พลันได้คิด

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย ประสาท พาศิริ » 01 ก.ค. 2013, 14:18

"ผมรักแม่มากกว่าความยุติธรรม"
จากหนังสือ "มนุษย์สองหน้า"(The Fall) ของ Albert Camus
หนังสือ รางวัลโนเบลวรรณกรรม ปี พ.ศ.๒๕๐๐


เกี่ยวกันไหมนี่???? :D
"Nothing compares to the simple pleasure of a bike ride." John F. Kennedy.

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย F1 » 01 ก.ค. 2013, 14:30

ประสาท พาศิริ เขียน:"ผมรักแม่มากกว่าความยุติธรรม"
จากหนังสือ "มนุษย์สองหน้า"(The Fall) ของ Albert Camus
หนังสือ รางวัลโนเบลวรรณกรรม ปี พ.ศ.๒๕๐๐


เกี่ยวกันไหมนี่???? :D


ผมไม่ทราบเนื้อหาของหนังสือ แต่ชื่อเรื่อง "ผมรักแม่มากกว่าความยุติธรรม" ตรงเป๊ะเลยครับ :)
พลันได้คิด
viewtopic.php?f=72&t=512550

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย F1 » 10 ก.ค. 2013, 21:02

หายไปนาน มัวแต่ไปเปลี่ยนอะไหล่จักรยานทำเองเท่าที่ทำได้ บางส่วนทำไม่ได้ก็ส่งร้าน + ขายจักรยาน + ขายเบาะ
เลยไม่ได้มาต่อ แล้วจะกลับมาต่อนะครับ :)
พลันได้คิด
viewtopic.php?f=72&t=512550

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย supasits » 15 ก.ค. 2013, 11:59

:)
ปั่นตามหน้าที่


Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย panom_cat » 19 ก.ค. 2013, 21:23

ขอบคุณเจ้าของกระทู้มากครับ


พลันได้คิด กระชากจิตให้ตื่น จากความฝัน

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย steppenwolf02 » 25 ก.ค. 2013, 19:06

F1 เขียน:เรื่องที่ 2

เด็กขอทาน

ผมเคยคิดว่า ถ้ามีเด็กมาขอทานขอเงิน หรือมีคนอุ้มเด็กอ่อนมาขอทาน จะไม่ให้เงิน
เพราะมันเป็นการส่งเสริมให้พ่อแม่ หรือ คนร้าย จับเด็กมาขอทาน ใครจะให้ก็ช่างมัน

แต่วันหนึ่งผมคิดว่าถ้าเราไม่ให้เงินเด็ก หรือเด็กขอทานไม่ได้ วันนี้เด็กพวกนี้จะหิวมั๊ย
จะโดนทรมานมั๊ย เลย "พลันได้คิด" ว่าถ้าให้เงินไปอย่างน้อยมันก็เป็นโอกาส
ที่จะดูแลเด็กคนหนึ่ง ไม่ให้หิว ไม่ให้โดนทรมาร ในวันนั้น หรืออาจต่อชีวิตให้เด็กอีกหนึ่งวัน

เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือ จากหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง

ทุกวันนี้ผมกลับมาให้เงินเด็กขอทาน โดยความรู้สึกลึกๆ ว่าอย่างน้อยก็ได้ดูแลเด็กพวกนี้แล้ว 1 วัน :)

ขออนุญาตเห็นต่างนะครับในเรื่องที่2 ผมก็เคยไม่ให้แล้วเปลี่ยนมาให้เหมือนท่านF1และอีกหลายท่านครับ แต่พอได้อ่านบทความคุณนิ้วกลม ไม่ได้จะโปรคนดังนะครับ แต่เห็นด้วยกับคนที่เขาทำงานแก้ปัญหาตรงจุดนี้อยู่ มันเหมือนกับว่า เขากำลังพยายามกวาดขยะอยู่ ถ้าเราไม่ไปหยิบไม้กวาดมาช่วย เราก็ควรจะเดินเลี่ยงหลบให้เขาทำงานสะดวกขึ้น ไม่ใช่เดินเตะกองขยะให้กระจุยซะอย่างงั้น อาจจะเคยอ่านกันแล้ว ถ้ายังก็ลองอ่านดูครับ ด้วยความเคารพ http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... o&catid=50
ฉันเดินทาง ฉันจึงดำรงอยู่
single life&single ride.not too bad

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย F1 » 25 ก.ค. 2013, 21:46

ขอขอบคุณทุกๆ ท่าน ครับ

และขอบคุณคุณ steppenwolf02 สำหรับข้อมูลครับ

"เรื่องเด็กขอทาน" ผมเข้าไปอ่านแล้ว ติดใจอยู่ 3 - 4 ประโยค คือ

1. คุณเอกยังบอกอีกว่า ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐเอาจริง จะกวาดล้างเด็กขอทานให้หมดประเทศก็ทำได้
2. คุณเอกจึงแนะนำว่า วิธีแก้ปัญหาที่ดีคือ แทนที่เราจะหยิบเศษเงินขึ้นมาเพื่อให้เด็กเหล่านั้นด้วยความสงสาร เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นเด็กต้องนั่งขอทานอยู่ข้างถนน
ไม่ว่าลูกใครหรือเด็กชาติใดก็ตาม ให้นำเศษเงินที่จะให้เขาเหล่านั้นมาโทร.แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อมาตรวจสอบและช่วยเหลือเด็กน่าจะดีกว่า
3. ไม่แน่ เราอาจจะต้องตั้งคำถามกันใหม่ ไม่ใช่ "คุณเคยให้เงินขอทานไหม" มาเป็น "คุณเคยโทร.แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเห็นเด็กต้องมาเป็นขอทานบ้างไหมครับ"

จริงๆ แล้วที่ผมให้เงินเด็กเหล่านี้ ก็เพราะผมยังเฝ้ารอวันที่หน่วยงานรัฐทำเรื่องนี้ให้ได้ผลจริงอย่างที่เค้าพูดอยู่ครับ (โดยเฉพาะข้อ 1)
ส่วนข้อ 2 และ 3 เมื่อเราโทรศัพท์ไปแล้ง แล้วเค้าแก้ไขปัญหาให้ได้จริงๆ ก็จะเลิกให้เงินเด็กขอทาน เก็บเงินไว้โทรแจ้งแทนครับ :)
พลันได้คิด
viewtopic.php?f=72&t=512550

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย steppenwolf02 » 26 ก.ค. 2013, 16:22

ส่วนตัวผมคิดว่า เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงป้องปรามระยะสั้นเท่านั้น ตราบใดที่รายได้ของเด็กขอทานยังดี(อาจจะดีกว่ามนุษย์เงินเดือนหลายคน) เขาก็ต้องกลับมาใหม่ จะโดยสมัครใจหรือถูกบังคับมาก็ตาม บางครั้งเงินที่เขาได้ไป พ่อเขาก็เอาเงินนั้นไปกินเหล้าเมาแล้วก็ทำร้ายเด็กคนนั้นเองด้วย(ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเงินของท่าน ได้ช่วยเด็กอย่างที่ท่านตั้งใจหรือไม่เป็นคำถาม) เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ท่านที่สนใจลองหาอ่านดูครับ
ท่านใดอยากให้อยู่ก็ไม่ว่ากันครับ แต่อยากให้แบ๋งหรือเพิ่มจากส่วนที่ท่านให้อยู่แล้วให้กับมูลนิธิกระจกเงาบ้าง ให้เขาแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่สะดวกใจให้เป็นเงิน ให้เป็นของ(สภาพใช้การได้)เขาก็รับครับ หรือมีจิตอาสา มีเวลาก็ไปร่วมเป็นอาสาสมัครได้ ลองดูครับ #" rel="nofollow" >http://www.mirror.or.th/mirrornew/#
ฉันเดินทาง ฉันจึงดำรงอยู่
single life&single ride.not too bad

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย F1 » 26 ก.ค. 2013, 16:37

ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ :)
พลันได้คิด
viewtopic.php?f=72&t=512550

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย F1 » 29 ก.ค. 2013, 09:04

เรื่องที่ 20

ชีวิตเป็นของคนอื่น

เด็กๆ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เรื่อง หลายชีวิต เรื่องที่ชอบมากและจำได้ดีคือ "เจ้าลอย" ซึ่งเนื้อเรื่องจำได้เลาๆ ว่า
ผู้ชายคนหนึ่งเมื่อเกิดมาพ่อแม่ไม่เลี้ยง จับเอาใส่แพลอยน้ำไปจนมียายแก่ๆ เก็บขึ้นมาเลี้ยง ตั้งชื่อให้ว่า "เจ้าลอย" ตามที่ลอยน้ำมา
เมื่อโตขึ้นเจ้าลอยรู้ว่าตัวเองถูกลอยน้ำมาก็รู้สึกว่า "ตัวเองนี้ควรจะตายเสียตั้งแต่เป็นทารกแต่ไม่ตาย ดังนั้นชีวิตที่เหลือทั้งหมดคือกำไรและ
จะทำอะไรก็ได้อย่างที่ใจตนเองต้องการ"

จากเรื่องนี้ที่ชอบ น่าจะมีผลให้เมื่อโตเป็นวัยรุ่น จนเริ่มทำงาน ผมจึงรู้สึกว่าชีวิตเป็นของผมอยากทำอะไรก็ได้ตามที่ใจผมต้องการ
ขณะเดียวกันผมก็ชอบว่าคนอื่นๆ ว่าเอาชีวิตไปให้คนอื่น หรือ คำสั้นๆ ว่า "ชีวิตเป็นของคนอื่น"

กินเหล้าไหนดี แล้วแต่พวกมึง ถามกี่ที กี่ครั้ง ก็แล้วแต่พวกมึง ชีวิตเป็นของคนอื่น
ขับมอเตอร์ไซด์ปิดไฟย้อนศร ถ้าคนอื่นเห็นหลบทันก็รอด ถ้าคนอื่นไม่เห็นชนเต็มๆ ก็ตาย ชีวิตเป็นของคนอื่น
หลงรักคนอื่นๆ หัวปักหัวปำ ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้ ชีวิตเป็นของคนอื่น
ยอมให้เพื่อนข่ม ผู้บังคับบัญชาสั่งงานห่วยๆ ชีวิตเป็นของคนอื่น
ให้ใครต่อใครมาด่าว่าโดยไม่มีเหตุผล ชีวิตเป็นของคนอื่น

ชีวิตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้อื่นที่มากระทำต่อเรา ทำให้เราเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
ทำให้เราดีใจ เสียใจ ทุกข์ใจ หรือทำให้เรามีสภาพแบบไหน
จริงๆ เราเองนั่นแหละที่ยอมให้เค้ากระทำ


ชีวิตผมเป็นของผม ไม่ใช่ของคนอื่น

เดิมผมไม่ใช่คนรักเด็ก หลังแต่งงานไม่เคยคิดจะมีลูก ช่วงแรกดำเนินชีวิตสบายๆ 2 คนสามีภรรยา โชคดีที่ภรรยาผมยอมรับในตัวตนผมตั้งแต่ต้น
จึงไม่มีปัญหากัน ทุกวันศุกร์หลังเลิกงานภรรยาจะขับรถกลับบ้านเอง แล้วปล่อยผมไปไหนก็ได้จนถึงเช้า (แต่ขอไว้ว่าอย่าค้างคืนที่ไหน)
ทุกคืนวันศุกร์ที่กลับบ้าน ภรรยาผมแค่ตื่นมาแหงะนาฬิกาดูว่ากี่โมงแล้วแล้วหลับไป ไม่เคยถามว่าผมไปไหนมาแม้แต่ครั้งเดียว

วันนึงระหว่างทำงาน ภรรยาโทรศัพท์มาบอกว่า "เค้าท้อง" ผมอึ้งไป งงๆ เงียบอยู่นาน จนภรรยาถามว่าดีใจหรือเปล่าเนี่ย
หลังจากนั้นชีวิตผมก็เปลี่ยนไป เลิกเที่ยววันศุกร์เพราะหมอห้ามภรรยาขับรถเกรงว่าเด็กจะหลุด ผมต้องขับรถให้เค้าทุกวันก็เลยอดเที่ยว

วันลูกสาวคลอด ผมก็ยังงงๆ ว่า ผมมีลูกแล้วจริงๆ เหรอ ยังงงๆ กับสถานภาพของคำว่า "พ่อ"
ความที่ไม่ใช่คนรักเด็ก ช่วงแรกๆ ที่ช่วยกันดูแลลูก ผมจะมองและดูแลอยู่ห่างๆ ลูกไม่ยอมให้อุ้มเท่าไหร่ และผมก็ไม่ชอบอุ้มลูก
ซึ่งก็อยู่ในสายตาภรรยาที่เห็นว่าผมไม่ค่อยรักลูก และลูกก็ไม่สนใจผม แต่น่าแปลกใจว่าถ้าผมไปทำงานต่างจังหวัดหลายวัน
เมื่อกลับมาลูกจะโผจากแม่เค้ามาหาผมให้อุ้มทันที

ผมไม่รู้ว่าลูกเริ่มผูกผันกับผมเมื่อไหร่ และผมเริ่มรักลูกเมื่อไหร่ จนคืนนึงภรรยาผมตื่นขึ้นมาเห็นว่าผมนอนหลับไป
พร้อมกับมือที่แอบยื่นไปกุมมือลูกสาวตัวน้อยไว้ ภรรยาผมร้องไห้ออกมา

ปัจจุบันผ่านไป 10 กว่าปีแล้ว ลูกสาวโตจนสูงเกินแม่เค้าแล้ว แต่ผมยังกอดลูกสาวทุกวัน และต้องหอมแก้มเค้า 2 ข้างก่อนนอนทุกคืน
ทุกวันนี้ชีวิตผมไม่ใช่ของผม ชีวิตผมเป็นของคนอื่น ชีวิตผมเป็นของลูกสาวผม
แก้ไขล่าสุดโดย F1 เมื่อ 22 ก.ย. 2013, 21:00, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
พลันได้คิด
viewtopic.php?f=72&t=512550

Op-as
0817784070,0863690772

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย Op-as » 10 ส.ค. 2013, 10:23

กระทุ้อะไรก็ไม่รู้ อ่านแล้ว...........เป็นประโยชน์มาก ๆ ขอบคุณครับ

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย F1 » 12 ต.ค. 2013, 12:35

เรื่องที่ 21

เด็กขายดอกไม้

ผ่านมาใน facebook ครับ
แนบไฟล์
1175044_299260373545981_440568511_n[1].jpg
แก้ไขล่าสุดโดย F1 เมื่อ 27 ต.ค. 2013, 10:21, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
พลันได้คิด
viewtopic.php?f=72&t=512550

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย F1 » 27 ต.ค. 2013, 10:15

เรื่องที่ 22

โอกาส (2)

จากกระทู้ของผม "มันก็แค่ 2 แต้ม"

บางครั้งโอกาสเล็กๆ ที่เราให้ไป อาจเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับใครบางคน
"โอกาส" ของคนอื่นอาจเป็นเราที่ให้ ขึ้นอยู่ว่าเราจะให้โอกาสตัวเองไปให้โอกาสคนอื่นหรือไม่


เนื้อหา : มิทเชล เป็นนักเรียนโรงเรียน Coronado ในเมือง El Paso รัฐเท็กซัส ดูภายนอก เขาดูเหมือนเป็นเด็กธรรมดาปกติทั่วไป
แต่มิทเชลป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับสมองคล้ายออติสติก เขารักในกีฬาบาสเก็ตบอลมาก ทุกๆวันเกิดเขาจะขอลูก...บาสเป็นของขวัญ
เขาได้เป็นผู้ช่วยโค้ชมานาน แต่ไม่เคยมีโอกาศได้ลงเล่น

ในที่สุดโค้ชก็สานฝันของเขาให้เป็นจริง โดยการบอกให้เขาสวมชุดทีม และลงไปแข่งขันด้วย โดยไม่สนว่าผลจะออกมาเป็นยังไง
ผู้สื่อข่าวถามโค้ชว่า คุณพร้อมที่จะแพ้เกมนั้นเลยใช่ไหม ? โค้ชตอบว่า ใช่ เพื่อเด็กคนนั้น ผมยอมที่จะแพ้เกมนี้

ทุกคนในสนามอยากเห็นเด็กคนนี้มีความสุข พอเห็นมิทเชลลงสนามทุกคนต่างร้องตะโกนชื่อเขาออกมา ช่วงเวลาที่เหลือของเกมน้ัน
ทุกคนในทีมต่างส่งบอลให้มิทเชลได้ทำคะแนน แต่เขาก็ไม่สามารถเอาลูกลงห่วงได้ซักที

จนกระทั่ง ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามได้บอล ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามที่ครองบอลอยู่ ตะโกนเรียกมิทเชล และทำสิ่งที่คาดไม่ถึงคือเขาส่งบอลไปให้ มิทเชล
เขาบอกว่า ผมแค่อยากเห็นมิทเชลได้โอกาสเท่านั้นเอง

และมิทเชลก็ทำสิ่งที่ทุกคนและตัวเขาอยากเห็นมากที่สุดคือ เขาเอาบอลลงห่วงสำเร็จ !!!! เพียงเท่านั้นทุกคนในสนามต่างร้องตะโกนโห่ร้อง
ดีใจที่ได้เห็นมิทเชลมีความสุข
พลันได้คิด
viewtopic.php?f=72&t=512550

Re: พลันได้คิด

โพสต์ โดย F1 » 26 ธ.ค. 2013, 09:02

จากกระทู้อื่นของผม เอามารวมกันไว้ครับ

เรื่องที่ 23
ผมจะฟ้องลูกคุณ

ก่อนปิดการอบรมผู้ปฏิบัติงานสินเชื่อรุ่นที่ 5 จากทั้งหมด เกือบ 30 รุ่น ในโครงการที่ผมและเพื่อนดูแล และเป็นวิทยากร
หลายคนบ่นอยากกลับเร็ว และการเรียนเพื่อนำไปใช้ทำงานครั้งนี้ยากมาก และอยากให้ธนาคารปรับมาตราฐานการทำงานให้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะการเสนอคำขออนุมัติสินเชื่อ และการประมาณการงบการเงิน จะได้ไม่ต้องทำงานยากๆ อีก

ผมจบว่า "ไม่ว่าพวกคุณจะได้อะไร หรือไม่ได้อะไร มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผม หน้าที่การทำงานผมเหมือนเดิม
เพียงแต่ผมเป็นห่วงพวกคุณ ธนาคารมีธุรกรรมสำคัญเพียงแค่ปล่อยสินเชื่อ ไม่เรียนไม่ฝึกสินเชื่อแล้วจะทำยังไง

จะปล่อยสินเชื่อแค่วงเงินเล็กๆ แล้ว profile พวกคุณจะอยู่ที่ไหน อยากเดินไหล่ตั้งๆ เวลาเจอเพื่อนๆ ในฐานะที่เป็นคนเก่ง หรือ
เดินเงียบๆ หลบๆ ไป จะเป็นผู้นำให้น้องเวลาไปหาลูกค้า เวลาทำงาน หรือ จะเดินตามหลังน้อง

บางคนเล่นพระ รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับพระ บางคนเล่นปืนรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับปืน บางคนชอบจักรยานรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับจักรยาน
บางคนชอบต้นไม้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับต้นไม้ แต่กับงานที่ต้องทำบอกยาก ศึกษาเท่าไหร่ไม่เข้าหัว

เวลาลูกพวกคุณจะสอบเข้าโรงเรียนดีๆ จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย คุณเอาลูกไปเรียนพิเศษ เอาไปติว เอาไปสอน เอาไปเคี่ยวเข็ญทุกอย่าง
ทำไมไม่บอกให้ลูกคุณยอมแพ้ โรงเรียนธรรมดาก็ได้ เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ไม่เป็นไร เรียบไม่จบไม่เป็นไร
ทำไมคุณไม่ต่อว่าว่าข้อสอบเข้าเรียนมันยากนัก ทำไมคุณยังเคี่ยวเข็ญให้ลูกคุณผ่านมันไปให้ได้

แล้วทำไมพวกคุณยอมแพ้เรื่องงานที่ว่ายาก ว่ามาตราฐานสูงเกินไป ทั้งที่มันเป็นงานที่คุณต้องอยู่กับมันไปอีก 20 - 30 ปี
แล้วคุณจะหนีมันไปไหน คุณต้องเจอมันตลอดไปอยู่แล้ว คราวนี้ถ้าคุณหนีมันอีก "ผมจะฟ้องลูกคุณ"
พลันได้คิด
viewtopic.php?f=72&t=512550


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน