้ชาวประชาเห็นต้อง "ติดดาว" คือต้องเป็นชั้นสัญญาบัตรเท่านั้น ดึงเอา "ดาวบนท้องฟ้ามาประดับเป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรี" อย่างที่บอกข้างต้นดาวมีสามชนิด พอมันลงมาติดที่บ่า คนติดดาวจึงแบ่งเป็นสามชนิดเช่นกัน ชนิดแรกคือพวกที่จบมาจากสถาบันที่เรียกว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ ชนิดที่สองคือพวกที่จบมาจากมหาวิทยาลัยเรียกว่า นบ.รบ.(พวกเนติบัณฑิตย์และรัฐศาสตร์บัณฑิต) พวกที่สามได้แก่พวกที่เลื่อนขึ้นมาจากชั้นประทวนเรียกว่า จปร.

ลุงมันเป็นดาวประเภทที่สาม ยามทีมันพุ่งดันพุ่งแรงจนกลายเป็นดาวค้างฟ้า ในที่สุดหนีกฏไตรลักษณ์ไม่พ้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป กลายเป็นที่เขม่นของบรรดาดาวชนิดแรกไป(โลภ โกรธ หลง) เมื่อคราวจะดับทำอะไร ๆ จึงไม่ถูกตาเพราะนายใหญ่ ๆ จริง ๆ ร้อยละ ๙๙ ต้องเป็นดาวชนิดแรกเท่านั้น มีครั้งหนึ่งเรียกว่าสัญญาณจะเป็นดาวร่วง ลุงสั่งให้นายตำรวจที่หนีฐานเขียนรายงานชี้แจง นายตำรวจคนนี้เป็นนักเรียนนายร้อยซะนี่ เขาก็หาว่าลุง.."รังแก-อคติ"..มีการวิ่งเต้นช่วยเหลือกันยกใหญ่เพราะโทษหนีฐานรุนแรงนะ สุดท้ายเขาก็ช่วยกันจนรอดลุงกลายเป็นหมาหัวเน่าทันที และนี่คือสิ่งที่ทำให้เขาตาบอดขาดวิสัยทัศน์ ไม่รับฟังและวิเคราะห์หาความเป็นไปได้ "พี่ น้องย่อมเหนือเหตุและผล" ประเทศไทยมันไปไม่รอดครับตราบเท่าทุกวันนี้ ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ลุงเชื่อกฏแห่งกรรมมี ใครทำดี - ดีตอบ ลุงถูกปัญหาสารพัดไม่เคยตอบโต้เชื่อไหมไม่มีใครทำอะไรลุงได้ กลายเป็นแบบอย่างของความแข็งแกร่งไม่ยอมใคร และใครก็เกรงใจเขาปล่อยให้ลุงอยู่ตามประสาจนวาระสุดท้าย ลาออกในที่สุด ๕๕๕.(จบ-พอ).
:lol: :lol:
แนบไฟล์
ปั่นแสวงบุญ (94).JPG
ปั่นแสวงบุญ (95).JPG
ปั่นแสวงบุญ (96).JPG
ปั่นแสวงบุญ (98).JPG
ออกจากสำนักสงฆ์ถ้ำหลวงผาเวียง เจ้าหมาวัดตัวนี้มันเป็นหมาวัดดันวิ่งตาม ครั้งแรกคิดว่ามันคงตามไปส่งเดี๋ยวคงกลับผิดถนัดมันวิ่งตามจนผิดสังเกตุ ไล่ก็ไม่ยอมกลับทำอย่างไรก็ไม่กลับแถมมันพยายามกระโดดจะขึ้นรถผมให้ได้ จนกระทั่งออกถึงปากทาง เราเกรงว่ามันจะถูกรถทับตาย ลุงป๊อกเอาขนมให้มันกินแล้วให้ผมรีบแอบปั่นหนีมัน มันก็ไม่ยอมทิ้งขนมวิ่งไล่ตามผมอีก สุดวิสัยจะไล่สุดท้ายต้องพาไปไว้ที่บ้านชาวบ้านข้างทางซึ่งเขารู้จักกับมัน ฉุกใจคิดผมสงสัยครับ คงเป็นลูกน้องเก่าของผม แน่นอนคิดแล้วสะท้อนสะเทือนจิตใจพอสมควร สมัยรบอยู่ชายแดนลูกน้องตายไปหลายนายครับ ตชด.(นักรบป่า)วิบากกรรมมันหนักแน่นอนสมัยนั้นเกเรมาก ๆ อบายมุขทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อคิดยิ่งทำให้ผมมีสติแรงกล้ายิ่ง ๆ ขึ้น ก่อนที่จะดับลับโลกขณะมีชีวิตอยู่ ต้องเร่งสร้างบารมี ศีล ภาวนา ให้อุกฤตยิ่งขึ้น เพื่อหนีทุคติภุมิให้ได้ จนวันนี้กล้าพูดได้ว่า "พร้อมแล้วเชิญท่านพญามัจจุราชมาได้แล้ว" ๕๕๕.
ปั่นแสวงบุญ (100).JPG
ปั่นแสวงบุญ (101).JPG
ปั่นแสวงบุญ (104).JPG
ปั่นแสวงบุญ (105).JPG
ปั่นแสวงบุญ (106).JPG
ปั่นแสวงบุญ (108).JPG
ผ่านวัดบ้าปางวัดท่านครูบาศรีวิชัย เราไม่แวะขึ้นไปกราบนมัสการ เพราะเรามากันบ่อยแล้วเข็มมุ่งจึงอยู่ที่วัดห้วยผาหนามแห่งเดียว วัดบ้านปางท่านใดที่ยังไม่เคยไป เรียนเชิญนะครับ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอท่านอยู่ให้ได้ไปกราบไหว้บูชา อนุสรณ์ของท่านครูบาศรีวิชัยเขาก็รักษาไว้ที่นี่หลายอย่าง ครูบาศรีวิชัยก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการถูก "อคติ กลั่นแกล้ง" สมัยนั้นทางการจะจับสึกให้ได้ท่านต้องโทษหลายอย่างถูกนำไปสอบสวนในกรุงก็หลายหน แต่ท่านก็ทนอยู่ต่อสู้ใครก็ทำอะไรท่านไม่ได้ อานุภาพแห่งความดีคุ้มครองเสมอ ๆ กฏแห่งกรรมมีจริงขอให้เชื่อครับ "ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว" ไม่หนีไปไหนทำดีแล้วไม่ต้องกลัวใครก็ทำอะไนไม่ได้ เพราะ ดีจะเป็นเกราะป้องกันเรา.
ปั่นแสวงบุญ (110).JPG
ปั่นแสวงบุญ (111).JPG
ปั่นแสวงบุญ (112).JPG
ปั่นแสวงบุญ (117).JPG
ปั่นแสวงบุญ (118).JPG
ปั่นแสวงบุญ (120).JPG
ถึงเวลาเที่ยงเราก็หามุมสงบ ๆ เพื่อเติมพลัง ไปได้วัดห้วยบงเป็นสถานที่ร่มรื่นอีกแห่งหนึ่ง เราปั่นเข้าไปไม่เห็นมีใครให้ขออนุญาตุ เลยก็ถือวิสาสะตั้งโต๊ะ(เท่าที่จะหาได้)งัดเอาเสบียงที่เหลือมากินกัน สักพักใหญ่ ๆ ก็มีพระท่านออกมาเอาน้ำดื่มก็ได้สนทนากับท่าน พระที่วัดนี้มีอยู่ ๓๐ กว่าองค์ โอ...เงียบอย่างป่าช้าแต่อยู่กันตั้ง ๓๐ องค์ นี่คือวัดปฏิบัติกรรมฐานจริง ๆ น่าสนใจมากครับ.
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 2 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน