"..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:22

..ความรู้สึกที่ไม่อยากเอา-ไม่อยากเป็น นี่แหละ มีอำนาจเพียงพอที่จะคุ้มครองคนเราไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลส หรือของอารมณ์ทุกชนิด และทุกประการ; บุคคลชนิดนี้จึงไม่สามารถที่จะทำความชั่วอะไรได้ ไม่สามารถจะหลงใหลพัวพันอยู่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเอนเอียงไปตามสิ่งยั่วยวนใด ๆ ได้ ย่อมมีจิตใจเป็นอิสระอยู่เสมอ ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมาะสมที่สุดที่อาตมาเห็นว่าจำเป็นสำหรับบุคคลผู้จะดำรงตนเป็นตุลาการ. ถ้ามีวิถีทางใดทางหนึ่ง ที่จะทำให้จิตใจเป็นอิสระที่สุด ก็ควรจะเป็นวิถีทางนั้น ที่เหมาะที่สุดสำหรับการศึกษาฝึกฝนของบุคคลผู้จะเป็นตุลาการ ซึ่งอาตมาจะถือโอกาสบรรยายในคราวหน้า๑ สักคราวหนึ่ง ถึงลักษณะนั้นโดยเฉพาะ.


-------------------------------------------------------------------------------------------------
๑. ดูคำบรรยายครั้งที่ ๖-๗/๒๔๙๙ ในเล่มนี้
.
สำหรับวันนี้นั้น จะบรรยายเฉพาะข้อที่ว่า ความรู้สึกที่รู้สึกว่า “ไม่น่าเอา – ไม่น่าเป็น” นั้น เป็นอย่างไร และเราจะมีวิธีปฏิบัติได้อย่างไร ความรู้สึกที่รู้สึกว่า “ไม่น่าเอา – ไม่น่าเป็น” นี้ เป็นสำนวนโวหารอยู่หน่อยหนึ่ง : คำว่า “เอา” และ “เป็น” ในที่นี้ หมายถึงการเอาหรือการเป็นด้วยจิตใจที่หลงใหล ด้วยจิตใจที่ยึดถือด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นจริง ๆ ; มิได้หมายความว่าคนเราจะอยู่ได้โดยไม่มีอาการที่เรียกว่าเอาอะไรเป็นอะไรเสียเลย. ตามปรกติ คนเราจะต้องเอาอะไรเป็นอะไรอยู่เป็นประจำ เช่นจะต้องมีทรัพย์สมบัติเงินทอง มีบุตรมีภรรยา เรือกสวนไร่นา เหล่านี้เป็นต้น หรือว่าเราจะต้องเป็น เช่นเป็นคน เป็นคนดี หรือเป็นตุลาการ หรือเป็นอย่างอื่น ๆ เช่นเป็นผู้แพ้ เป็นผู้ชนะ เป็นผู้เอาเปรียบ เป็นผู้ถูกเอาเปรียบเหล่านี้เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีความเป็น อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอตามที่รู้กันอยู่. แต่แล้วทำไมหลักของพุทธศาสนาจึงมาสอนให้พิจารณาในทางที่จะไม่เอา ไม่เป็น. ข้อนี้หมายความว่า พุทธศาสนาได้ชี้ให้เห็นว่า การเอา การเป็นนั้น เป็นแต่เรื่องสมมติของโลกอ่างโลก ๆ อย่างหนึ่ง. และเป็นไปได้ด้วยอำนาจของความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง อีกอย่างหนึ่งเท่านั้น. เพราะว่าโดยที่แท้แล้ว คนเราเอาอะไรไม่ได้ เป็นอะไรไม่ได้ ในเมื่อพูดกันด้วยความจริงชั้นที่จริงเด็ดขาดที่สุด ซึ่งเรียกว่าจริงชั้นปรมัตถ์.


แนบไฟล์
images (68).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:24

..โดยความจริงชั้นปรมัตถ์อันเด็ดขาดนั้น คนเราจะเอาอะไรไม่ได้เลย เป็นอะไรไม่ได้เลย. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่า ทั้งคนที่จะเอาและสิ่งที่จะถูกเอานั้น มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยกันทั้งนั้น. ขอจงได้พิจารณากันตรงนี้ให้มาก คือว่าคนที่จะเอาหรือจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่จะถูกเอาหรือความมีความเป็น ที่จะถูกมี ถูกเป็น ก็ตาม มีนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. แต่แล้วบุคคลที่มีจิตใจยังประกอบอยู่ด้วยความไม่รู้ รู้ไม่ถึงว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยังมีอวิชชาอยู่เช่นนั้น ย่อมจะมีความรู้สึกว่า “เราเอา” “เรามี” “เราเป็น” เป็นธรรมดา. นี่, เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้. แต่แล้วความรู้สึกว่าเอา-ว่าเป็นนั่นเอง ได้ทำให้เกิดมีความหนัก หรือความทุกข์ขึ้นมา. ความทุกข์ทั้งหลายต้องเกิดขึ้นมาจาก การเอา – การเป็น หรือความอยากเอาอยากเป็นทั้งนั้น. การเอา-การเป็น นั้น ก็เป็นความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในตัวเอง, คืออยากไม่ให้สิ่งที่ตนกำลังเอา กำลังเป็นอยู่นั้นสูญหาย หรือหลุดลอยไป นั่นเอง. ไม่มีความทุกข์อันใด ที่เกิดมาจากสิ่งอื่น นอกจาก ความอยากมี - อยากเป็น – อยากได้ อันรวมเรียกสั้น ๆ ว่าความอยาก ซึ่งเรียกโดยภาษาบาลีว่า ตัณหา. การที่อยาก ก็เพราะไม่รู้ว่าสิ่งนี้ หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรอยาก. เพราะเหตุที่มีความสำคัญผิดติดมาแต่ในท้อง โดยสัญชาตญาณ เราเกิดมาในโลกนี้ตั้งแต่เล็ก ๆ ก็รู้จักอยาก รู้จักทำตามความอยาก แล้วก็เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ซึ่งจริงตามที่ตนอยากก็มี ไม่ตรงก็มี. ถ้าได้ผลตรงตามที่ตนอยาก ก็อยากได้มากขึ้นไปอีก, ครั้นยิ่งอยากได้อีก ก็ยิ่งทำมากขึ้นไปอีกเหมือนกัน. ถ้าไม่ได้ผลตามที่ตนอยาก ก็ดิ้นรนอยากทำอย่างอื่น อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก จนกว่าจะได้ผลตามที่ตยอยาก; นั่นก็เป็นเหตุให้ลงมือทำต่อไปอีกเหมือนกัน. เมื่อลงมือทำลงไป มันก็ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาอีก วนเป็นวงกลมของกิเลส-กรรม-วิบาก อยู่อย่างนี้ อันท่านเรียกว่า วัฏฏะ หรือวัฏฏสงสาร. คำว่าวัฏฏสงสารนั้น อย่าเพ่อไปเข้าใจว่าเป็นเรื่องเวียนวน ชาติโน้น ชาตินี้ ชาตินั้น แต่อย่างเดียว, แท้จริงเป็นเรื่องการเวียนวนของ ของ ๓ สิ่ง คือของความอยาก ของการกระทำตามความอยาก และของการได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาจากการกระทำนั้นแล้ว ไม่สามารถจะหยุดความอยากต่อไปอีกได้ เลยต้องอยากอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก เป็นวงกลมซึ่งประกอบด้วยส่วน ๓ ส่วน อยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด; ท่านเรียกว่าวัฏฏะ หรือวัฏฏสงสาร เพราะเป็นวงกลมที่วนเวียนไม่มีสิ้นสุด.


. คนเราต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวงกลมนี้เอง. ถ้าออกไปจากวงกลมนี้ได้ ก็เป็นอันว่าพ้นไปจากความทุกข์โดยแน่นอน, แต่ถ้ายังตกอยู่ในวงกลมของความอยาก และของการกระทำตามความอยาก และของการได้ผลมาจากการกระทำ ซึ่งส่งให้เกิดความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุดดังนี้แล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะพ้นทุกข์ได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นยาจกเข็ญใจ หรือเศรษฐี หรือเป็นมหากษัตริย์ เป็นจักรพรรดิ เป็นเทวดา เป็นพรหม หรือเป็นอะไรก็ตามที. ทุกคนล้วนแต่ตกอยู่ในวงกลมนี้ทั้งนั้น จะต้องมีความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมกับความอยากและการกระทำตามความอยากของตนทั้งนั้น; ฉะนั้นจึงกล่าวว่าในวัฏฏสงสารนี้ เต็มไปด้วยความทรมาน : ทรมานด้วยความอยาก ทรมานด้วยการกระทำด้วยอำนาจความอยาก และทรมานด้วยการที่ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาแล้ว ก็ยังหยุดอยากไม่ได้ ยังจะต้องอยากต่อไปอีก โดยไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็กระทำอีก และได้ผลมาก่อให้เกิดความอยากต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด. นี้เรียกว่าเป็นการทรมานอันใหญ่หลวงในวัฏฏสงสาร ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่าโดยลำพังของสิ่งที่เรียกกันว่า ศีลธรรม หรือ จริยธรรม นั้น ไม่สามารถจะแก้ปัญหาข้อนี้ได้เลย; เราจึงต้องพึ่งพาอาศัยตัวแท้ของศาสนา ที่เป็นหลักธรรมชั้นสูงสำหรับจะแก้ไขในเรื่องนี้โดยเฉพาะทีเดียว. ทั้งหมดนี้เราจะเห็นได้แล้วว่า ความทุกข์นั้น มาจากความอยาก สมดังที่พระพุทธเจ้าท่านจัดจำแนกไว้เป็น ๓ อย่าง ในเรื่องอริยสัจจ์ข้อที่สอง ในฐานะเป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์โดยตรง.
แนบไฟล์
images (67).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:25

.. ความอยาก ๓ อย่าง นั้น อย่างแรกเรียกว่า กามตัณหา อยากในสิ่งที่ตนรักใคร่พอใจ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่น่ารักใคร่พอใจ. ความอยากอย่างที่สอง เรียกว่า ภวตัณหา คือความอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตนอยากจะเป็น. ความอยากอย่างที่สาม เรียกว่า วิภวตัณหา คือความอยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น ไม่ให้เป็นอย่างนี้ ตามที่ตนอยากจะไม่ให้เป็น. รวมกันเป็น ๓ ความอยาก. สำหรับหลักเกณฑ์อันนี้ เรากล้าท้าให้ใครพิสูจน์หรือแย้งกันอย่างไรก็ได้ ว่ายังมีความอยากอะไรอีกบ้างนอกเหนือไปกว่านี้.


.ในที่สุดใคร ๆ ก็ต้องยอมรับว่า ในบรรดาความอยากทั้งหลาย ของสิ่งที่มีชีวิตและวิญญาณนั้น มันจะสรุปลงในความอยาก ๓ ประการนี้เท่านั้น, ความอยากอันนี้เอง เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์. เกือบจะไม่ต้องอธิบาย ท่านทั้งหลายก็จะมองเห็นได้ว่า เมื่อมีความอยากที่ไหน ก็มีความร้อนใจที่นั่น; และเมื่อต้องการกระทำตามความอยาก ย่อมมีความทุกข์ยากตามส่วนของการกระทำ; ได้ผลมาแล้ว ก้หยุดอยากไม่ได้ ยังอยากต่อไปอีก ก็ต้องมีความร้อนต่อไปอีก เพราะยังไม่เป็นอิสระจากความอยาก ยังต้องเป็นทาสของความอยากต่อไป; เพราะเหตุฉะนี้แหละ จึงได้กล่าวว่าคนชั่วทำชั่วเพราะอยากทำชั่ว มันก็มีความทุกข์ไปตามประสาคนชั่ว. แม้คนดีอยากทำความดี ก็ต้องมีทุกข์อีกแบบหนึ่งไปตามประสาของคนดี. แต่ข้อนี้อย่าเพ่อเข้าใจว่า เป็นการสั่งสอนให้เลิกละจากการทำความดี มีปัญหาหรือมีข้อซึ่งจะต้องทำความเข้ากันอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะกล่าวทีหลัง. เฉพาะในที่นี้ ประสงค์จะชี้ให้เห็นกันว่า ความทุกข์นั้น มีอยู่หลายระดับหลายชั้น ละเอียดจนคนธรรมดาเข้าใจไม่ได้ ต้องพึ่งพาอาศัยสติปัญญาของบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า; ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เราจะพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิงด้วยกำลังเพียงการกระทำความดีอย่างเดียวเท่านั้นยังไม่พอ ยังจะต้องทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง ที่ยิ่งหรือเหนือไปกว่าการกระทำความดีอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งได้แก่การทำจิตให้หลุดพ้นไปจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของความอยากทุกชนิดนั่นเอง. นี้, เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่มีทางแพ้ศาสนาใด ๆ , ซึ่งศาสนาใด ๆ จะไม่อาจเข้ามาเทียบคู่ หรือเคียงคู่ได้ในส่วนนี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องจำไว้ให้แม่นยำ เพื่อทำความเข้าใจหรือศึกษากันต่อไป กว่าจะเข้าใจถึงที่สุดเพื่อเอาชนะความอยากทั้ง ๓ อย่างที่กล่าวแล้วได้; นั่นแหละ จะเป็นการพ้นจากความทุกข์หรืออยู่เหนือความทุกข์โดยประการทั้งปวง.
แนบไฟล์
images (65).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:26

...ทีนี้ ก็มาถึงปัญหาที่ว่า เราจะกำจัดความอยาก หรือจะระงับความอยากให้ได้ หรือจะตัดรากเหง้าของความอยากให้สิ้นเชิงได้นั้น เราจะกระทำอย่างใด. คำตอบก็คือหลักการพิจารณาให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนมองเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าอย่างนั่นเอง. มันมีอะไรบ้าง ที่น่าเอา-น่าเป็น ซึ่งเมื่อเอาหรือเป็นเข้าแล้ว จะไม่โยนความทุกข์ชนิดใดชนิดหนึ่งมาใส่ให้บุคคลนั้น ? ขอให้ตั้งปัญหาขึ้นอย่างนี้. ที่ว่ามีการได้ หรือการมี-การเป็น ชนิดใดบ้าง ที่บุคคลใดไปได้ ไปมี ไปเป็นแล้ว จะไม่โยนความทุกข์ ความหม่นหมองชนิดใดชนิดหนึ่งมาให้บุคคลนั้น ข้อนี้หมายความว่า บุคคลนั้น ๆ ได้ไปมี หรือไปเป็นอะไรเข้า ด้วยอำนาจของความอยาก ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์ดังกล่าวมาแล้วนั่นเอง. คนธรรมดานั้นอย่างไรเสียก็จะต้องทำอะไรลงไป ด้วยอำนาจของความอยากทั้งนั้น : อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จึงทำเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นได้วัตถุสิ่งของก็ได้ ได้ตำแหน่งหน้าที่ก็ได้ ได้เกียรติยศชื่อเสียง ความดีความเด่นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้; สิ่งเหล่านั้นเมื่อได้มาแล้ว สิ่งใดบ้างที่จะไม่ทำให้เกิดความต้องทนทำเพื่อจะรักษา หรือเพื่อจะยังทำให้คงมีอยู่ก็ตาม หรือจะไม่ทำให้เกิดความหนักอกหนักใจ ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นวิบัติพลัดพรากสูญหายเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม, ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนแปลง คงที่อยู่ไม่ได้ ดังนี้.


.สำหรับคำว่า การได้ ในที่นี้ หมายถึงเรื่องทางวัตถุ เช่น ได้เงินได้ทอง ได้สิ่งของต่าง ๆ . สำหรับคำว่า ความมี ความเป็น นั้น หมายถึงการเป็น เช่นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นคนดีคนเลว เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา และอื่น ๆ อีกมากมาย. รวมทั้งสองประเภทเรียกว่า “การได้” กับ “การเป็น” สำหรับ การได้ กับการเป็น สองอย่างนี้ ได้อะไรหรือเป็นอะไรบ้าง ที่จะไม่นำมาซึ่งความหนักอกหนักใจ ขอให้เราลองคิดดู. เช่นการได้เงินได้ทองที่ปุถุชนคนธรรมดาได้มา เงินหรือทองนั้น นำเอาความเบากายสบายจิต เย็นอกเย็นใจมาให้ หรือว่าเอาความหนักอกหนักใจ วิตกกังวล ในการเก็บรักษาเป็นต้น มาให้ ? การได้บุตรได้ภรรยา เอาความเบากายเบาใจมาให้ หรือเอาภาระอย่างอื่นอีกหลายอย่างมาให้ ? การได้เป็นนั่น เป็นนี่ ในตำแหน่งหน้าที่อย่างนั้นอย่างนี้ก็ดี ถึงแม้ที่สุดแต่โดยเกียรติยศว่า เป็นนั่นเป็นนี่โดยเกียรติก็ดี เป็นการได้มาซึ่งความสงบเย็น หรือว่าได้มาซึ่งภาระหนัก อย่างใดอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้น ? โดยนัยนี้ อาจจะเห็นได้โดยง่ายแก่บุคคลทุกคนว่า ล้วนแต่นำมาซึ่ง“ภาระและหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง”ทั้งนั้น. เพราะเหตุว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแต่เป็นภาระ เพราะความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของมัน นั่นเอง. เราได้อะไรมา เราจำต้องจัดการกับสิ่งนั้น ๆ ในลักษณะที่จะให้มันยังคงอยู่กับเรา เป็นไปตามใจเรา หรือมีประโยชน์แก่เรา. แต่แล้วสิ่งนั้น ๆ ตามปรกติมันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คือไม่รู้ไม่ชี้ต่อความประสงค์มุ่งหมายของบุคคลใด มีแต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุไปตามปัจจัยของมันเอง การพยายามของคนเราจึงเป็นการต่อสู้ หรือเป็นการต้านทานต่อกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านั้น ฉะนั้นจึงเกิดเป็นการยากลำบาก หรือเป็นการทนทรมานขึ้น ในการที่จะเป็นอยู่หรือทนอยู่ หรือการทำสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เป็นไปตามความประสงค์ของเรา. นี่แหละ คือ ความจริง.
แนบไฟล์
images (64).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:28

.. อุบายวิธีอันหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เข้าถึงความจริงที่จะให้รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น นั้นมีอยู่. ข้อนี้ได้แก่การพิจารณาให้ลึกซึ้ง จนพบความจริงอย่างหนึ่งว่า เมื่อยังมีกิเลสตัณหา ยังสำคัญผิด ยังไม่รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ความรู้สึกในการเอา-การเป็นนั้น, ย่อมมีลักษณะไปในทางหนึ่ง. ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา มีแต่ปัญญาซึ่งรู้จักถูกต้องดีว่าอะไรเป็นอะไร ความรู้สึกในการเอา-การเป็น หรือการได้ ของบุคคลนั้น ย่อมมีอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นการบริโภคสิ่งของหรือการกินอาหาร ถ้าการกินนั้น เป็นการกินด้วยตัณหา หรือความอยากในความเอร็ดอร่อย การกินอาหารของบุคคลผู้นั้นต้องมีลักษณะเป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งต่างจากบุคคลหนึ่ง ซึ่งไม่กินอาหารด้วยตัณหา แต่กินด้วยสติสัมปชัญญะหรือปัญญา อันรู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นว่า อะไรเป็นอะไร. นี่ก็เป็นคนด้วยกัน เป็นมนุษย์ด้วยกัน แต่คนหนึ่งกินอาหารด้วยตัณหา อีกคนหนึ่งกินอาหารด้วยความรู้สึกตัว ด้วยปัญญา การกินจะต้องผิดกัน แม้แต่กิริยาอาการที่กิน และความรู้สึกในขณะกินก็จะต้องผิดกันเป็นอย่างยิ่ง และในที่สุดผลอันเกิดมาจากการกินนั้น ก็จะต้องผิดกันอย่างยิ่งอีกเหมือนกัน เพราะว่าคนหนึ่งกินด้วยตัณหา อีกคนหนึ่งกินด้วยปัญญา. คนที่กินด้วยปัญญานั้นไม่ได้กินด้วยตัณหาหรือความอยาก. เราจะต้องทำความเข้าใจในข้อนี้ว่า แม้จะไม่มีตัณหาความอยากในรสอร่อย คนเราก็ยังกินอาหารได้. ไม่จำเป็นต้องมีตัณหา คนเราก็ยังทำอะไรได้ด้วยสติปัญญา คือทำโดยมีปัญญารอบรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรทำ หรืออะไรไม่ควรทำ ก็ยังคงทำสิ่งต่าง ๆ ไปได้.


เพื่อเข้าใจได้ง่าย ขอกระโดดข้ามไปกล่าวถึงพระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีกิเลสตัณหา แต่ท่านก็ยังทำอะไร ๆ ได้ ยังเป็นอะไร ๆ ได้ แม้ว่าคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป มองแล้วจะรู้สึกว่าท่านก็ทำอะไรหรือเป็นอะไร ท่านก็ยังทำงานมาก ไม่น้อยกว่าพวกเราซึ่งยังมีกิเลสตัณหา. แต่ท่านทำด้วยอำนาจของอะไร ? เหมือนกับพวกเราที่ทำด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา อยากได้เป็นนั่นเป็นนี่ หรือไม่ ? คำตอบที่ถูกต้องที่สุดนั้นคือ ท่านเหล่านั้นทำด้วยอำนาจของปัญญา คือความรู้ที่แจ่มแจ้งถึงที่สุด ว่าอะไรเป็นอะไร. การกระทำของท่าน ไม่มีตัณหาเป็นมูล แต่มีปัญญาเป็นมูล เพราะฉะนั้นจึงผิดแผกแตกต่างจากพวกเรา ซึ่งทำอะไร ๆ ก็กระทำด้วยตัณหา อย่างตรงกันข้ามทีเดียว. ผิดแผกกันตรงที่ว่า ผลที่เกิดขึ้นนั้น พวกเราเป็นทุกข์กันตลอดเวลา ส่วนท่านเหล่านั้นไม่มีความทุกข์เลย. ท่านเหล่านั้นไม่อยากได้อะไร ไม่อยากเอาอะไร ผลนั้นก็ไปได้กับคนอื่น แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น, เป็นความพ้นทุกข์ของคนทั้งหลายเหล่าอื่น ด้วยความเมตตาของท่าน ดังนี้เป็นต้น.
แนบไฟล์
images (63).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:30

..ต่อไปนี้จะชี้ให้เห็นว่า เมื่อไม่อาศัยกิเลสตัณหา หรือหมดกิเลสตัณหาแล้วก็ตาม ไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรไม่ได้. เรายังคงทำอะไรได้ทุกอย่าง, หากแต่บัดนี้ทำด้วยอำนาจของปัญญาและเมตตานั่นเอง. ทำด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร; ฟังดูก็แปลกดี. พระอรหันต์ผู้หมดกิเลส ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร เป็นแต่ว่า มีปัญญาเป็นเครื่องบ่งเป็นเครื่องบอก ว่านี้ควรจะทำ แทนที่จะอยู่เฉย ๆ . เพราะฉะนั้น ท่านจึงทำการสืบอายุพระศาสนามาจนถึงพวกเราได้ และทั้งทำประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ตามสติปัญญาของท่านระบุว่าควรจะทำ; ร่างกายและจิตใจ ซึ่งปราศจากกิเลสตัณหา ก็แสวงหาและบริโภคอาหารได้ด้วยอำนาจสติปัญญา ไม่แสวงหาและบริโภคด้วยกิเลสตัณหาเหมือนแต่กาลก่อน. เมื่อเราหวังว่าจะเป็นผู้พ้นทุกข์ ตามรอยทางของพระพุทธเจ้า หรือของพระอรหันต์ทั้งหลาย เราก็ควรฝึกฝนตัว ในการที่จะทำอะไรลงไปแต่ด้วยอำนาจของสติปัญญา อย่าทำไปด้วยอำนาจกิเลสตัณหา. ถ้าเราเป็นคนศึกษาเล่าเรียน ก็ทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ว่ามันเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำอย่างนี้. ถ้าประกอบการงานอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำและทำให้ดีที่สุด ด้วยความเยือกเย็น เท่าที่สติปัญญาจะอำนวยให้ทำได้อย่างนั้น ๆ : ถ้าทำไปด้วยตัณหา มันร้อนใจตั้งแต่ก่อนที่จะทำ ร้อนใจในเมื่อกำลังทำ และร้อนใจทั้งเมื่อทำเสร็จแล้ว. แต่ถ้าทำด้วยอำนาจของปัญญาควบคุมอยู่ จะไม่ร้อนใจตั้งแต่ก่อนทำ ในเมื่อทำอยู่ก็ไม่ร้อนใจ ทำเสร็จแล้วก็ไม่ร้อนใจ. ผลย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างนี้.


คนที่จะศึกษาเล่าเรียนก็ดี คนที่จะประกอบอาชีพการงานก็ดี คนที่จะมีบุตรภรรยาทรัพย์สินเงินทอง มีอะไรต่าง ๆ ที่เขาอยากจะมีกันก็ดี ถ้ามีหรือทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี คือด้วยอำนาจของปัญญาแล้ว จะไม่ร้อนเหมือนคนที่ทำไปด้วยอำนาจของตัณหา; เพราะฉะนั้น เราจำเป็นจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ด้วยความรู้สึกของปัญญา ที่รู้สึกอยู่เสมอว่า “สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ โดยที่แท้แล้ว เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น”. แต่เมื่อเรายังตัดไม่ได้ ยังละไม่ได้ ยังมีกิเลสอยู่ ยังจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่; ก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความรู้สึกที่เป็นความรอบรู้ ที่เรียกว่าปัญญา นั้นเอง. การกระทำของเราก็จะไม่ตกหล่มของกิเลสตัณหา, ทำไปได้ด้วย “ความลืมตา” ทำด้วยสติปัญญา จึงไม่มีความทุกข์ตั้งแต่เบื้องต้นจนปลาย โดยจิตใจไม่มีความหลงยึดถือโดยความเป็นตัวตนหรือของตน อย่างหลับหูหลับตา โดยที่จิตใจไม่ยึดถือสิ่งเหล่านั้นในฐานะเป็นของน่าเอา-น่าเป็น; คงทำไปโดยรู้สึกผิดชอบชั่วดี ปล่อยให้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี หรือตามที่กฎหมายและอะไรอื่นจะคุ้มครองให้ได้ก็ได้. ยกตัวอย่างเช่นว่า เรามีที่ดินเป็นทรัพย์สมบัติอยู่ เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกที่เป็นตัณหา ไม่อยากไปยึดถือในสิ่งนั้น จนถึงกับว่าเป็นที่หนักอกหนักใจ แผดเผาหัวใจอยู่เสมอก็ได้; ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือกฎหมายท่านยังคงคุ้มครองที่ดินผืนนั้นให้ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอยู่นั่นเอง เราไม่ต้องไปยึดถือผูกพันด้วยกิเลสตัณหาให้เป็นความทุกข์ร้อน วิตกกังวลแก่เรา มันก็ไม่หลุดมือหายไปไหนเสีย. แม้ว่าจะมีใครมาแย่งชิงก็ยังคงทำการต้านทานป้องกันไปได้ด้วยสติปัญญา ไม่ต้องทำการต้านทานด้วยกิเลสตัณหา ให้เร่าร้อนด้วยไฟคือโทสะ ก็ยังอาศัยอำนาจขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎหมายทำการต้านทานได้ โดยไม่ต้องมีความทุกข์ เราก็ยังคงรักษาคุ้มครองเอาไว้ได้. ถ้าหากว่ามันจะต้องหลุดมือไปจริง ๆ เราจะมีกิเลสตัณหา หรือไม่มีกิเลสตัณหาก็ตาม มันช่วยไม่ได้ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ ดังนี้ มันก็ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร แม้จะมีกิเลสตัณหาหวงแหนสักเท่าใด ถึงคราวที่มันจะเปลี่ยนแปลงไปมันก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปผูกพันยึดถือในการมีของสิ่งใด หรือวัตถุสังขารเหล่าใด ด้วยกิเลสตัณหาเลย. นี้เป็นวิธีปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
แนบไฟล์
images (61).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:33

..ต่อไปนี้จะชี้ให้เห็นว่า เมื่อไม่อาศัยกิเลสตัณหา หรือหมดกิเลสตัณหาแล้วก็ตาม ไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรไม่ได้. เรายังคงทำอะไรได้ทุกอย่าง, หากแต่บัดนี้ทำด้วยอำนาจของปัญญาและเมตตานั่นเอง. ทำด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร; ฟังดูก็แปลกดี. พระอรหันต์ผู้หมดกิเลส ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร เป็นแต่ว่า มีปัญญาเป็นเครื่องบ่งเป็นเครื่องบอก ว่านี้ควรจะทำ แทนที่จะอยู่เฉย ๆ . เพราะฉะนั้น ท่านจึงทำการสืบอายุพระศาสนามาจนถึงพวกเราได้ และทั้งทำประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย ตามสติปัญญาของท่านระบุว่าควรจะทำ; ร่างกายและจิตใจ ซึ่งปราศจากกิเลสตัณหา ก็แสวงหาและบริโภคอาหารได้ด้วยอำนาจสติปัญญา ไม่แสวงหาและบริโภคด้วยกิเลสตัณหาเหมือนแต่กาลก่อน. เมื่อเราหวังว่าจะเป็นผู้พ้นทุกข์ ตามรอยทางของพระพุทธเจ้า หรือของพระอรหันต์ทั้งหลาย เราก็ควรฝึกฝนตัว ในการที่จะทำอะไรลงไปแต่ด้วยอำนาจของสติปัญญา อย่าทำไปด้วยอำนาจกิเลสตัณหา. ถ้าเราเป็นคนศึกษาเล่าเรียน ก็ทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ว่ามันเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำอย่างนี้. ถ้าประกอบการงานอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำและทำให้ดีที่สุด ด้วยความเยือกเย็น เท่าที่สติปัญญาจะอำนวยให้ทำได้อย่างนั้น ๆ : ถ้าทำไปด้วยตัณหา มันร้อนใจตั้งแต่ก่อนที่จะทำ ร้อนใจในเมื่อกำลังทำ และร้อนใจทั้งเมื่อทำเสร็จแล้ว. แต่ถ้าทำด้วยอำนาจของปัญญาควบคุมอยู่ จะไม่ร้อนใจตั้งแต่ก่อนทำ ในเมื่อทำอยู่ก็ไม่ร้อนใจ ทำเสร็จแล้วก็ไม่ร้อนใจ. ผลย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างนี้.


คนที่จะศึกษาเล่าเรียนก็ดี คนที่จะประกอบอาชีพการงานก็ดี คนที่จะมีบุตรภรรยาทรัพย์สินเงินทอง มีอะไรต่าง ๆ ที่เขาอยากจะมีกันก็ดี ถ้ามีหรือทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี คือด้วยอำนาจของปัญญาแล้ว จะไม่ร้อนเหมือนคนที่ทำไปด้วยอำนาจของตัณหา; เพราะฉะนั้น เราจำเป็นจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ด้วยความรู้สึกของปัญญา ที่รู้สึกอยู่เสมอว่า “สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ โดยที่แท้แล้ว เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น”. แต่เมื่อเรายังตัดไม่ได้ ยังละไม่ได้ ยังมีกิเลสอยู่ ยังจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่; ก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความรู้สึกที่เป็นความรอบรู้ ที่เรียกว่าปัญญา นั้นเอง. การกระทำของเราก็จะไม่ตกหล่มของกิเลสตัณหา, ทำไปได้ด้วย “ความลืมตา” ทำด้วยสติปัญญา จึงไม่มีความทุกข์ตั้งแต่เบื้องต้นจนปลาย โดยจิตใจไม่มีความหลงยึดถือโดยความเป็นตัวตนหรือของตน อย่างหลับหูหลับตา โดยที่จิตใจไม่ยึดถือสิ่งเหล่านั้นในฐานะเป็นของน่าเอา-น่าเป็น; คงทำไปโดยรู้สึกผิดชอบชั่วดี ปล่อยให้เป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี หรือตามที่กฎหมายและอะไรอื่นจะคุ้มครองให้ได้ก็ได้. ยกตัวอย่างเช่นว่า เรามีที่ดินเป็นทรัพย์สมบัติอยู่ เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกที่เป็นตัณหา ไม่อยากไปยึดถือในสิ่งนั้น จนถึงกับว่าเป็นที่หนักอกหนักใจ แผดเผาหัวใจอยู่เสมอก็ได้; ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือกฎหมายท่านยังคงคุ้มครองที่ดินผืนนั้นให้ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอยู่นั่นเอง เราไม่ต้องไปยึดถือผูกพันด้วยกิเลสตัณหาให้เป็นความทุกข์ร้อน วิตกกังวลแก่เรา มันก็ไม่หลุดมือหายไปไหนเสีย. แม้ว่าจะมีใครมาแย่งชิงก็ยังคงทำการต้านทานป้องกันไปได้ด้วยสติปัญญา ไม่ต้องทำการต้านทานด้วยกิเลสตัณหา ให้เร่าร้อนด้วยไฟคือโทสะ ก็ยังอาศัยอำนาจขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎหมายทำการต้านทานได้ โดยไม่ต้องมีความทุกข์ เราก็ยังคงรักษาคุ้มครองเอาไว้ได้. ถ้าหากว่ามันจะต้องหลุดมือไปจริง ๆ เราจะมีกิเลสตัณหา หรือไม่มีกิเลสตัณหาก็ตาม มันช่วยไม่ได้ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ ดังนี้ มันก็ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร แม้จะมีกิเลสตัณหาหวงแหนสักเท่าใด ถึงคราวที่มันจะเปลี่ยนแปลงไปมันก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปผูกพันยึดถือในการมีของสิ่งใด หรือวัตถุสังขารเหล่าใด ด้วยกิเลสตัณหาเลย. นี้เป็นวิธีปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
แนบไฟล์
images (61).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:36

..แม้ “การเป็น” ก็เหมือนกัน เราต้องไม่ยึดถือในการเป็นนั่นเป็นนี่ เพราะว่าโดยที่แท้แล้ว ไม่มีอะไรน่าสนุกเลยในการเป็น ล้วนแต่นำมาซึ่งความทุกข์ทรมานอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น. อุบายอย่างง่าย ๆ ที่เราจะพิจารณา ซึ่งเรียกว่าเป็นวิปัสสนาโดยตรง หรือการปฏิบัติธรรมโดยตรง ก็คือพิจารณาให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าเป็น หรือไม่มีการเป็นอะไรที่น่าสนุกเลย. ท่านทั้งหลายลองตั้งปัญหาสำหรับพิจารณาในข้อนี้ดูได้ทุก ๆ คน ว่ามีการเป็นอะไรบ้างที่น่าสนุก : เช่นเป็นบุตรของบิดามารดาน่าสนุกไหม ? หรือเป็นบิดามารดาของบุตรเสียเอง น่าสนุกไหม ? คนที่มีอายุผ่านมาถึงขนาดมีบุตรมีหลานแล้วจะตอบปัญหาข้อนี้ได้ดี ว่าเป็นพ่อเขาก็ไม่สนุก เป็นลูกเขาก็ไม่สนุก เพราะต่างมีภาระที่จะพึงปฏิบัติ. ทีนี้ เป็นสามีเขาสนุกไหม ? เป็นภรรยาเขาสนุกไหม ? เป็นนายเขาสนุกไหม ? เป็นบ่าวสนุกไหม ? ตลอดถึงที่ไกลออกไปถึงกับว่าเป็นคนเอาเปรียบเขา โกงเขา สนุกไหม ? เป็นคนถูกเขาโกง สนุกไหม ? เป็นคนแพ้สนุกไหม ? เป็นคนชนะสนุกไหม ? ดังนี้เป็นต้น; ขยายเรื่อยออกไป จนถึงเรื่องเป็นสัตว์สนุกไหม ? เป็นมนุษย์สนุกไหม ? จนกระทั่งถึงว่าเป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นก้อนดิน ก้อนหิน อีกทางหนึ่งนี้ สนุกไหม ? กระทั่งว่าเป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นอะไรที่สูง ๆ ขึ้นไป สนุกไหม ? ถ้าท่านมีความรู้ชนิดที่เรียกว่า รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างแท้จริงแล้ว ความรู้สึกที่จะทำให้เห็นว่าไม่น่าสนุกนั้น จะแสดงอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ในสิ่งทุกสิ่ง, และในความมีความเป็น หรือในภาวะทุกอย่าง, ทุกอย่างล้วนแต่ว่าไม่มีอะไรที่น่าสนุกเลย เราต้องทนทำ ทนเป็น ทนเอา ทนอยู่ โดยไม่รู้สึกตัว. ทำไมเราจะต้องไปมอบกายถวายชีวิต หลงใหลเอา หลงใหลเป็น หรือทำไปด้วยด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาเล่า ? เราควรจะมีความรู้สึกที่ถูกต้องในสิ่งเหล่านี้ ซึ่งไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็น ให้ถูกต้องจริง ๆ แล้วเป็นอยู่ด้วยความรู้สึกของปัญญาเข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ในลักษณะที่จะให้เป็นทุกข์น้อยที่สุดหรือไม่ให้เป็นทุกข์เลย.


อีกประการหนึ่ง เราจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่อยู่ร่วมโลกกันในโลก ซึ่งจะเป็นมิตรสหายชาวเกลอที่ดี แม้ที่สุดแต่จะเป็นบุตรภรรยาผู้ใกล้ชิดสนิทสนมที่สุดก็ดี ว่าสิ่งทั้งปวงมันเป็นอย่างนี้ ให้เขามีความเข้าใจที่ถูกต้องเหมือนกับเรา แล้วก็จะไม่มีอะไรขัดขวางกันในครอบครัวหรือในบ้านในเมืองตลอดถึงในโลก. ต่างคนต่างมีจิตใจไม่ยึดถือหลงใหลในสิ่งใด ๆ หรือในกันและกัน ด้วยอำนาจกิเลสและตัณหา แต่ว่าคงมีชีวิตเป็นอยู่ด้วยอำนาจของปัญญา มองเห็นชัดอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรที่จะยึดถือจริงจังได้ ในการที่จะให้มาเป็นตัวเราหรือเป็นของของเรา. ทุกคนควรมีความรู้สึกว่าสิ่งทั้งหลายมันเป็นอย่างนั้นเอง คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอยู่เช่นนั้นเอง ไม่น่าหลงปรารถนาด้วยกำลังใจทั้งหมดทั้งสิ้น ควรยับยั้งไว้ด้วยปัญญา เข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งนั้น ๆ แต่ในลักษณะที่จะมีความทุกข์น้อย หรือปลอดภัย คือไม่มีความทุกข์เลย. บุคคลชนิดนี้ เรียกว่าผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญา มีสัมมาทิฏฐิตามทางแห่งพระพุทธศาสนาถึงที่สุด ควรจะเรียกว่าเป็นพุทธบริษัทโดยแท้จริง. แม้จะไม่เคยบวชเคยเรียน แม้จะไม่เคยรับศีล แม้จะไม่เคยสมาทานอะไรก็ตาม แต่ก็เป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยศีล ด้วยธรรม เป็นบุคคลที่เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง. เขาเหล่านั้นมีจิตใจอย่างเดียวกันกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือมีความสะอาด สว่าง สงบในใจ เพราะเหตุที่ไม่หลงยึดถือสิ่งใด ว่าน่าเอา หรือน่าเป็น. เขาเป็นพุทธบริษัทขึ้นมาได้โดยสมบูรณ์ โดยง่ายดาย และโดยแท้จริงด้วย ด้วยอาศัยอุบายวิธีที่ถูกต้องที่พิจารณาเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนเกิดความรู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอา-น่าเป็น.
แนบไฟล์
images (59).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:37

..ความชั่วทั้งหลายที่เป็นชั้นเลวทรามที่สุด ก็มาจากความอยากเอาอยากเป็น ด้วยอำนาจกิเลสตัณหา. แม้ความชั่วที่เบาขึ้นมา ก็ทำกันด้วยอำนาจของความรู้สึกที่เป็นกิเลสตัณหา อยากเอาอยากเป็น. แม้ความดีทั้งปวง ก็ทำกันด้วยอำนาจตัณหาชนิดที่ประณีตละเอียดสูงขึ้นมา ที่เป็นความอยากเอาอยากเป็น ในชั้นดี. แม้ความดีถึงที่สุด ก็ทำด้วยกิเลสตัณหาที่ประณีตละเอียดที่สุด จนไม่จัดว่าเป็นความชั่วหรือเป็นบาปเลย แต่แล้วก็ยังไม่พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่พ้นทุกข์ถึงที่สุด คือพระอรหันต์ จึงเป็นผู้ที่หมดจากการกระทำด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา และกลายเป็นบุคคลที่ทำชั่วก็ไม่ได้ ทำดีก็ไม่ได้ ได้แต่ทำสิ่งที่เหนือไปกว่าความชั่วและความดี คือมีใจที่เป็นอิสระอยู่เหนือความครอบงำของความชั่วและความดี จึงไม่มีความทุกข์เลย ดังนี้. ทั้งนี้เป็นเพราะท่านเห็นว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีความปรารถนาอยากเอา-อยากเป็น ในสิ่งใดเลย ดังกล่าวแล้ว.


อาตมาได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า แนวแห่งพุทธศาสนาของเรามีอยู่อย่างนี้ ท่านทั้งหลายจะทำได้หรือไม่ได้นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่จะทำได้หรือไม่ได้ก็ตาม แนวของพุทธศาสนาก็ยังคงมีอยู่ดังนี้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้. ท่านทั้งหลายจะปรารถนาหรือไม่ปรารถนาก็ตาม แนวของความพ้นทุกข์ ย่อมมีอยู่ดังนี้. บัดนี้ยังไม่ปรารถนา วันหน้าสักโอกาสหนึ่งก็ต้องปรารถนาอยู่ดี เพราะว่าเมื่อละความชั่วเสร็จแล้ว ความดีก็ได้ทำเต็มเปี่ยมดีอยู่แล้ว จิตยังหม่นหมองด้วยกิเลสตัณหาชั้นประณีตบางประการอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะดับได้ด้วยวิธีใด นอกจากจะพยายามศึกษาในชั้นที่อยู่เหนืออำนาจกิเลสตัณหา คืออยู่เหนือการที่จะไปอยากได้-อยากเป็น ในสิ่งที่ชั่วหรือที่ดีก็ตาม. ต้องไม่มีความอยากได้โดยสิ้นเชิงแต่อย่างเดียวเท่านั้น จึงจะพ้นจากความทุกข์ได้โดยประการทั้งปวง. ส่วนที่พวกเราควรจะศึกษากันอย่างไร เพียงไร เท่าใดนั้น ไว้ทำความเข้าใจกันในวันหลัง. ในวันนี้ก็หมดเวลาแล้ว.


ขอสรุปความว่า พุทธศาสนานั้น คือหลักวิชาและระเบียบวิธีปฏิบัติที่ให้รู้ว่า “อะไรเป็นอะไร” การรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุดนั้น คือรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. เมื่อรู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยแท้จริงแล้ว จะเกิดมีความรู้สึกชนิดที่จิตใจจะไม่อยากอะไร : ไม่อยากได้อะไร ไม่อยากเป็นอะไรด้วยความยึดถือ. ถ้าต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใด ๆ โดยลักษณะที่เรียกกันว่า “ความมี-ความเป็น” บ้าง ก็เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสติสัมปชัญญะ โดยอำนาจของปัญญา ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยอำนาจของตัณหา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความทุกข์ หรือมีความทุกข์แต่น้อยที่สุด. นี้, เป็นผลของการเห็นแจ้งในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งสรุปอยู่ในหลักที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มีลักษณะที่ใคร ๆ ไม่น่ามอบตัวเข้าไปเป็นทาส เพื่อจะเอาหรือจะเป็น แต่ประการใดเลย. ขอให้ท่านทั้งหลาย กำหนดใจความของหลักแห่งพุทธศาสนา เท่าที่ได้บรรยายในวันนี้ไว้ดังนี้.
แนบไฟล์
images (58).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:41

..http://www.oknation.net/blog/Aug-sarapo ... 22/entry-5

คู่มือมนุษย์(ฉบับสมบูรณ์)/ท่านพุทธทาส : บทที่ ๓/อุปาทานสี่

..ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย,

อาตมาได้บรรยายแล้วแต่วันก่อน ๆ ถึงข้อที่ว่า พุทธศาสนา นั้นคือวิชาและระเบียบปฏิบัติเพื่อจะให้รู้ถึงความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง ว่าอะไรเป็นอะไร, และต่อจากนั้นได้บรรยายให้ทราบถึงข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงนั้นทุกสิ่งมีปรกติเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีลักษณะที่ไร้ความหมายแห่งความมีตัวตน, เพื่อให้ทราบใจความสำคัญว่า สิ่งทั้งปวงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะยึดถือเอาด้วยกิเลสด้วยตัณหา เพราะว่าการทำอย่างนั้นนั่นแหละเป็นความทุกข์ หรือเป็นทางให้เกิดความทุกข์ และได้กล่าวเรื่อย ๆ มา เป็นเครื่องตักเตือนไว้ทุกครั้งว่า. พุทธศาสนาเรามีความมุ่งหมายจะแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ในทางใจ ที่สูงและลึกยิ่งไปกว่าความมุ่งหมายของ ศีลธรรม หรือ จริยธรรม ตามธรรมดา.
แนบไฟล์
images (57).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:43

.. เพื่อให้เข้าใจในเรื่องความทุกข์นี้ยิ่งขึ้น เรามีทางที่จะเปรียบเทียบลักษณะของความทุกข์ให้เห็นว่ามีอยู่เป็นชั้น ๆ ซึ่งชั้นสุดท้ายจะต้องอาศัยสติปัญญาหรือความรู้ที่สูงสุดจริง ๆ จึงจะดับมันได้. ลักษณะที่จะกำหนดได้ง่าย ๆ ในทางเปรียบเทียบ หรือจะไม่ถือว่าเป็นการเปรียบเทียบก็ตาม ในที่นี้ก็คือ ลักษณะของการเป็นโรค; การเป็นโรคนั้น เราอาจจะจำแนกให้สิ้นเชิงได้โดยจัดเป็น ๓ ประเภทด้วยกัน คือการเป็นโรคทางกาย ทางร่างกายซึ่งเราเห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไป นี้อย่างหนึ่ง. ที่สูงขึ้นไปกว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง ก็คือการเป็นโรคทางจิต ทีนี้เราลองคิดกันดูว่าจะมีโรคอะไรอีกไหม ที่สูงไปกว่าโรคทางจิต ? ถ้าเข้าใจความข้อนี้จะดีมาก. ในบัดนี้ ตามทางธรรมหรือทางปรัชญาที่เกี่ยวกับศาสนา ได้มีการบัญญัติคำขึ้นใช้อีกคำหนึ่ง ซึ่งเป็นคำสำหรับเรียกโรคในทาง ซึ่งเราขอเรียกกันไปทีก่อนว่า ทางวิญญาณ. อาตมาเองก็ยังไม่ทราบว่าจะใช้คำว่าอะไรดี. โรคทางกายนั้นคงใช้คำว่า Physical Disease. โรคทางจิตก็คือ Mental Disease ต่อมาถึงโรคประเภทสุดท้ายนี้ เรียกว่า Spiritual Disease. คำนี้ ตามธรรมดาหรือถ้าเป็นคนธรรมดาก็มักจะเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องผีเรื่องสาง หรือเรื่องอะไรทำนองนั้น, แต่ความจริงนั้น Spiritual Disease นี้ มิได้หมายถึงโรคเกี่ยวกับผีสางอะไรทำนองนั้นเลย. มันหมายถึงโรคที่เกี่ยวกับกิเลสแผดเผา ! ถ้าจะชี้ที่ตัวจริงของโรคนี้ก็คือ ความทนทรมานทางจิตที่เกิดมาจากกิเลส. แต่โรคนั้นปรากฏทางจิตหรือวิญญาณล้วน ๆ ซึ่งตรงกับคำว่า Spiritual. ซึ่งสูงไปกว่าคำว่า Mental. เพราะคำว่า Mental นั้น กระเดียดไปทางเกี่ยวพันกับ Physical อยู่มาก. โรคทางกาย คือความเจ็บไข้ทางกาย, โรคทางจิต ก็คือความป่วยในทางจิต, แต่โรคทางวิญญาณ นี้ยิ่งไปกว่านั้น; แม้ไม่ป่วยทางกาย ไม่ป่วยทางจิต แต่ถ้ายังมีกิเลสตัณหาอวิชชาอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นคนป่วยในทาง Spirit หรือวิญญาณ๑ อยู่ด้วยกันทุกคน. อวิชชาคือความไม่รู้ ตัณหาคือความอยาก อุปาทานคือความยึดมั่น เหล่านี้เป็นเครื่องทำให้คนเราตกอยู่ในสภาพของความป่วยในทางวิญญาณ. สิ่งนี้ยิ่งไปกว่าความป่วยทางจิต.


(สาธุ..ท่านอธิบายชัดเจน เข้าใจได้โดยง่าย)
แนบไฟล์
images (56).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 16 ต.ค. 2016, 05:25

..๑. คำว่าวิญญาณโดยทั่วไป ตรงกับคำว่า Consciousness. ที่ตรงกับคำว่า Spirit นี้เป็นคำพิเศษของฝ่ายพวกที่ถือว่ามี เจตภูต หรือตัวตน, มิใช่ศัพท์ทางพุทธศาสนาโดยตรง พุทธศาสนาปฏิเสธตัวตน ทำนองนั้น.
.
.
คำว่าจิต หรือวิญญาณนี้ ออกจะปนกันยุ่ง ฉะนั้นอย่าไปยึดถือถ้อยคำนัก, ขอให้ยึดถือกิริยาอาการที่เกิดขึ้นจริง ๆ ก็แล้วกัน; ถ้าป่วยทางกาย ก็ไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลทั่ว ๆ ไป, ถ้าป่วยทางจิต ก็ไปโรงพยาบาลพิเศษ เช่นที่ปากคลองสานเป็นต้นโดยเฉพาะ. แต่ถ้าป่วยทางวิญญาณ หรือ Spiritual แล้ว ก็ต้องไปหาโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้าโดยตรง อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าเราเข้าใจว่าโรคของคนทุกคน มีอยู่เป็น ๓ ชั้นดังนี้แล้ว เราก็จะรู้จักอานิสงส์ รู้จักประโยชน์ รู้จักความสำคัญของพระพุทธศาสนายิ่งขึ้นทันที. เมื่อเป็นดังนี้ เราจะเห็นได้ว่า การที่จะแก้ปัญหาในการเป็นโรคทางวิญญาณนี้ มันเหลือวิสัยที่ศีลธรรมสากลทั่ว ๆ ไป จะช่วยแก้ไขได้ ต้องอาศัยหลักธรรมในพระพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นชั้นสูง คือส่วนที่สามารถจะกำจัดกิเลสตัณหาได้จริง ๆ เท่านั้น เป็นเครื่องเยียวยารักษา. นี่แหละ จะทำให้เราสนใจในตัวพุทธศาสนายิ่งขึ้น : เราจะมองเห็นความที่ศาสนาหรือพุทธศาสนามีสภาพอยู่เหนือกว่าศีลธรรมทั่ว ๆ ไป. ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ใจความสำคัญของพระพุทธศาสนานั้น คือวิชาและระเบียบปฏิบัติจนเกิดความรู้อันถูกต้องว่าอะไรเป็นอะไร ถ้ารู้ถูกต้องแล้ว อย่างน้อยก็รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; ใครไปยึดถือว่าเป็นตัวตน หรือของตนเข้า มันก็เป็นทุกข์; เราเรียกความทุกข์ หรือความทรมานนี้เองว่าเป็นโรคทางวิญญาณ, ซึ่งสัตว์กำลังเป็นกันอยู่ทุกรูปทุกนาม.

นี้ก็มาถึงปัญหาที่ว่าเราต้องการจะปลีกตัว ลากตัว ถอนตัว ออกมาเสียจากสังขารหรือจากสิ่งทั้งหลายที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหล่านั้น เราจะมีวิธีอย่างไร ? คำตอบคือเราจะต้องศึกษาไปถึงข้อที่ว่า “อะไรเป็นเหตุให้เราเข้าไปอยาก และเข้าไปติดยึดถือสิ่งเหล่านั้น ?” เราจะต้องศึกษาเรื่องของสิ่งลึกลับ ที่ทำให้เราหลงเข้าไปยึดถือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลก ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ที่เป็นทุกข์ ที่เป็นอนัตตา. ถ้าเรารู้ลึกซึ้งถึงสิ่งที่เป็นต้นเหตุ ให้เราเข้าไปหลงยึดถือแล้ว เราอาจจะตัดการยึดถือเสียได้. เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีความรู้ในข้อนี้โดยตรง เราจึงจะสามารถทำตนให้ถอยออกไปเสียให้ห่างไกล หรือให้เป็นอิสระออกไปเสียจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของความหลงใหลยึดถือ ทั้งที่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุก ๆ วิถีทาง.

อีกประการหนึ่ง อาตมาเห็นว่าการศึกษาให้เข้าใจเรื่องกิเลสส่วนที่เป็นเหตุให้ยึดถือ หรือที่เรียกว่า “อุปาทาน” นี่แหละเสียก่อน จะเป็นการช่วยให้เราเข้าใจพุทธศาสนาได้ชัดเจนลึกซึ้งถึงที่สุด และโดยง่าย. จึงขอร้องให้บรรดาท่านนักศึกษาทั้งหลายได้สนใจในเรื่องอุปาทาน หรือความยึดถือนี้ให้มากเป็นพิเศษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้ศึกษาจนรู้จักตัวความยึดถือที่แท้จริงที่ท่านกำลังมีอยู่ในท่านทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านเอง หรือว่าจะเป็นตัวบุคคลที่เรากำลังจะไปช่วยเหลือเขาให้พ้นจากทุกข์ภัยที่เกิดมาแต่กิเลส.

กิเลส ซึ่งเป็นความยึดถือ หรือเป็นเครื่องยึดถือในสิ่งทั้งปวงนั้น พุทธศาสนาเรียกว่า “อุปาทาน” คำว่า อุปาทาน ก็แปลว่า ความยึดถือ. ถ้าตามตัวหนังสือจริง ๆ ก็แปลว่าการเข้าไปถือเอาหรือการเข้าไปทรงไว้เป็นต้น; แต่โดยใจความแล้ว คือการเข้าไปยึดถือเอาด้วยกำลังจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นเอง.

อุปาทาน หรือกิเลสเป็นเครื่องให้ยึดถือนี้ ท่านจำแนกเป็น ๔ ประการด้วยกัน ประการแรกเรียกว่า กามุปาทาน คือการยึดถือในของรักของใคร่ทั่วไป. ประการที่สองเรียกว่า ทิฏฐุปาทาน การยึดถือทิฏฐิความคิดเห็นตามที่ตนมีอยู่. ประการที่สามเรียกว่า สีลัพพตุปาทาน ยึดถือในศีลและวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ที่ตนเคยประพฤติปฏิบัติกระทำโดยงมงายมาแต่เดิม และประการสุดท้าย คือประการที่สี่นั้น เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน คือ การยึดถือด้วยการกล่าวว่า เป็นตัวเป็นตน.

กามุปาทาน ยึดมั่นในกาม ซึ่งเป็นประการแรกนั้น เห็นได้จากการที่คนเราตามธรรมดา มีความติดพันในสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด คือจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม. รูปก็คือ สิ่งที่น่ารักใคร่ในทางรูป หรือทางที่เห็นด้วยตา, เสียง ก็หมายถึงเสียงไพเราะที่จะผูกพันจิตใจ, กลิ่น ก็คือกลิ่นหอม, รส ก็คือรสที่อร่อย, โผฏฐัพพะ คือการสัมผัสทางกาย ตามที่สัญชาตญาณตามปรกติของคนเรารู้สึกว่าเป็นความสนุกสนานเพลิดเพลินหรือเอร็ดอร่อย. วัตถุที่ตั้งของกามารมณ์ ๕ อย่างนี้ กล่าวเพียงเท่าที่รู้จักกันทั่วไป. แต่ตามหลักธรรมในพุทธศาสนานั้น ขยายออกไปเป็น ๖, คือมี “ธรรมารมณ์” เพิ่มอีกอย่างหนึ่ง หมายถึงสิ่งที่ผุดขึ้นในความรู้สึกในใจ, เป็นเรื่องอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตก็ได้ เกี่ยวกับวัตถุภายนอกหรือภายในก็ได้, เป็นของจริงหรือเป็นเพียงคิดฝันก็ได้, ซึ่งอาจให้เกิดเอร็ดอร่อยทางจิตในขณะที่รู้สึก. เมื่อทารกเกิดมา ได้รู้รสของอารมณ์ทั้ง ๖ นี้เป็นครั้งแรก ก็เกิดความยึดถือในอารมณ์นั้นขึ้น และยึดถือยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๆ มาจนกระทั่งบัดนี้ มีความยึดถือในสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่เช่นนั้นอย่างแน่นแฟ้น อย่างที่เหลือวิสัยที่คนธรรมดาจะถอนได้. เพราะฉะนั้นจึงเป็น ปัญหาสำคัญ ที่เราจะต้องมีความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้อง และประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องต่อสิ่งเหล่านั้น. มิฉะนั้นความยึดถือในกามนี่แหละ จะนำไปสู่ความพินาศฉิบหาย ขอให้เราพิจารณาดูความพินาศฉิบหายของคนทั่ว ๆ ไปตามปรกติก็จะมองเห็นว่า มีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่นในกามอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังที่กล่าวมาแล้ว. คำว่า “กาม” ในภาษาบาลี มีขอบเขตกว้าวขวางกว่าในภาษาไทย ซึงหมายถึงแต่ความรู้สึกในทางเพศตรงข้ามอย่างเดียว, ถึงเพียงนี้.

นักคิดแห่งยุคปัจจุบัน เช่นนักจิตวิทยาที่ชื่อ Sigmund Freud ยอมเชื่อหรือยอมมีหลักว่า อะไรทุกอย่างที่มนุษย์ทำกันอยู่ในโลก ไม่ว่าอะไร ล้วนแต่มีมูลมาจากสิ่งที่เรียกว่ากามารมณ์นี้ทั้งนั้น. ถ้ามองดูกันในแง่ที่เกี่ยวกับสัตว์โลกทั่ว ๆ ไปแล้ว จะเห็นว่าข้อนี้เป็นความจริงถึงที่สุดจริง ๆ ด้วย, เพราะว่าคนเราจะรักกันก็มีมูลมาจากกามารมณ์, เราจะโกรธกัน เกลียดกัน อิจฉาริษยาฆ่าฟันกันหรือฆ่าตัวเองก็ตาม ก็จะต้องมีมูลมาจากกามารมณ์. เพราะว่าความโกรธความเกลียดนั้น จะต้องมาจากการที่ต่างฝ่ายต่างหวังในกามารมณ์อันใดอันหนึ่ง แล้วมีประโยชน์อันขัดกันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ยิ่งคิดไปยิ่งจะเห็นได้ว่า การที่มนุษย์ต้องทำงานต้องขวนขวายต่าง ๆ นานาประการ หรือทำอะไรก็ตาม เราอาจจะสืบสาวเรื่องราวไปจนพบว่ามีความอยากในสิ่งที่ตนใคร่จะได้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นมูลฐานอยู่ในส่วนลึกทั้งนั้น. ขอให้พินิจคิดดูแม้แต่ว่าที่เราอุตส่าห์เล่าเรียนเพื่อประกอบอาชีพนี้ ก็ต้องมีมูลมาจากกามารมณ์ เพราะว่าเป็นไปเพื่อให้ได้ผลจากอาชีพ แล้วก็ไปจัดหาความสบายในทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งนั้น; จะมีอะไรมากไปกว่านี้เล่า ! แม้แต่เรื่องทำบุญให้ทานเพื่อไปสวรรค์ ก็เป็นการกล่าวว่ามีมูลมาจากความหวังในทางกามารมณ์ เพราะฉะนั้นอาตมาจึงจำกัดความลงไปว่า “เพียงเรื่องของโลก” อย่าให้ก้าวก่ายไปถึงเรื่องของโลกุตตระ เช่นการที่ออกบวช ทำความเพียรเพื่อตัดกิเลสเสียให้สิ้น เราไม่ถือว่ามีมูลเพื่อจะให้ได้ซึ่งกามารมณ์ เว้นแต่การกระทำของคนบางพวกหรือนักบวชบางพวก ที่ทำเพื่อกามารมณ์ในโลกในภพสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งนั้นก็มีเหมือนกัน, แต่นั่นไม่ใช่ในพุทธศาสนา. แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เรายังมีทางที่จะกล่าวได้โดยอ้อมอีกว่า เพราะเกลียดกลัวกามารมณ์ ซึ่งเป็นเครื่องครอบงำย่ำยีโลกนั่นเอง เราจึงออกประพฤติพรหมจรรย์เพื่อหาวิธีที่จะอยู่เหนืออำนาจของกามารมณ์เหล่านี้เป็นต้น. นี้ก็เรียกว่าการบวชนั้น มีมูลมาจากกามารมณ์โดยอ้อม คือคนละแนว. แต่รวมความแล้ว ก็อาจที่จะกล่าวว่า ความยุ่งยากปั่นป่วนของสัตว์ ของมนุษย์ ของโลกทั้งสิ้นนั้น มีมูลมาจากกามารมณ์ ได้อยู่นั่นเอง.

ทำไมกามารมณ์จึงมีอำนาจร้ายกาจถึงเพียงนี้ ? ก็เพราะเหตุว่า เพราะอำนาจของ กามุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ยึดติดอย่างเหนียวแน่นในกามตัวนี้เอง พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้ในฐานะเป็นอุปาทานข้อต้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับโลกโดยตรง. โลกจะตั้งอยู่หรือจะหมุนไป หรือจะแตกดับวินาศฉิบหาย หรือจะเป็นอะไรก็ตาม ย่อมมีมูลมาจากกามุปาทานนี้โดยตรงและทั่วไป. เราควรจะพิจารณาให้มองเห็นชัดในตัวเราเองว่า เรามีกามุปาทานกันอย่างไร มาตั้งแต่เมื่อไหร่ และเหนียวแน่นเพียงไร และอยู่ในลักษณะที่ออกจะเหลือวิสัยที่เราจะละได้จริง ๆ หรือไม่. ถ้าหากว่าเราไม่พึ่งสติปัญญาของพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะสามารถละกามุปาทานกันได้อย่างไร ดูยังมืดมนมาก. สิ่งนี้แหละ คือสิ่งที่เรียกว่า กามุปาทาน อันจะตัดหรือละได้ด้วยการประพฤติปฏิบัติในทางพุทธศาสนาชั้นสูง ไม่ใช่ชั้นศีลธรรม หรือจริยธรรมตามธรรมดา. ถ้าว่ากันอย่างตามธรรมดาหรือพื้น ๆ ทั่วไปอย่างโลก ๆ แล้ว กามุปาทานเสียอีก กลับจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวง, ที่ว่ามีประโยชน์ หมายความว่าจะทำให้รักครอบครัว จะทำให้ขยันขันแข็งในการแสวงหาทรัพย์และชื่อเสียง ฯลฯ อะไรเหล่านี้เป็นต้น ล้วนแต่มีมูลมาจากกามุปาทานอยู่ทั้งนั้น ถ้าจะเพ่งไปในทางดีอย่างโลก ๆ ก็นับว่าเป็นกำลังอันหนึ่ง ซึ่งทำให้คนขยันขันแข็ง. แต่ถ้ามองกันในแง่ของธรรม จะรู้สึกว่าเป็นทางมาแห่งความทุกข์ทรมานอันเร้นลับ; เพราะฉะนั้นในทางธรรม กามุปาทานจึงเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม หรือถึงกับเป็นสิ่งที่จะต้องละในที่สุด. เราละได้หรือยัง ? เราจะละกันหรือยัง ? นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง. ขอแต่ให้เข้าใจไว้อย่างชัดเจน ว่านี่แหละคือสิ่งที่พุทธศาสนามุ่งหมายจะให้ได้รับการควบคุม, มุ่งหมายจะให้ละในที่สุด; นับเป็นอุปาทานข้อแรก.

ทิฏฐุปาทาน ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ คือความคิดความเห็น ซึ่งเป็นอุปาทานข้อที่สองนั้น ก็เป็นสิ่งที่จะมองเห็นและเข้าใจได้ไม่ยากนักเหมือนกัน พอเราเกิดมาในโลก เราก็ต้องได้รับการศึกษาอบรม ให้เกิดเป็นความเห็นชนิดที่เรียกว่า ทิฏฐิ คือความเห็นชนิดที่มีไว้สำหรับถือรั้นยึดมั่น ไม่ค่อยยอมใครง่าย ๆ นี่เรียกว่า ทิฏฐิ. ความเห็นชนิดนี้ คนทุกคนจะต้องยึดมั่นของตนด้วยกันทั้งนั้น อยู่ในลักษณะที่อาจจะจัดเป็นสัญชาตญาณ; กล่าวอย่างนี้ก็ไม่ผิด. ลักษณะที่ยึดมั่นด้วยทิฏฐิความคิดเห็นของตนนี้ เป็นไปตามธรรมชาติ เราไม่ติเตียนกันนัก และเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ. แต่ถ้าเรามองให้ดี ก็จะเห็นเป็นโทษเป็นภัยที่ร้ายกาจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คือไม่น้อยไปกว่ากามุปาทาน. ถ้าคนเรายึดมั่นในทิฏฐิความคิดความเห็นเดิม ๆ ของตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นคนดื้อดึงโดยเด็ดขาดแล้ว ก็แปลว่าจะต้องได้รับความวินาศ. เราจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงทิฏฐิความคิดเห็นของเรานี้ให้ถูกยิ่ง ๆ ขึ้น ให้ดีให้สูงยิ่งขึ้น. แม้ว่าเราจะยังคงยึดถือทิฏฐิอยู่ก็ตาม เราจะต้องปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น คือจากมิจฉาทิฏฐิ ให้ค่อย ๆ กลายมาเป็นสัมมาทิฏฐิ และยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนเป็นสัมมาทิฏฐิถึงที่สุด ชนิดที่รู้อริยสัจจ์ ดังที่อาตมาได้บรรยายแล้วแต่วันก่อน.
ทิฏฐิที่เป็นเหตุแห่งความถือรั้น มีมูลมาจากทางหลาย ๆ ทาง แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว มักจะเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี หรือลัทธิศาสนาเป็นส่วนใหญ่. เมื่อกล่าวดังนี้ ก็พอจะเข้าใจกันได้ว่า สิ่งใดที่เราเห็นว่าถูกที่สุด หรือดีที่สุด สิ่งนั้นเราก็จะยึดถือมากที่สุด. ความยึดมั่น ถือมั่น เกี่ยวกับทิฏฐิ จึงมักจะต้องตกไปตามขนบธรรมเนียมประเพณี หรือลัทธิศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่มีไว้แสดงถึงสิ่งที่ถือว่าดีที่สุด. ส่วนที่จะมีทิฏฐืถือรั้นเป็นของส่วนตัวเองล้วน ๆ นั้นยังไม่เท่าไหร่ ยังไม่มากมายเท่ากับที่งอกงามมาจากขนบธรรมเนียมประเพณีหรือศาสนา ที่ค่อย ๆ อบรมสะสมกันมากขึ้น ๆ. ยังมีข้อที่ยิ่งไปกว่านั้นอีก : ทิฏฐิต่าง ๆ นี้ ยังเกี่ยวกับความไม่รู้ที่เรียกว่า อวิชชา. เมื่อมีความไม่รู้ ก็มีความเข้าใจเอาเองตามอำนาจกิเลสพื้นฐาน ว่าสิ่งนี้น่ารัก สิ่งนี้น่ายึดเมื่อมีความไม่รู้ ก็มีความเข้าใจเอาเองตามอำนาจกิเลสพื้นฐาน ว่าสิ่งนี้น่ารัก สิ่งนี้น่ายึดถือ สิ่งนี้เที่ยงแท้ถาวร สิ่งนี้เป็นความสุข สิ่งนี้เป็นตัวเป็นตน แทนที่จะเห็นว่าสังขารเหล่านั้นเป็นของปฏิกูล เป็นมายา เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้เป็นต้น กระทั่งว่าอะไร ๆ ที่ตนเคยสำคัญมั่นหมาย เคยเข้าใจมาแล้วละก็ ต้องเป็นของถูก ไม่ยอมให้เป็นของผิด เป็นผู้ไม่ยอมผิด ทั้ง ๆ ที่บางทีก็เห็นอยู่ว่าผิด แต่ก็ยอมให้ไม่ได้ เพราะยังสงวนทิฏฐิ ความเห็นอันนี้ไว้เรื่อย. ความเป็นผู้ที่ดื้อดึงซึ่งหน้าอย่างนี้ นับว่าเป็นอุปสรรค หรือศัตรูของคนเราอย่างยิ่ง. มันจะทำให้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงลัทธิแห่งความคิดความเห็น หรือความเชื่อในลัทธิศาสนาหรือลัทธินิกายอื่น ๆ ที่จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น. ปัญหานี้ ย่อมจะเกิดแก่บุคคลผู้ถือลัทธิศาสนาหรือลัทธิอะไรก็ตาม ที่ยังต่ำอยู่. ทั้ง ๆ ที่ตัวเห็นว่าต่ำ ก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะถือเสียว่า เป็นของที่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยถือกันมาบ้าง หรือไม่มีเหตุผลอะไรสำหรับแก้ตัวขึ้นมาจริง ๆ ก็ถือเสียเพียงว่ามันเป็นสิ่งที่เคยถือมาอย่างนี้ก็ดีแล้ว ดังนี้เป็นต้น. เพราะเหตุนี้เอง จึงถือว่า ทิฏฐิเป็นกิเลสตัวร้ายกาจ เป็นสิ่งที่น่าอันตรายที่สุดอย่างหนึ่ง, ซึ่งจะถือเป็นของเล็กน้อยไม่ได้, จะต้องพยายามอย่างยิ่ง ให้หน่าย ให้จาง และให้หลุดถอน.

สีลัพพตุปาทาน อันเป็นข้อที่สามนั้น หมายถึงความถือมั่นในการประพฤติกระทำ ที่เคยประพฤติกระทำสืบปรัมปรากันมาอย่างไร้เหตุผล หรือที่ถือว่าเป็นการประพฤติกระทำที่นิยมกันว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ยึดถือไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมสละคืน. คนไทยเราทั่วไป ก็มีสิ่งที่เรียกว่า สีลัพพตะ หรือ ศีลพรต ในที่นี้กันไม่น้อยกว่าชนชาติอื่นเหมือนกัน, มีการถือเครื่องรางของขลังและลัทธิพิธีเคล็ดลับต่าง ๆ เช่นว่าตื่นขึ้นมา บางคนจะต้องเสกน้ำล้างหน้า, จะถ่ายอุจจาระเป็นต้น ก็ต้องมีเคล็ดอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นจะต้องผินหน้าทิศนั้นทิศนี้, ขะบริโภคอาหารหรือจะนอน ก็ต้องมีเคล็ดอย่างนั้นอย่างนี้, มีการเชื่อผีสางเทวดา ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น, ซึ่งเป็นเรื่องของคนโบราณ. แม้แต่คนสมัยปัจจุบันนี้ก็ยังมีสิ่งที่ตัวยึดถือ หรือมีความยึดถือในทำนองนี้ และโดยเฉพาะก็มักจะเป็นของที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี หรือลัทธิศาสนานั่นเอง.
ใจความสำคัญของเรื่องสีลัพพตุปาทาน นี้ อยู่ตรงที่ว่าเป็นระเบียบวิธีประพฤติปฏิบัติที่ทำไปโดยไร้เหตุผล โดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผล โดยไม่อาศัยเหตุผล; คงมีแต่ความยึดมั่นถือมั่น แต่ตามตัวหนังสืออย่างเดียวบ้าง, ในฐานะที่เป็นของที่เคยทำแล้ว ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงบ้าง แม้แต่ที่เป็นพุทธบริษัทเป็นอุบาสกอุบาสิกาแท้ ๆ ก็ยังมีของอย่างนี้ ยึดมั่นถือมั่นกันไว้คนละอย่างสองอย่าง; แม้ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ ก็ยังยึดมั่นถือมั่นอะไรบางสิ่งบางอย่างหรือหลาย ๆ อย่าง ในทำนองนี้ ซึ่งเป็นตัวศีลวัตร หรือศีลพรต ชนิดที่ยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน. โดยเฉพาะลัทธิศาสนาต่าง ๆ ที่ถือพระเป็นเจ้า ถือเทวดา ถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำนองนั้นด้วยแล้ว จะต้องมีการถือชนิดนั้นมากอย่างยิ่ง. สำหรับพุทธศาสนาเราไม่สู้จะมีมากเหมือนอย่างนั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็มีไม่น้อย. ข้อนี้เป็นได้โดยเหตุที่ว่าเมื่อมาประพฤติศีล หรือธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง แล้วไม่ทราบความมุ่งหมาย ไม่คำนึงถึงเหตุผล ได้แต่ลงสันนิษฐานเอาเสียว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เมื่อลงได้ปฏิบัติของศักดิ์สิทธิ์แล้ว ย่อมต้องได้รับผลดีเอง; ฉะนั้นคนเหล่านี้จึงสมาทานศีล หรือประพฤติธรรมะ แต่เพียงตามแบบฉบับ ตามตัวอักษร ตามประเพณี ตามตัวอย่าง ที่สืบปรัมปรากันมาเท่านั้น, ไม่เข้าถึงเหตุผลของสิ่งนั้น ๆ แต่เพราะอาศัยการประพฤติกระทำมาจนชิน การยึดถือจึงเหนียวแน่นเป็นอุปาทานชนิดที่แก้ไขยาก. ด้วยเหตุนี้แหละ การที่ใครจะเปลี่ยนจากลัทธิหนึ่ง ไปสู่อีกลัทธิหนึ่ง หรือเปลี่ยนจากศาสนาหนึ่ง ไปสู่ศาสนาหนึ่งนั้น จึงเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำได้ เพราะอำนาจของศีลวัตรที่ตนประพฤติปฏิบัติสมาทานอยู่ด้วยความยึดถือ หลายวัน หลายเดือน หลายปี หลายสิบปี จนแน่นแฟ้นเปลี่ยนไม่ได้. อันนี้เรียกว่า อุปาทาน ในการประพฤติปฏิบัติที่เคยกระทำสืบ ๆ กันมาอย่างผิด ๆ หรืองมงาย. ต่างจากอุปาทานข้อที่สองข้างต้น ซึ่งหมายถึงการถือในตัวทิฏฐิ หรือความคิดความเห็นที่ผิด. ส่วนข้อนี้เป็นการยึดถือในตัวการปฏิบัติ หรือการกระทำทางภายนอก.

แม้การประพฤติวิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐาน อย่างที่ประพฤติ ๆ กันอยู่ก็ตาม ถ้าหากว่าทำไปด้วยความไม่รู้เหตุผลต้นปลาย ไม่รู้ความมุ่งหมายอันแท้จริง เหล่านี้แล้ว ก็ต้องเป็นการทำไปด้วยอำนาจสีลัพพตุปาทานนี้ทั้งนั้น. การกระทำทางศาสนาของคนสองพวก ที่ดูภายนอกเหมือนกันนั่นแหละ จะกลายเป็นว่าพวกหนึ่ง กำลังทำอยู่ด้วยอำนาจสีลัพพตปรามาส เป็นความโง่เขลาชนิดหนึ่งไป เพราะความยึดถือเหนียวแน่นในทางขลังและศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่ต้องสงสัย. แม้ที่สุดแต่เราจะรักษาศีล, จะเป็นศีลห้า หรือศีลแปด ศีลสิบ หรือศีลอะไรก็ตาม ถ้ารักษาโดยคิดว่าเราจะเป็นผู้ขลัง ผู้ศักดิ์สิทธิ์ จะมีอำนาจวิเศษอะไรขึ้นมา เพราะการรักษาศีลนั้นแล้ว ก็กลายเป็นสีลัพพตปรามาส ซึ่งทำโดยอำนาจสีลัพพตุปาทานนี้ทั้งนั้น, ไม่จำต้องกล่าวถึงการประพฤติวัตรแปลก ๆ ของพวกเดียรถีย์ ภายนอกพุทธศาสนาเลย; ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก. ในการที่จะประพฤติปฏิบัติตามหลักของธรรมะหรือของศาสนาที่ถูกต้องนั้น มันจะต้องเป็นการถูกต้องไปตั้งแต่ทิฏฐิความคิดความเห็น และความพอใจในผลของการปฏิบัติที่มีเหตุผล ในการทำลายกิเลสไปตั้งแต่ต้นทีเดียว ความประพฤติปฏิบัตินั้น จึงจะไม่เป็นไปเพื่อความยึดถือด้วยอุปาทานที่เหนียวแน่น นอกลู่นอกทางยิ่งขึ้น.
อีกอย่างหนึ่ง ยังมีสิ่งที่ควรจะมองด้วยเหมือนกัน ว่าเราทุกคน มีอะไรที่เราถือรั้นเหนียวแน่นอยู่ในทางการกระทำหรือประพฤติ ในฐานะที่เป็นลัทธิชนิดหนึ่ง ซึ่งเราถือเสียว่าอยู่เหนือเหตุผลที่จะพิสูจน์. อาตมาอยากจะยืนยันว่า ข้อนี้เป็นทางที่จะทำให้เราตกหลุมพราง ของสีลัพพตุปาทานข้อนี้ โดยไม่รู้สึกตัว, และเป็นสิ่งที่มีอยู่ด้วยกันทุกคน ทั้งคนสมัยเก่าทั้งคนสมัยใหม่หรือคนสมัยใหม่เจี๊ยบก็ตาม. ขอให้พิจารณาดูเถอะว่า เรากำลังเชื่อ กำลังพอใจ กำลังยึดถือ ในระเบียบแห่งการประพฤติ การกระทำ อย่างหนึ่งอย่างใดของตน อย่างเหนียวแน่น อย่างที่ใคร ๆ จะมาง้างไม่ได้ทีเดียว ดังนี้ด้วยกันทุกคน, หากแต่ว่ามันแตกต่างกันเป็นหลาย ๆ อย่าง เป็นคน ๆ ไปเท่านั้น. คนเรามามัวหลงใหลอยู่ในสิ่ง ๆ นี้กันเสีย จึงเป็นเหตุให้ติดเหนียวแน่นอยู่ในสิ่งที่ตนเคยถือรั้นผิด ๆ มาแต่เดิม เป็นทางไม่ให้ก้าวหน้าไปในทางสูงของจิตใจ. จิตใจยังคงถูกหุ้มห่อให้มืดมิดอยู่ด้วยอุปาทานข้อที่สามนี้ตลอดเวลา.
อัตตวาทุปาทาน อันเป็นอุปาทานข้อสุดท้ายนั้น แปลว่าความยึดมั่นด้วยวาทะว่าตัวตน. ท่านใช้คำว่า ยึดมั่นด้วยวาทะ คือคำพูดว่าตัวตน แต่ที่จริงไม่ใช่คำพูด. มันเป็นความยึดถือในใจ. หรือถ้าจะพูดว่า ก็เป็นใจพูด คือใจพูดข้างใน ว่านี้มันตัวตน. ความยึดถือว่าตัวว่าตนนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เท่า ๆ กับที่เป็นสิ่งเร้นลับอย่างยิ่ง. ถ้าจะกล่าวให้กว้างออกไปอีก ก็กล่าวได้ว่า เป็นตัวสัญชาตญาณโดยตรง. ความรู้สึกที่มีประจำอยู่ในชีวิตจิตใจของสิ่งที่มีชีวิตนั้น ย่อมจะมีความรู้สึกในข้อที่ว่า เราเป็นเรา หรือเราเป็นตัวตนของเราอยู่ดังนี้เสมอไป อย่างที่จะช่วยไม่ได้ เพราะเหตุว่าความรู้สึกอันนี้แหละ เป็นสัญชาตญาณชั้นมูลฐานที่สุด ของสิ่งที่มีชีวิต และเป็นสัญชาตญาณมูลฐาน ของสัญชาตญาณอื่น ๆ . สัญชาตญาณอื่น ๆ ในที่นี้ ก็เช่นสัญชาตญาณเพื่อจะหาอาหาร กินอาหาร เพื่อให้มีความเจริญงอกงามใหญ่โต รวมทั้งสัญชาตญาณเพื่อต่อสู้อันตราย เพื่อจะหลบหนีอันตราย หรือว่าสัญชาตญาณที่จะสืบพันธุ์เอาไว้ไม่ให้สาบสูญ และสัญชาตญาณอื่น ๆ อีกมาก. แต่ว่าสัญชาตญาณทั้งหมดนั้น ต้องอาศัยอยู่บนสัญชาตญาณแห่งการรู้สึกยึดถือว่าตัวเรา. มันต้องมีตัวเรา หรือมีความยึดถือว่าตัวเราเสียก่อน มันจึงจะไม่อยากตาย มันจึงจะอยากหาอาหารมาเลี้ยงร่างกาย มันจึงอยากจะต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด หรือไม่ให้ได้รับอันตราย มันจึงอยากจะสืบพันธุ์ของมันไว้. มันจะเป็นสัญชาตญาณใด ๆ ก็ตาม ก็ต้องอาศัยอยู่บนสัญชาตญาณที่เป็นมูลฐาน คือสัญชาตญาณที่เป็นความรู้สึกยึดถือว่ามีตัวตนนี่เอง. ความยึดถือว่ามีตัวตนจึงเกิดเป็นสิ่งที่จะต้องมีประจำอยู่ในสิ่งทุกสิ่งที่มีชีวิต ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว มันจะมีชีวิตรอดมาไม่ได้. ขอให้เข้าใจสั้น ๆ อย่างนี้ก็แล้วกัน ว่า ถ้าปราศจากความรู้สึกยึดถือว่าตัวตนแล้ว มันจะมีชีวิตมาไม่ได้ คือมันจะไม่แสวงหาอาหาร มันจะไม่หลบหลีกอันตราย มันจะไม่สืบพันธุ์ ดังนี้เป็นต้น. ครั้นมีชีวิตมาได้ถึงบัดนี้ ก็หมายความว่ามีสัญชาตญาณแห่งความยึดถือตัวตนนี่แหละเป็นมูลฐาน. แต่พร้อมกันนั้น, พร้อมกันทีเดียว, พร้อมกันไปในตัวนั่นเอง, มันก็เป็นสิ่งให้เกิดความทุกข์ ในการแสวงหาอาหาร ในการต่อสู้ ในการสืบพันธุ์ หรือในการทำอะไรทุก ๆ อย่าง ซึ่งต้องอาศัยความอยาก คือกิเลสตัณหา; เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า มันเป็นมูลฐานแห่งความทุกข์ทั้งปวงด้วย, ข้อนี้มีพระบาลีที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นใจความว่า ถ้าเราจะพูดกันโดยสรุปความให้สั้นที่สุดแล้ว ก็พูดว่า “สิ่งต่าง ๆ ที่มีอุปาทานยึดครองอยู่นั่นแหละ เป็นตัวความทุกข์ หรือเป็นมูลเหตุของความทุกข์” หรือให้สั้นกว่านั้นอีก ก็ว่า “ร่างกายและจิตใจที่มีอุปาทานเข้าไปยึดถือหรือครอบครองอยู่นั่นแหละ เป็นตัวความทุกข์”๑ ดังนี้. เมื่อเป็นดังนี้ เราเห็นได้พร้อม ๆ กันไปในคราวเดียวกันว่า อุปาทานข้อนี้ เป็นมูลกำเนิดของชีวิตด้วย เป็นมูลกำเนิดของความทุกข์ด้วย พร้อมกัน หรือเคียงคู่กันมา และคำที่ว่า “ชีวิตคือความทุกข์ ความทุกข์คือชีวิต” นี้ ท่านหมายความถึงข้อนี้เอง หรือมีข้อเท็จจริงอยู่ตรงนี้เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษาดูให้ดี.

ยิ่งกว่านั้น ยังมีคำกล่าวในพระพุทธศาสนา ซึ่งกล่าวในฐานะเป็นอุปมาว่า ผู้ที่จะเอาตัวรอดจากความทุกข์ให้ได้นั้น ให้ฆ่าพ่อฆ่าแม่เสีย.๒ ที่ว่า ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ในที่นี้นั้น ก็หมายถึง ฆ่าอุปาทาน หรือ ฆ่าอวิชชา อันเป็นมูลเหตุของตัณหาและอุปาทาน นี้เอง; หมายความว่าถ้าดับอุปาทานที่ยึดถือว่าตัวตนเสียได้ ก็จะหมดความทุกข์ ชีวิตก็จะถึงที่สุดแห่งความทุกข์ หมายความว่า จะไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตายอีกต่อไป จะหมดเหตุหมดปัจจัยที่จะปรุงแต่งให้มีภพมีชาติเกิดใหม่อีกต่อไป, ชาติที่เป็นอยู่ในบัดนี้ จะเป็นชาติสุดท้ายขึ้นมาทันที. การที่เรารู้จักมูลกำเนิดของชีวิต หรือของความทุกข์นี้น่าจะถือว่าเป็นการรู้ในสิ่งที่ลึกซึ้งที่สุด หรือที่ควรรู้ที่สุด เพราะว่าเป็นทางที่ทำให้เราสามารถกำจัดความทุกข์ได้เด็ดขาดหมดจดสิ้นเชิงถึงที่สุด. ข้อนี้เราอยากจะอวดว่าเป็นวิชาความรู้เฉพาะของพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่อาจจะหาพบได้ในศาสนาอื่นที่มีอยู่ในโลกนี้ เท่าที่หลักฐานยืนยันอยู่ในปัจจุบันนี้; ฉะนั้น อาตมาจึงย้ำในข้อนี้ในฐานะที่เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนาเรา. ขอให้ท่านนักศึกษาตั้งใจกำหนดจดจำเอาไปศึกษาพินิจพิจารณาให้ละเอียดสุขุมเป็นพิเศษ.
----------------------------------------------------------------------------------------
๑. สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา - โดยสรุปย่อ ขันธ์ห้าที่ประกอบอยู่ด้วยอุปาทาน เป็นตัวทุกข์.
๒. มาตรํ ปิตรํ หนฺตวา ราชาโน เทฺว ชตฺติเย ฯ ไตร. ล. ๒๕ น. ๕๔ อุปาทานว่า ตัวตนเป็นเหตุให้มีภพ มีชาติ, จึงถูกเปรียบด้วย พ่อแม่.

วิธีปฏิบัติในเรื่องที่เกี่ยวกับอุปาทาน ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น จะต้องอาศัยการที่เรารู้จักตัวอุปาทาน โดยเฉพาะ อัตตวาทุปาทาน ข้อสุดท้ายนี้ ให้มากเป็นอย่างยิ่ง, และโดยเฉพาะอย่างยิ่งขึ้นไปอีก ก็ในแง่ที่อาตมาได้กล่าวแล้ว ว่าเป็นมูลฐานของสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตหรือของสิ่งที่มีชีวิต และเป็นสิ่งที่มีอยู่เอง เป็นอยู่เอง, มีประจำอยู่เสร็จแล้วในตัว โดยไม่ต้องสอนอะไรกันอีก. ตัวอย่างเช่นเด็กเล็ก ๆ พอเกิดมาจากครรภ์มารดา หรือว่าลูกสัตว์เล็ก ๆ พอเกิดมาจากท้องแม่ ก็มีสัญชาตญาณอันนี้มาด้วยเสร็จ. เราจะเห็นได้ว่าลูกสัตว์เล็ก ๆ เช่นลูกแมว รู้จักขู่ฟ่อ ๆ ในเมื่อเราเข้าไปใกล้มัน ซึ่งเป็นสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้ป้องกันตัวเอง. สัญชาตญาณในการรู้จักอยากอาหาร รู้จักแสวงหาอาหาร รู้จักทำอะไร ๆ ที่เข้าข้างตัว ก็เป็นอย่างเดียวกัน. ยิ่งกว่านั้น อัตตวาทุปาทานนี้ ยังเป็นไปมากจนถึงกับว่าเป็นความรู้สึกที่อยู่เหนือเหตุผล คือไม่ต้องอาศัยเหตุผล อาศัยแต่ความรู้สึกที่รู้สึกอยู่แล้วในจิตใจเท่านั้น. ยกตัวอย่างเด็กเล็ก ๆ เขาเดินเซไป เผอิญศีรษะไปกระทบเข้ากับประตู เจ็บ แล้วร้องไห้. พี่เลี้ยงหรือมารดาก็แก้ได้โดยวิธีที่ไปตีประตูแก้แค้นแทนให้, เด็กนั้นก็หายโกรธหรือหายร้องไห้ ดังนี้เป็นต้น. อาการอันนี้ติดมาจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังโกรธสิ่งที่ไม่มีชีวิตไม่มีวิญญาณเหล่านั้นได้อยู่เหมือนกัน. เราจะเห็นคนโต ๆ ในขนาดพวกเรานี้ขว้างปาวัตถุสิ่งของนั่นนี่ ลงไปด้วยความโกรธ ในฐานะที่โกรธราวกับว่าสิ่งของนั้นเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง ที่ไม่ทำตามความประสงค์ของตน หรือสิ่งของนั้นมีเจนาที่จะขัดคอขัดขวางตน ดังนี้เป็นต้น. ขอให้พิจารณาถึงข้อที่เด็ก ๆ บางทีก็เตะประตู ตีประตู ตีอะไรต่อมิอะไร ที่ไม่มีชีวิตวิญญาณด้วยความโกรธ. แม้ที่สุดแต่สิ่งที่ไม่มีชีวิตวิญญาณ ถ้าเผอิญมันกระดุกกระดิกได้ เช่นเครื่องจักรของนาฬิกาที่กำลังเดินอยู่เป็นต้น ก็จะเผลอรู้สึกว่าสิ่งนั้นมีชีวิตวิญญาณขึ้นมาทันที.
เพราะเหตุที่มีอุปาทานว่า มีอะไรที่เป็นตัวตนอยู่ประจำอยู่ในสิ่งทั้งหลาย และอุปาทานนั้นก็สิงประจำอยู่ในจิตในใจของคนทุกคน ฉะนั้นเราจึงสู้ไม่ได้ หรือช่วยไม่ได้ แก้ไม่ไหว ในการที่จะป้องกันมิให้อุปาทานในข้อนี้ แสดงอิทธิพลอะไรออกมา. มันย่อมมีอิทธิพลในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างของคนเรา, เรามีทางทำได้อย่างเดียว คือจะควบคุมมันไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, จนกว่าจะเจริญด้วยวิชาความรู้ในทางธรรมมากขึ้น ในภายหลัง เราจึงจะสามารถควบคุมมันได้ถึงที่สุด หรืออาจจะเรียกได้อีกโวหารหนึ่งว่า ตัดให้เด็ดขาดลงไปด้วยหลักวิธีที่ทางพุทธศาสนาสอนไว้ จนเราชนะสัญชาตญาณข้อนี้. ถ้ายังเป็นคนธรรมดา คือเป็นปุถุชนแล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะเอาชนะสัญชาตญาณข้อนี้ได้เลย. แม้จะเป็นพระอริยเจ้า ก็มีแต่พระอริยเจ้าอันดับสุดท้ายที่สุด คือพระอรหันต์เท่านั้น ที่จะเอาชนะสัญชาตญาณข้อนี้ได้. เราต้องเข้าใจไว้ว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นปัญหาของสิ่งที่มีชีวิตทั่ว ๆ ไป ทั้งหมดทั้งสิ้น. ถ้าเราต้องการจะเป็นพุทธบริษัทเต็มตัว คือห้ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาโดยครบถ้วนแล้ว ก็จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องนี้ และเอาชนะอุปาทานข้อนี้ให้ได้ให้มากที่สุด เราก็จะได้รับประโยชน์เต็ม ตามที่พระพุทธศาสนามีให้เรา และเราก็จะเป็นพุทธบริษัทแท้.
แม้ในขั้นที่เรายังละไม่ได้ ยังตัดไม่ได้นี้ อาตมาก็ยังขอยืนยันว่าอุปาทานทั้งหมดนี้ ยังเป็นสิ่งที่ควรศึกษา พินิจพิจารณาอย่างละเอียดสุขุม และทำการควบคุมมันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้; นั่นแหละ เราจึงจะค่อย ๆ เป็นอิสระแก่ตัวเราเอง คือเป็นอิสระแก่กิเลส แต่เราใช้คำว่าเป็นอิสระแก่ตัวเราเอง. ในการที่เราจะปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ของเราให้ถูกต้องตรงตามอุดมคติของเรา ยกตัวอย่างเช่นบรรดาท่านทั้งหลายเหล่านี้ ที่จะออกไปเป็นตุลาการประจำศาล อย่างน้อยที่สุด ท่านก็ต้องมีหลักหรืออุดมคติในข้อที่ว่า จะไม่ลำเอียงด้วยอคติทั้งสี่. แต่ว่าเพียงความรู้หรือความตั้งใจว่าจะไม่ลำเอียงด้วยอคติทั้งสี่ ในขณะที่เราควบคุมอุปาทานข้อนี้ไม่ได้เสียเลยนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ หรือจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด. การที่เราจะไม่มีอคติขึ้นมาเฉย ๆ ง่าย ๆ นั้น ไม่ได้แน่. นั่นเป็นสิ่งที่มีได้ยาก หรือเป็นสิ่งที่เหลือวิสัย. แต่ถ้าหากว่าเราได้ศึกษารู้จักกิเลสตัณหาอุปาทาน หรืออัตตวาทุปาทานข้อนี้โดยเฉพาะ ให้แจ่มแจ้งที่สุด และทำให้อยู่ในความควบคุมของเราให้มากที่สุดแล้ว การที่จะเป็นคนไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง จะเป็นของง่ายที่สุด ทั้งจะเป็นของสบายที่สุดด้วย; และเราจะไม่ต้องเสียใจภายหลัง. เมื่อเราปฏิบัติหน้าที่ของเราได้บริสุทธิ์ผุดผ่องตามอุดมคติแล้ว เราก็มีแต่ความสุขใจแท้จริงตลอดไป. ถ้าเราปฏิบัติไม่ได้เพราะว่าเราสู้มันไม่ได้ ควบคุมมันไว้ไม่ได้ เราก็ต้องเสียใจภายหลังเป็นธรรมดา และเป็นทางมาแห่งการเสื่อมเสียอย่างอื่นสืบไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด.
การที่เรารู้จักมูลฐานของสิ่งที่เป็นปัญหาประจำวันของเรานั้น นับเป็นกุศล หรือความฉลาดถึงที่สุด อาตมาจึงรบเร้าท่านนักศึกษาทั้งหลาย ให้สนใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะก็คือเรื่องอุปาทานทั้งสี่ อันเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า ทั้ง ๆ ที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นสิ่งที่ไม่น่ายึดถือ-ไม่น่าเอา-ไม่น่าเป็นอยู่ตามธรรมชาติ เราก็ยังตกไปเป็นบ่าวเป็นทาสมันอย่างเหนียวแน่น. นั่นเพราะอะไร ? ก็เพราะอำนาจของอุปาทานทั้งสี่นี่เอง. ฉะนั้นเราจึงต้องศึกษาให้รู้จักสิ่งที่เป็นอันตรายเป็นพิษร้ายนี้ให้มากที่สุด. สิ่งนี้มิได้แสดงตัวเป็นพิษหรือเป็นอันตรายอย่างลุกโพลง ๆ เช่นกับไฟ หรือรู้จักได้ง่ายเช่นอาวุธหรือยาพิษเป็นต้น; แต่มันเป็นของที่เร้นลับแนบเนียน อยู่ในลักษณะหรือฐานะเป็นของความเอร็ดอร่อย เป็นของหอมยวนใจ เป็นของสวยงาม เป็นของไพเราะ เหล่านี้ทั้งนั้น. เมื่อมันมาในลักษณะเช่นนี้ ย่อมเป็นการยากที่เราจะรู้สึกตัวหรือควบคุมมันได้ จึงต้องอาศัยสติปัญญาของพระพุทธเจ้า อาศัยความรู้ของพระพุทธเจ้ามาศึกษาปฏิบัติ ควบคุมอุปาทานเหล่านี้ ให้อยู่ในอำนาจของปัญญา ก็จะสามารถดำรงชีวิตนี้ ให้เป็นไปในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ทรมาน หรือเป็นทุกข์ทรมานแต่น้อยที่สุด หรือสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่การงาน มีชีวิตเป็นคนมีลมหายใจอยู่ในโลกนี้ ในลักษณะที่เยือกเย็น มีความสะอาด สว่าง สงบ ตามสมควร.
เป็นอันว่าในวันนี้ อาตมาได้ชี้ให้เห็นสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งมีอยู่ในท่านทุก ๆ คน สำหรับจะเกี่ยวพันท่านทั้งหลายไว้กับความทุกข์ หรือเกี่ยวกันไว้กับโลก อันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ หรือกับสิ่งทั้งปวง อันเป็นที่ตั้งของความทุกข์ พอควรแก่เวลาแล้ว. โอกาสหลังจะได้บรรยายถึงข้อที่ว่ามันได้ผูกพันเราเข้ากับสิ่งใดในลักษณะอย่างไร๑ เพื่อให้เห็นชัดเจน แล้วจะได้ควบคุมมันให้ดีที่สุด อุปาทานทั้งสี่นี้ เป็นปัญหาอันเดียวที่พุทธบริษัท หรือผู้ประสงค์จะรู้พุทธศาสนาจะต้องเข้าใจ เพราะว่า ที่สุดที่จบของพรหมจรรย์ในพุทธศาสนานี้ก็คือการทำจิตให้หลุดพ้นจากอุปาทาน. ท่านทั้งหลายจะได้พบคำกล่าวนี้ในท้ายสูตร ในพระบาลีทุก ๆ สูตร ที่กล่าวถึงการบรรลุธรรมชั้นพระอรหันต์. ในที่นั้นจะมีคำว่า “จิตหลุดพ้นจากอุปาทาน” แล้วก็จบกัน เพราะว่าเรื่องการบรรลุมรรคผลจบกันเพียงเท่านั้นเอง. เมื่อจิตหลุดพ้นจากอุปาทานแล้ว ก็หมายความว่าไม่มีอะไรที่มาผูกคล้องจิตนั้น ให้ไปตกเป็นทาสของโลกได้ หรือเวียนเกิดในโลกอีกต่อไป เรื่องมันจึงจบหรือกลายเป็นโลกุตตระ คือพ้นโลกซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์; เหตุนั้นการหลุดพ้นจากอุปาทานจึงเป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา. อาตมาเห็นว่าเรามีเวลาน้อยด้วยกัน จึงได้เลือกสรรเอาแต่เรื่องที่เป็นใจความสำคัญมากล่าว. ขอให้ท่านทั้งหลายผู้หวังจะศึกษาพระพุทธศาสนา จงกำหนดจำให้แม่นยำ นำไปพินิจพิจารณาโดยละเอียดสุขุม เป็นประจำทุกครั้งที่ได้บรรยายด้วย. อาตมาขอแสดงความขอบคุณล่วงหน้าต่อท่านที่ทำเช่นนั้น.
ขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
-------------------------------------------------------------------------
แนบไฟล์
images (46).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*