"..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 13 ต.ค. 2016, 20:38

ชูชีพ เขียน:ลุงเนตรบวชแล้วหรือครับสาธุด้วยครับบทความดีมีสาระครับ


"..ขอบคุณครับหลาน ที่เข้ามาดู ให้กำลังใจ ถามไถ่

..ขอตอบว่า ขณะนี้ไม่ได้บวชครับ..

..ในอดีตลุงเคย..

..อุปสมบทครั้งแรก ๑ พรรษา ที่วัดช่องลม ต.ช่องนนทรี อ.ยานนาวา กทม. เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ อายุ ๒๑ ปี เกณฑทหารไม่ถูก บวชให้พ่อแม่ ๑ พรรษา ช่วงนั้นทำงานบริษัท

..อุปสมบทครั้งที่สอง ๑ พรรษา ที่วัดพระบรมธาตุไชยา อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ช่วงนั้นทำงานการรถไฟฯ (ครั้งนี้ได้อ่านหนังสือธรรมะ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ มากพอสมควร)

..อุปสมบทครั้งที่สาม ๑๕ วัน ที่วัดใหม่พิเรนทร์ โพธิ์สามต้น ต.วัดอรุณ อ.บางกอกใหญ่ ธนบุรี เพื่อเสริมสร้างบุญให้กับตัวเอง ช่วงเกษียณแล้ว
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 10:30

.ความดีหรือความชั่วนี้ เป็นเรื่องของสมมติ ต่อเมื่อจิตพ้นไปจากเรื่องสมมติ เหนือความดีความชั่ว คือมีจิตอยู่เหนือฐานะที่จะเกลียดความชั่วหรือรักความดีนั่นแหละ จึงจะเป็นอันพ้นจากโลก หรือพ้นจากทุกข์ตามแบบของพระอริยเจ้า. นี่, เรียกว่าเป็นการปฏิบัติชั้นที่ ๓ คือชั้นที่ทำให้จิตบริสุทธิ์หมดจด ปราศจากสิ่งเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง, และอันนี้เป็นผลเกิดมาจากการที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง ตามทางที่ถูกต้องและถึงที่สุดตามหลักของพุทธศาสนา จนเราสามารถรู้ว่าสิ่งทั้งปวงหรือภาวะความเป็นใด ๆ ก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่น่าเข้าไปผูกพันตัวอยู่ด้วย ไม่น่ายึดถือ ไม่น่ามอบตัวเข้าไปเพื่อเป็นทาสด้วยความหลงรักหลงอยากด้วยเลย, ควรถอนตัวออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวงโดยสิ้นเชิง มีจิตเป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งปวง ดังนี้ จึงจะไม่มีความทุกข์เลย. นี้แหละ, คือการที่จิตมีความรู้ หรือประกอบไปด้วยความรู้อันถูกต้องถึงที่สุด ว่าอะไรเป็นอะไร จนสามารถที่จะทำจิตนั้น ให้ปราศจากความทุกข์ได้จริง ๆ ถ้าถึงที่สุด ก็เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ ถ้ายังไม่ถึงที่สุดก็คือ พระอริยเจ้าชั้นรอง ๆ ลงมา. แต่ว่าทั้งหมดทุกชั้น ล้วนแต่เป็นผู้รู้อะไรเป็นอะไร ตามหลักที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งนั้น, เช่นเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่มีอยู่ในสิ่งทั้งปวง ดังนี้เป็นต้น
แนบไฟล์
images.jpg
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 14 ต.ค. 2016, 14:51, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 14:51

.. เราจะเห็นได้แล้วว่า การปฏิบัติตามหลักแห่งโอวาทปาติโมกข์มีขึ้น ย่อมเป็นผลเกิดมาจากการที่มีความรู้ เห็นชัดแจ้ง ว่าอะไรเป็นอะไร ตามที่เป็นจริง จึงวางหลักการปฏิบัติลงไปได้ว่า อย่าทำชั่ว ทำแต่ความดี และทำจิตให้อยู่เหนือความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง ไม่ผูกพันกับสิ่งใด ไม่เป็นทาส หรือตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใด ๆ ดังนี้.


ทีนี้ข้อสุดท้าย ซึ่งอาตมาอยากจะแนะให้สังเกตต่อไป คือข้อที่ว่า คำว่า ศาสนา นั้น แปลว่าอะไร ? พุทธ แปลว่า พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้รู้. พุทธศาสนา ก็ต้องแปลว่า ศาสนาของผู้รู้ พุทธบริษัท ก็แปลว่า บริษัทของผู้รู้; พุทธศาสนิกชน ก็แปลว่า ผู้ปฏิบัติตามพุทธศาสนาคือตามศาสนาของผู้รู้. คำว่าพุทธะ ๆ ที่แปลว่าผู้รู้นั้น หมายถึงรู้อะไร. ในที่สุด ก็คือรู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงถึงที่สุดนั้นเอง อาตมาจึงกล่าวว่า พุทธศาสนา ก็คือศาสนาที่ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร, เป็นศาสนาเกี่ยวกับความรู้จริง; เราจะต้องปฏิบัติจนให้รู้ของเราเอง; เมื่อรู้ถึงที่สุดแล้วไม่ต้องกลัว, กิเลสตัณหาต่าง ๆ จะถูกความรู้นั้นทำลายล้างสิ้นไป; ความหลงใหลที่เรียกว่าอวิชชานั้น จะดับไปในทันที ในเมื่อวิชชาได้เกิดขึ้น; ฉะนั้น ข้อปฏิบัติต่าง ๆ จึงมีไว้เพื่อให้วิชชาเกิดขึ้น คือเพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นเอง. ท่านทั้งหลายทั้งปวง จงผูกใจ จงปักใจมั่น ในทางที่จะเข้าถึงพุทธศาสนาด้วยวิธีการทำการปฏิบัติในทางที่จะให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร เท่านั้น. ขอแต่ให้เป็นความรู้ที่ถูกต้อง ให้เป็นการรู้ด้วยความเห็นแจ้งจริง ๆ , อย่าให้เป็นความรู้อย่างโลก ๆ เป็นความรู้ผิด ๆ เป็นความรู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนไปหลงสิ่งที่ไม่ดีว่าดี หรือหลงสิ่งซึ่งเป็นที่เกิดความทุกข์ว่าไม่ให้เกิดความทุกข์ ดังนี้เป็นต้น. ขอให้พยายามดูกันในแง่ความทุกข์นี้ ให้มากให้ถึงที่สุด ก็จะค่อย ๆ รู้ไปตามลำดับ และนั่นแหละ จะเป็นการรู้พุทธศาสนาที่ถูกตัวศาสนา.
แนบไฟล์
images.png
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 14:53

.. เมื่อดู หรือพยายามจะเข้าถึงพระพุทธศาสนากันโดยวิธีนี้ แล้วคนตัดฟืนขายที่ไม่รู้หนังสือ ก็จะเข้าถึงตัวพุทธศาสนาได้. ในขณะที่เปรียญหลาย ๆ ประโยค ก็ง่วนอยู่กับพระไตรปิฎก แต่ไม่ดูกันในแง่นนี้ ก็อาจจะไม่เข้าถึงพุทธศาสนาได้เลย ทำไมคนอย่างพวกเรา ที่พอจะมีสติปัญญาอยู่บ้าง จะไม่สามารถพินิจพิจารณาสิ่งทั้งปวงให้รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร. เมื่อถูกเข้ากับสิ่งใดครั้งหนึ่งแล้ว ก็ต้องศึกษาสิ่งนั้น ๆ ให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ว่าสิ่งนั้นมันเป็นอย่างไรแน่. ความทุกข์ที่เกิดขึ้น และกำลังเผาผลาญเราให้เร่าร้อนอยู่นั้น มันคืออะไร, มันเป็นอย่างไร, มันมาจากอะไร, ถ้าทุกคนตั้งสติคอยเฝ้ากำหนด พิจารณาความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ตน ในลักษณะดังกล่าวนี้แล้ว จะเป็นทางเข้าถึงพุทธศาสนาได้ดีที่สุด ดีกว่าที่จะเรียนเอาจากพระไตรปิฎก อย่างที่จะเปรียบเทียบกันไม่ได้ทีเดียว. การที่จะเป็นหนอนกินหนังสือ คือว่ามัวแต่ศึกษาพุทธศาสนาจากพระไตรปิฎก ในแง่ของภาษา หรือวรรณคดีนั้น ไม่มีทางที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร, ทั้งที่ในพระไตรปิฎกเต็มไปด้วยคำบรรยาย ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้เป็นอย่างนี้ สิ่งโน้นเป็นอย่างโน้น ก็ได้แต่ฟังอย่างนกแก้วนกขุนทองที่จำไว้ได้ แต่ไม่สามารถจะเข้าถึงความจริง ของสิ่งทั้งหลายได้; เว้นไว้แต่ว่า เขาจะได้ทำการพินิจพิจารณาให้เป็นเรื่องจริงของชีวิตจิตใจ, เข้าถึงตัวจริงของกิเลส, เข้าถึงตัวจริงของความทุกข์, เข้าถึงตัวจริงของธรรมชาติหรือของสิ่งทั้งปวงบรรดาที่มาเกี่ยวข้องกับเขา, นั่นแหละ จึงจะรู้ถึงตัวพุทธศาสนา.
แนบไฟล์
images (81).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 14:55

..คนที่ไม่เคยเห็นเคยฟังพระไตรปิฎกเลย แต่เคยพิจารณาอย่างละเอียดลออทุกครั้งทุกคราว ที่ความทุกข์เกิดขึ้นแผดเผาในใจของตน; นี้แหละ เรียกว่าคนที่กำลังเรียนพระไตรปิฎกโดยตรงอย่างถูกต้องถ่องแท้ยิ่งกว่าคนที่กำลังเปิดเล่มพระไตรปิฎกในตู้ออกอ่าน แล้วเพียงแต่จำไว้ได้และเข้าใจ. เพราะฉะนั้นเราจงคิดดูว่า แม้แต่ตัวเราเองในบัดนี้ เรารู้จักตัวเราเองดีแล้วหรือยัง ? มันอาจเป็นเช่นเดียวกันกับคนที่ลูบคลำเล่มพระไตรปิฎกอยู่ทุกวัน แต่ไม่รู้จักเพชรหรือรู้จักอมฤตธรรม ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก. ข้อนี้ได้แก่การที่เรามีตัวเรา เราใช้ตัวเรา เราปฏิบัติตัวเรา เราทำอะไรเกี่ยวกับตัวเราอยู่ทุกวัน แต่แล้วเราก็ไม่รู้จักตัวเรา ไม่สามารถจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเราให้ลุล่วงไปได้; ยังคงมีความทุกข์ และยังคงมีตัณหาที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ วัน ตามอายุที่เพิ่มขึ้น. นี่เพราะไม่รู้จักตัวเราอย่างเดียวเท่านั้น. ชีวิตจิตใจ หรือสิ่งที่เราเรียกว่าตัวเรา ที่กำลังเป็นตัวเรา ที่สวมอยู่กับตัวเรา เรายังไม่รู้จัก.
แนบไฟล์
images (80).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 14:57

.. ขอให้ตัดสินใจดู ด้วยความเป็นธรรมเถิดว่า การที่จะไปรู้พระไตรปิฏก หรือไปรู้สิ่งลึกลับที่ซ่อนอยู่ในพระไตรปิฎกนั้น ยังยุ่งยากไปกว่าเป็นไหน ๆ เพราะฉะนั้น เราจงหันมาศึกษาตัวพระพุทธศาสนา หรือรู้จักตัวพระพุทธศาสนากัน ด้วยการศึกษาด้วยตัวจริง คือจากสิ่งทั้งปวง ซึ่งรวมทั้งรูปธรรม และนามธรรม คือ ร่างกายนี้ และจิตใจนี้ จากชีวิต ซึ่งมีความรู้สึกคิดนึก ซึ่งกำลังหมุนอยู่ในวงกลมของความอยาก และมีเจตนาที่จะกระทำตามความอยาก แล้วก็กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไป ทำให้เกิดผลอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาหล่อเลี้ยงเจตนาที่อยากทำนั้นสืบต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารหรือทะเลทุกข์ เพราะความที่ไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร ข้อเดียวเท่านั้นเอง.
แนบไฟล์
images (79).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 14:58

..อาตมาขอสรุปความสำหรับบรรยายในวันนี้ ว่า พุทธศาสนานั้น คือวิชาและระเบียบปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. เมื่อเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้องจริง ๆ แล้ว ไม่ต้องมีใครมาสอนเรา มาแนะนำเรา เราก็จะปฏิบัติถูกต่อสิ่งนั้น ๆ ได้ด้วยตนเอง, แล้วกิเลสก็จะละไปเอง. ขอแต่เพียงให้เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรในเบื้องต้นเท่านั้น เราก็จะปฏิบัติถูกต้องต่อไปได้ ด้วยตัวของเราเอง. เราจะเป็นพุทธเจ้าหรือพุทธบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่ง ของเราเองขึ้นมาทันที; เราจะปฏิบัติอะไรไม่ผิด ขึ้นมาทันที. เราจะลุถึงสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้ หรือที่ชอบเรียกกันไพเราะ ๆ ว่า มรรค ผล นิพพาน ได้ด้วยตนเอง เพราะการที่เรามีความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องถึงที่สุดแท้จริงเท่านั้น.


ขอยุติคำบรรยายวันนี้ เพราะหมดเวลาเพียงเท่านี้.
แนบไฟล์
images (77).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:05

http://www.oknation.net/blog/Aug-sarapo ... 22/entry-4

..คู่มือมนุษย์(ฉบับสมบูรณ์)/ท่านพุทธทาส : บทที่ ๒/ไตรลักษณ์

..ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย,


.อาตมาได้กล่าวแล้วในการบรรยายครั้งก่อนว่า ศีลธรรม กับ ศาสนา นั้นมีขอบเขตต่างกัน. ข้อนี้เป็นสิ่งที่จะต้องกำหนดไว้ให้ดี มิฉะนั้นจะเข้าใจไปว่ามีอะไรซึ่งขัดกันหรือปนกัน. ขอย้ำในที่นี้อีกว่า ศีลธรรมนั้นเป็นระเบียบปฏิบัติเพื่อจะกำจัดความทุกข์ความยุ่งยาก ความระส่ำระสาย ในชั้นแรก ๆ ที่เป็นเรื่องชั้นโลก ๆ เป็นเรื่องของสังคมหรือเป็นเรื่องของความเป็นอยู่ผาสุกกันในชั้นต่ำ ๆ ส่วนบุคคล. ส่วนหน้าที่ของศาสนานั้น ไปไกลจนถึงกับสามารถกำจัดความหม่นหมองทุกชนิด ที่เหลือวิสัย ที่ศีลธรรมจะกำจัดได้ เช่นความยุ่งยากใจเป็นส่วนตัว ความทุกข์ในใจอันมาจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และกิเลสชั้นละเอียดเหล่านี้ ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่ศีลธรรมทั้งหลายจะช่วยกำจัดให้ได้ แต่ว่าอยู่ในวิสัยหรือหน้าที่ของสิ่งที่เราเรียกกันว่าศาสนา จะช่วยกำจัดให้โดยตรง. เพราะฉะนั้นจึงมีขอบเขตที่ต่างกัน แม้ว่าเราจะรวมเอาศีลธรรมเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาก็ตาม. ศีลธรรมเป็นสิ่งที่มีขอบเขตจำกัดอยู่ในวงจำกัดวงหนึ่ง มีหน้าที่เพียงเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกว้างไปเท่ากับขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา เลย.
แนบไฟล์
images (76).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:10

.. .เรื่องของศีลธรรมนั้น เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าหลักแห่ง ศีล และ ธรรม ๕ คู่ ของพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่นที่เป็นเครือเดียวกัน. หลัก ๕ ประการนั้น คือ


(๑) การไม่เบียดเบียน พยาบาทปองร้าย ริษยากัน ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางจิต ทุกวิถีทาง, แต่กลับมีการกระทำที่ตรงข้าม คือมีเมตตาปรานี ไม่เหยียดหยาม ดูหมิ่นกัน, สมัครสมานสามัคคีกัน มีความประพฤติและความคิดเห็นไม่ขัดแย้งกัน มีความกตัญญูกตเวที โดยถือว่าสัตว์ทั้งปวงที่อยู่ร่วมโลกกัน ล้วนแต่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ทั้งมนุษย์และเดรัจฉานต่างมีบุญคุณที่สัมพันธ์กันสนิท อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้.


(๒) การไม่ลักขโมยแย่งชิงกัน ไม่เอาเปรียบบุคคลและสังคม ทั้งซึ่งหน้าและลับหลัง, แต่กลับมีการแสวงหาและเลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ปันกันในสิ่งของ ความรู้ และความดี ขวนขวายช่วยผู้อื่นในกิจที่ควรช่วย มีความพากเพียรเพื่อความเจริญก้าวหน้า ประหยัดมัธยัสถ์ บูรณะซ่อมแซม ขยันขันแข็งในหน้าที่การงานของตน เพื่อไม่ต้องเป็นขโมย เพื่อตั้งตัวและดำรงวงศ์สกุล และเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ปฏิบัติตามสัญญาประชาคมอย่างเคร่งครัด.


(๓) ไม่ล่วงละเมิดของรักและบุคคลเป็นที่รักของคนอื่นทุกชนิด ไม่ปล่อยตัวตามกระแสตัณหา, แต่กลับมีความสันโดษยินดีในของรักหรือประโยชน์ของตนที่ได้มาหรือมีอยู่โดยชอบธรรม ไม่อยากใหญ่ในกาม เป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่โลภจนผิดธรรม.


(๔) การไม่กล่าวเท็จทางกายทางวาจา หรือทางตัวอักษรทุกวิถทาง แต่กลับเป็นผู้มีวาจาเชื่อถือได้ มีประโยชน์ควรแก่การฟังของผู้อื่น มีสัตย์ มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง ไม่มีมายาสาไถย, และ


(๕) การไม่ตกเป็นทาสของอบายมุขทุกชนิด หรือสิ่งมึนเมาเสพติด ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม อันเป็นทางแห่งความประมาทมัวเมา เสียความปรกติแห่งสติสมปฤดีทุกประการ. แต่กลับเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ เห็นถูกเชื่อถูก ไม่งมงาย มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่สะเพร่าเลินเล่อ มีความอดกลั้นอดทน ในการศึกษา ในการบังคับตัวเอง ปฏิบัติถูกทั้งต่อมิตรและศัตรู รู้จักฐานะและประมาณ รู้จักกาลเทศะ รู้จักสังคมและบุคคล มีการสำรวม มีมารยาทดี ไม่ดื้อกระด้าง มีหิริโอตตัปปะ ละอายบาปกลัวบาปได้โดยลำพังตนเอง มีการศึกษาดี มีเพื่อนดี มีความใคร่ในทางดี ไม่เปิดโอกาสให้ใครดูหมิ่นได้ รู้จักเลือกใช้คนและคบคน.


ศีล และ ธรรม ทั้งหมดนี้ มีความมุ่งหมายผลเพียงความเป็นอยู่อย่างสงบเรียบร้อยของสังคมทั่วไป และเป้นความผาสุกขั้นต้น ๆ อันเป็นวิสัยของปุถุชน มิได้หมายสูงพ้นขึ้นไปถึงการดับทุกข์ หรือตัดกิเลสเด็ดขาดสิ้นเชิง จนเป็นพระอริยเจ้า ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของตัวศาสนา แม้ข้อนี้ก็เป็นหลักที่ควรกำหนดไว้ให้ตายตัว.
แนบไฟล์
images (75).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:12

..ต่อจากนั้นอาตมาได้กล่าวให้ทราบว่า สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนานั้น อาจจะจำกัดความลงไปได้สั้น ๆ ว่า ได้แก่วิชา หรือระเบียบปฏิบัติที่จะทำให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้องเท่านั้น. คำจำกัดความข้อนี้ ก็เหมือนกัน เป็นสิ่งที่ควรกำหนดไว้ให้แม่นยำ เพราะเป็นวิธีหรืออุบายอันหนึ่ง ที่จะทำให้ท่านทั้งหลายเข้าใจพุทธศาสนาได้ง่ายที่สุด. พุทธศาสนาที่ใคร ๆ เห็นกันว่ามีเรื่องอะไรมากมายหลายสิบหลายร้อยเรื่องนั่นแหละ เราอาจเข้าใจได้ง่าย ๆ โดยหลักที่ว่าเป็นวิชาที่บอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น. หลักสำคัญมีอยู่ว่า ถ้าเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องจริง ๆ แล้ว แม้ไม่ต้องมีใครมาสอนเรา เราก็สามารถปฏิบัติถูกต่อสิ่งเหล่านั้นได้เอง. ถ้าเรายังไม่สามารถปฏิบัติถูกต่อสิ่งเหล่านั้น ก็แปลว่าเรายังไม่รู้จักว่า สิ่งเหล่านั้นคืออะไรโดยสมบูรณ์ ข้อนี้ ขอให้ถือเป็นหลักทั่ว ๆ ไปว่า ถ้าเรารู้จักว่า อะไรเป็นอะไรจริง ๆ แล้ว หมายความว่าเราต้องรู้ว่าเราจะพึงปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างไรด้วย; เช่นเรารู้จักว่าชีวิตนี้คืออะไร รู้จักหน้าที่การงานของชีวิตดีว่าคืออะไร รู้จักที่มาและที่ไปในเบื้องสุดท้ายของชีวิตดีอย่างนี้เป็นต้น เราก็จะสามารถปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี จนกระทั่งลุถึงสิ่งที่เรียกว่าพระนิพพาน อันเป็นที่หมายปลายทางเป็นที่สุดที่จบ ของหน้าที่ที่ชีวิตทั้งหลายจะพึงกระทำ; เพราะฉะนั้นจึงสรุปไว้ในคำสั้น ๆ ว่า การรู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นแหละ เป็นวิชาที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้. เมื่อเรารู้ว่าความทุกข์คืออะไร หรือชีวิตคืออะไร โดยสิ้นเชิง แล้วก็สามารถดับความทุกข์ หรือนำชีวิตนี้ให้ปราศจากความทุกข์ได้ นั่นคือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
แนบไฟล์
images (74).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:14

..บัดนี้อาตมาอยากจะกล่าวต่อไปถึงข้อที่ว่า ที่ว่ารู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น ถ้ากล่าวตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว ก็คือรู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยลักษณะอันเรียกว่า ไตรลักษณ์ หรือลักษณะ ๓ ประการ. เพราะฉะนั้นอาตมาจะได้บรรยายเรื่องลักษณะ ๓ ประการนั้น ในวันนี้.


ลักษณะ ๓ ประการนั้น ท่านทั้งหลายอาจได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่ว ๆ ไปเป็นส่วนใหญ่แทบทุกคนก็ว่าได้. นั่นคือคำที่คนเฒ่าคนแก่พูดกันติดปาก ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. อนิจจังลักษณะหนึ่ง, ทุกขังลักษณะหนึ่ง, อนัตตาลักษณะหนึ่ง, แต่ความหมายของคำทั้งสามนี้ ออกจะลึกซึ้งซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจ หรือถึงกับเห็นแจ้งสำหรับคนทั่วไปได้. เราจึงจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าจะตอบคำถามที่ว่าอะไรเป็นอะไร ให้ถูกตรงกันจริง ๆ แล้ว มันตอบได้ง่ายเหลือเกิน ว่า ทุก ๆ อย่าง ทุก ๆ สิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; นั่นแหละ คือความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง.
แนบไฟล์
images (73).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:15

..อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง มีความหมายว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงประเภทที่เป็นสังขาร คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งนั้น มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีความคงที่ตายตัว. ทุกขัง แปลว่า เป็นทุกข์ มีความหมายว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงประเภทสังขาร มีลักษณะที่เป็นทุกข์ มองดูแล้ว น่าสังเวชใจ นำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้มีความเห็นแจ่มแจ้งในสิ่งนั้น ๆ . อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน มีความหมายว่าทุกสิ่งทุกอย่างทั้งประเภทที่เป็นสังขารและมิใช่สังขาร ไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน ถ้าเราเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนถูกต้องแล้ว ความรู้สึกที่ว่าไม่มีตัวไม่มีตน จะเกิดขึ้นมาเองในสิ่งทั้งปวง แต่ที่เราไปหลงเห็น หรือหลงสำคัญว่าเป็นตัวเป็นตนนั้น เพราะความไม่รู้ไม่เห็นอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นเอง. ขอให้ทราบว่าลักษณะ ๓ ประการ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้, เป็นคำสั่งสอนที่พระพุทเจ้าทรงสั่งสอนมากที่สุด บรรดาคำสั่งสอนทั้งหลาย จะนำมารวบยอดอยู่ที่การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ทั้งนั้น บางที่ก็กล่าวตรง ๆ ด้วยคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; บางทีก็พูดด้วยคำหรือโวหารอย่างอื่น แต่ใจความแสดงความจริงย่างเดียวกันทั้งนั้น คือแสดงให้รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.


อนิจจัง ที่แปลว่าไม่เที่ยงคือเปลี่ยนแปลงเสมอ ข้อนี้พอจะเข้าใจได้ไม่ยากนัก ยิ่งมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบันอันกล่าวด้วยสภาพที่แท้จริงของสสารและกำลังงานด้วยแล้ว ยิ่งช่วยได้มาก คือช่วยให้เข้าใจได้, ช่วยให้เห็นชัดแจ้งได้, ว่าสิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจริง ๆ คำสอนข้อนี้เป็นคำสอนที่สอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำ เป็นแต่ไม่ได้ขยายความของความไม่เที่ยงให้ลึกซึ้งเหมือนเหมือนพระพุทธองค์เท่านั้น.


ทุกขัง ซึ่งแปลว่าดูแล้วสังเวชใจ นี้ก็เหมือนกัน มีการสอนมาแล้วแต่ก่อนพระพุทธเจ้า แต่ไม่ลึกซึ้งถึงที่สุด ไม่ประกอบด้วยเหตุ ด้วยสมุฏฐาน และไม่ชี้วิธีดับที่สมบูรณ์จริง ๆ ให้ได้ เพราะยังไม่รู้จักตัวความทุกข์อย่างเพียงพอ เท่ากับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า.


ส่วนคำสั่งสอนเรื่องอนัตตา ซึ่งมีความหมายว่า ไร้ตัวตนอันแท้จริง นั้น มีสอนแต่ในพุทธศาสนา คือจะสอนเรื่องอนัตตาแต่เฉพาะพระพุทธเจ้า หรือบุคคลประเภทพระพุทธเจ้าเท่านั้น ข้อนี้เป็นเครื่องรับรองหรือเป็นเครื่องบ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่รู้อะไรว่าเป็นอะไรถึงที่สุดเท่านั้น ที่จะรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา เหตุนั้นจึงมีสอนแต่โดยพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ได้ถึงที่สุดเท่านั้น.
แนบไฟล์
images (72).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:17

..คำสอนเรื่องลักษณะ ๓ ประการนี้ มีวิธีที่จะประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เห็นแจ้งมากมาย หลายอย่างหลายวิธีด้วยกัน แต่ถ้าเอาผลของการปฏิบัติจนเห็นแจ้งในสิ่งเหล่านี้เป็นหลักแล้ว เราจะพบว่ามีข้อที่สังเกตได้ง่าย ๆ ข้อหนึ่ง คือ การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ต้องเป็นการเห็นจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ ไม่มีอะไรที่น่าอยากน่าปรารถนาในทางที่จะเอา จะได้ จะมี จะเป็น ซึ่งอาตมาจะขอสรุปสั้น ๆ ว่า “ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น” นี้ เป็นความหมายที่กะทัดรัดที่สุดของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้คนที่ไม่เคยได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาแต่กาลก่อน อย่างท่านทั้งหลายบางท่านเป็นต้น ก็อาจเห็นตัว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ได้หรืออยู่แล้วโดยไม่รู้สึกตัว คือเมื่อท่านได้มองเห็นหรือเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ก็ตาม หรือในความมีความเป็นอย่างใดก็ตาม ว่าเป็นความหลอกลวง เป็นมายา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ด้วยการมองชีวิตจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นจริง ๆ ดังนี้แล้ว นั่นแหละคือการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างถูกต้องของท่าน. ส่วนคนที่ท่องบ่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ทั้งเช้าเย็นกลางวันกลางคืนหลายร้อยครั้งหลายพันครั้งมาแล้ว ก็ไม่อาจเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้ เพราะไม่ใช่เป็นวิสัย ที่จะเห็นได้ด้วยการฟัง ด้วยการท่อง หรือแม้ด้วยการคำนึงคำนวณตามหลักเหตุผล.
แนบไฟล์
images (71).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:19

..การคำนึงคำนวณตามหลักเหตุผลนั้น ไม่ใช่ “การเห็นแจ้ง” อย่างที่เรียกว่า “เห็นธรรม” การคำนวณตามเหตุผลนั้น ต้องอาศัยอยู่กับเหตุผล เมื่อเหตุผลเปลี่ยนแปลงเพราะความไม่เที่ยงเป็นต้น สิ่งนั้นก็พลอยเลือนไปด้วย : เลือนไปตามเหตุผล หรือโยกเยกไปตามอำนาจแห่งเหตุผล; การเห็นธรรม จึงไม่อาจจะเห็นได้ด้วยการคำนวณตามเหตุผล แต่ต้องเห็นแจ้งด้วยความรู้สึกในใจแท้จริง คือเห็นด้วยใจจริง. ขอยกตัวอย่างเช่นบุคคลที่พิจารณาเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ทำความเจ็บปวดให้แก่ตนผู้เข้าไปหลงรักอย่างสาสมกันแล้ว ดังนี้เป็นต้น. นี้เห็นได้ว่าเป็นการเห็นที่ไม่ต้องอาศัยเหตุผล แต่อาศัยการที่ได้กระทบกันจริง ๆ และได้เกิดผลเป็นความรู้สึกแก่จิตใจขึ้นมาจริง ๆ จนเกิดเป็นความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ความสลดสังเวช ขึ้นมาจริง ๆ อย่างนี้ จึงเรียกว่าเห็นธรรม หรือเห็นแจ้ง. การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หมายถึงการเห็นโดยวิธีนั้น. เพราะฉะนั้นจึงเชื่อว่าคนทุกคนที่มีสติปัญญาตามปรกติ เมื่อได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ ในโลกมาพอสมควรแล้ว ย่อมจะมีโอกาสใดโอกาสหนึ่งซึ่งได้ผจญกับอารมณ์ต่าง ๆ ในโลก จนเกิดผลเป็นความรู้จักสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง ว่าเป็นเพียงมายา เป็นความหลอกลวงดังนี้แล้ว เกิดความรู้สึกที่ทำให้ถอยหลัง ไม่หลงใหลพัวพัน ในสิ่งนั้นอีกต่อไป. การเห็นแจ้งทำนองนี้อาจเลื่อนสูงขึ้นไปได้ตามลำดับ ๆ จนกว่าจะถึงอันดับสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายหรือเรื่องใหญ่ที่สุดที่ทำให้ปล่อยวางสิ่งทั้งปวงได้. นี้เรียกว่าเป็นการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของบุคคลนั้นอย่างแท้จริง. ส่วนผู้ที่แม้จะท่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือพิจารณาอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่ถ้าไม่เกิดความรู้สึกถอยหลังต่อสิ่งทั้งปวง คือไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร ไม่อยากยึดถือในอะไรแล้ว ก็เรียกว่ายังไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น อาตมาจึง สรุปความ ของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลงไว้ที่คำว่า “เห็นจนเกิดความรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น” และอาตมาจึงได้พยายามชี้แจงหรืออธิบายในส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้เข้าใจคำว่า ไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติเพื่อให้เห็นแจ้งไปในตัว.
แนบไฟล์
images (70).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 14 ต.ค. 2016, 15:21

..พุทธศาสนามีคำอยู่คำหนึ่ง เป็น คำรวมยอด คือคำว่า “สุญญตา” ซึ่งแปลว่าความเป็นของว่าง. คำว่า “ว่าง” ในที่นี้ ก็คือว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน. คำ ๆ นี้ กินความรวมยอดไปถึงหมด ทั้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ที่ว่า ว่างจากตัวตน นี้ หมายถึงว่างจากสาระที่เราควรเข้าไปยึดถือเอาด้วยกำลังใจทั้งหมดทั้งสิ้น ว่าของเรา. การพิจารณาให้เห็นว่าสิ่งทั้งปวงว่างจากความหมายหรือสาระที่ควรเข้าไปยึดถือนั้นเป็นตัวพุทธศาสนาแท้ เป็นหัวใจหรือใจความสำคัญ ที่เป็นจุดศูนย์กลางของการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา เมื่อรู้แจ้งว่าทุกสิ่งทุกอย่างว่างจากตัวตนแล้ว ก็เรียกว่ารู้จักพุทธศาสนาถึงที่สุด คือรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุด. ถ้าเราจะถอยมารวมไว้ที่คำว่า “ว่างจากตัวตน” คำเดียว ก็เป็นการเพียงพอ เพราะจะรวบเอาคำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาไว้ด้วยเสร็จ : เมื่อมันไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีส่วนไหนยั่งยืนถาวร ก็เรียกว่าว่างได้เหมือนกัน; เมื่อเต็มไปด้วยลักษณะที่พิจารณาดูแล้วน่าสังเวชใจ ก็แปลว่าว่างจากส่วนที่เราควรจะเข้าไปยึดถือเอา; เมื่อพิจารณาดูไม่มีลักษณะไหนที่จะคงทนถาวรเป็นตัวของมันเองได้ เป็นเพียงสักว่าเป็นธรรมชาติที่เป็นไป หรือตั้งอยู่ตามลักษณะหรือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ คือไม่มี หรือไม่ควรเรียกว่าตัวตนของมันเอง ดังนี้ ก็เรียกว่าว่างจากตัวตนได้. รวมความว่า ลักษณะที่เห็นว่าว่างจากความเป็นตัวตน หรือว่างจากความหมายที่สมควรแก่การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมอบกายถวายชีวิตจิตใจเข้าไปยึดถือเอา นี้เรียกว่า ”เห็นความว่าง” ที่เป็นใจความสำคัญของพุทธศาสนา. ถ้าบุคคลใดเห็นความว่างของสิ่งทั้งปวงดังนี้แล้ว จะเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า “ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น” ในสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาทันที.
แนบไฟล์
images (69).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 3 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน