"..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

Re: "...."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 11 ต.ค. 2016, 06:27

.. ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นได้ว่า เรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการนั้น คือความรู้ที่บอกให้เห็นชัดว่า อะไรเป็นอะไรอย่างครบถ้วน นั่นเอง. ในเรื่องความทุกข์นั้น บอกให้รู้ว่าอย่าไปเล่นกับมัน มันจะเป็นความทุกข์เกิดขึ้นมา ; และเราก็ไม่รู้ มีคนบอกให้ ก็ไม่เข้าใจ ยังขืนไปเล่นกับความทุกข์กันอยู่ และมากยิ่งขึ้น จนเต็มไปด้วยความทุกข์ ดังนี้แหละ เรียกว่าเป็นความโง่เขลาหรือเป็นอวิชชา เป็นความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตามที่เป็นจริง, เพราะมีอวิชชา จึงไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงปฏิบัติผิด ต่ออะไร ๆ ไปทุกอย่าง ปฏิบัติถูกบ้าง ก็เล็กน้อยเกินไป และถูกแต่ความหมายของคนที่มีกิเลสตัณหา ซึ่งถือว่าถ้าได้อะไรมาตรงตามความต้องการของตนแล้ว ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติถูก, แต่แล้วความทุกข์ก็ยังเหลืออยู่เต็มไปหมด. เช่นนี้ ตามทางธรรมไม่ถือว่าปฏิบัติถูก ทั้ง ๆ ชาวโลกเขาจะถือว่าเป็นการปฏิบัติถูกที่สุดก็ตาม ; เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ถือว่า นั่นคือการรู้ที่ถูกต้อง ว่าอะไรเป็นอะไร ; ถือเป็นเพียงความรู้อย่างโลก ๆ และถูกต้องเพียงนิดเดียว แม้อย่างโลก ๆ . ส่วนที่เป็นทางธรรมแล้ว ก็ยังนับว่าไม่รู้อะไรเลย ดังนี้. นี้เรียกว่าถ้าจะพิจารณากันโดยหลักอริยสัจจ์ ๔ ประการ ซึ่งท่านทั้งหลายอาจได้ยินได้ฟังกันอยู่ตามปกติ ก็ยังจะเห็นได้ชัดว่า พระพุทธศาสนานั้น. คือวิชาที่บอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นเอง ดังนี้.
แนบไฟล์
download (9).jpg
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 12 ต.ค. 2016, 15:10, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 11 ต.ค. 2016, 06:30

.. ทีนี้ เราจะลองถือเอาหลักบาลี ที่รู้กันโดยมากทั่วไปอีกข้อหนึ่ง ที่เรียกกันว่า หัวใจพระพุทธศาสนา หรือ พระคาถาของพระอัสสชิ มาเป็นเครื่องพิจารณา. เมื่อพระอัสสชิ ได้พบกับพระสารีบุตรแต่ก่อนบวช พระสารีบุตรได้ถามถึงใจความของพระพุทธศาสนา ว่ามีอยู่อย่างไร โดยย่อที่สุด. พระอัสสชิได้ตอบว่า โดยย่อที่สุดแล้ว ก็คือ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา, เตสํ เหตุ ตถาคโต, เตสญฺจ โย นิโรโธ จ, เอวํวาที มหาสมโณ, เป็นใจความสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ถ้าแปลเป็นภาษาไทยเรา ก็ว่า “สิ่งทั้งหลายเหล่าใด เกิดมาแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าท่านทรงแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น พร้อมทั้งแสดงความดับสิ้นเชิง. ของสิ่งเหล่านั้น เพราะหมดเหตุ ; พระมหาสมณเจ้าตรัสอย่างนี้”. นี่, เป็นคำตอบของพระอัสสชิ แต่ถือกันว่าเป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา ในทุกประเทศที่เป็นพุทธบริษัท ถึงกับมีการจารึกลงในแผ่นอิฐ มาตั้งแต่ครั้งใกล้สมัยพุทธกาล คือยุคสมัยพระเจ้าอโศกเป็นต้นมาทีเดียว, เป็นอักษร ๔ บรรทัดนี้ เท่านั้น, ถือกันว่าเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ในฐานะเป็นใจความของพุทธศาสนา.
แนบไฟล์
download (10).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*


Re: "..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 11 ต.ค. 2016, 20:39

NOKNICE เขียน::mrgreen:


"..ขอบคุณมาก ที่เข้ามาเป็นกำลังใจ.."
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ต.ค. 2016, 15:23

.. ถ้าเอาตามหลักนี้ ก็กล่าวได้ว่า ใจความของพุทธศาสนานั้น คือการบอกให้รู้ว่า “สิ่งทั้งปวงนั้น มันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา, มันดับไม่ได้ จนกว่าจะดับเหตุเสียก่อน”. แม้ใจความสำคัญนี้ ก็เป็นการชี้ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นอีกเหมือนกัน คือเป็นการชี้ให้รู้ว่าอย่าไปเห็นว่าปรากฏการณ์อะไรเป็นตัวตนที่ถาวร ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวร มีแต่สิ่งที่เกิดงอกงามออกมาจากเหตุ และงอกงามเจริญต่อไปโดยอำนาจของเหตุ และจะดับไปเพราะความสิ้นสุดของตัวเหตุ. คำว่าเหตุในที่นี้หมายถึงสิ่งที่มีอำนาจปรุงแต่ง ซึ่งเราอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปัจจัย ก็ได้. สิ่งหนึ่ง ๆ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยปรุงแต่งสิ่งอื่น ๆ สืบต่อกันไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้ หรือปรากฏการณ์ทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นผลิตผลของสิ่งที่เป็นเหตุ ไม่มีตัวมันเองที่เป็นของอิสระตายตัว เป็นแต่ความเลื่อนไหลไป ในฐานะเป็นผลของสิ่งที่เป็นเหตุ ที่ปรุงทะยอยกันมาไม่หยุด. เพราะอำนาจของธรรมชาติมีลักษณะปรุงไม่หยุดยั้ง สิ่งต่าง ๆ จึงปรุงแต่งกันไม่หยุด และเปลี่ยนแปลงกันไม่หยุด พุทธศาสนาจึงบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน มีแต่ความที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งกันไป และเป็นความทุกข์รวมอยู่ในนั้นด้วย เพราะไม่มีอิสระในตัวเอง ต้องเป็นไปตามอำนาจของเหตุ ; จะไม่มีความทุกข์ ก็ต่อเมื่อหยุดหรือดับ. จะหยุดหรือดับ ก็ต่อเมื่อดับเหตุ ทำเหตุนั้นให้หยุดให้ดับ ไม่ให้มีการปรุงสืบไป. ข้อนี้เป็นการบอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างลึกซึ้ง อย่างสุดสามารถที่คนเราหรือว่าผู้มีสติปัญญาตามธรรมดาจะบอกได้ นับว่าเป็นหัวใจพุทธศาสนาจริง ๆ . การบอกนี้คือบอกให้รู้ ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นแต่เรื่องของมายา คือเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งกันขึ้นเท่านั้น อย่าไปหลงยึดถือ จนชอบ หรือชังมันเข้า ; ทำใจให้เป็นอิสระจากความชอบหรือความชังดีกว่า ; เมื่อทำใจให้เป็นอิสระจากความชอบหรือความชังในสิ่งทั้งปวงได้จริง ๆ แล้ว นั่นแหละ คือการออกมาเสียได้จากอำนาจแห่งเหตุ เป็นการดับเหตุเสียได้ ไม่ทำให้ความทุกข์เกิดได้ เพราะความชอบหรือความชังอีกต่อไป. ข้อนี้เห็นได้ว่า หลักหัวใจพระพุทธศาสนานั้น ก็เป็นการชี้ในข้อที่ว่า “อะไรเป็นอะไร” อย่างถูกต้องลึกซึ้งที่คนทั่วไปตามธรรมดาไม่เคยได้ยินได้ฟังนั่นเอง อีกอย่างเดียวกัน.
แนบไฟล์
download (12).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ต.ค. 2016, 15:25

.. อีกทางหนึ่งนั้น อาตมาอยากจะชี้ให้ท่านทั้งหลายสังเกตเห็นสักนิดหนึ่งถึงวัตถุประสงค์แห่งการออกบวชของพระพุทธเจ้า ว่าท่านออกผนวชจากความสุขในราชสมบัตินั้น โดยพระประสงค์อย่างใด. พระพุทธภาษิตที่ตรัสในข้อนี้ มีอยู่อย่างชัดเจนว่า พระองค์ใช้คำว่า กึ กุสลคเวสี หมายถึงพระองค์ในขณะที่เป็นผู้ออกจากเรือน บวชแสวงหาอยู่ว่า “อะไรเป็นกุศล ๆ” ฟังดูให้ดี. ที่พระองค์ทรงออกบวชจากบ้านจากเรือน ก็เพื่อแสวงหาความรู้ที่ว่า อะไรเป็นกุศล ? แต่คำว่า “กุศล” ของพระองค์ในที่นี้หมายถึงความรู้ หมายถึงความฉลาด. กุศล แปลว่า ความฉลาด ในที่นี้หมายถึงความรู้ที่ถูกต้องที่สุด ว่าอะไรเป็นอะไร โดยเฉพาะก็คือว่าอะไรเป็นความทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป้นความไม่มีทุกข์ อะไรเป็นวิธีให้ถึงความไม่มีทุกข์นั้น. นี้เรียกว่าความฉลาดหรือกุศล เป็นกุศลถึงที่สุด เป็นความฉลาดถึงที่สุด อยู่ที่ตรงนั้น. การออกผนวชของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการออกแสวงหา ว่าอะไรเป็นความรู้ที่ฉลาดที่สุดในโลกทั้งปวง ; ในที่สุดก็ได้ทรงพบความรู้อันนี้ นี่, เราจะเห็นได้ว่า พระองค์ออกผนวช เพื่อแสวงหาความรู้ เพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร : เพราะถ้ารู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้องครบถ้วนสิ้นเชิงจริง ๆ แล้ว นั้นก็คือความฉลาดหรือความรู้ที่ถึงที่สุดดุจกัน ; พระองค์จึงทรงออกแสวงหาความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ; ความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์นั่นแหละ คือตัวพุทธศาสนา.
แนบไฟล์
download (13).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ต.ค. 2016, 15:26

.. ทีนี้ ถ้าจะถือตามที่คนทั่ว ๆ ไปได้ยินได้ฟัง โดยเฉพาะที่คนแก่คนเฒ่าพูดกันติดปาก ก็คือ เรื่องพระไตรลักษณ์ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นหลักสำคัญ หรือตัวพุทธศาสนาอีกแนวหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ไตรลักษณ์ มีเป็นหัวข้อสั้น ๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. นี้เป็นหลักพุทธศาสนาที่เราต้องรู้. ถ้าไม่รู้ ก็เรียกว่าไม่รู้พุทธศาสนา. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ คือการประกาศความจริงออกไปว่า “สิ่งทั้งปวงที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งนั้น ไม่เที่ยง, สิ่งทั้งปวงที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นทุกข์, สิ่งทั้งปวงทั้งที่ปัจจัยปรุงแต่งและปัจจัยไม่ปรุงแต่งนั้น เป็นอนัตตา” นี้, เป็นหลักพระพุทธศาสนา. นี่ยิ่งเป็นการตอบปัญหาของคำถามที่ว่า “อะไรเป็นอะไร” เป็นอย่างยิ่ง ; ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่านี้แล้วคือ การบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
แนบไฟล์
download (14).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ต.ค. 2016, 15:28

.. ที่ว่าเป็นอนิจจัง ก็คือสิ่งทั้งปวงเปลี่ยนแปลงเรื่อย ไม่มีอะไรเป็นตัวมันเองที่หยุดอยู่แม้ชั่วขณะ. ที่ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ นั้น หมายถึงข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีลักษณะเป็นความทนทุกข์ทรมานอยู่ในตัวมันเอง, มีลักษณะที่ดูแล้ว น่าเกลียดน่าชัง น่าเบื่อหน่าย น่าระอา อยู่ในตัวมันเองทั้งนั้น. และ ที่ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา นั้น หมายถึงการบอกให้รู้ว่าบรรดาสิ่งทั้งปวง ไม่มีอะไรที่เราควรจะเข้าไปยึดถือเอาด้วยจิตใจที่ยึดมั่นเป็นตัวตน หรือเป็นของตน, ไม่มีทางจะยึดเอาเป็นตัวตนหรือเป็นของของตนได้เลย ; ถ้าไปยึดถือเข้า ก็ต้องเป็นความทุกข์. นี่แหละ, เป็นการบอกให้รู้ ว่าสิ่งทั้งปวงนั้น มันยิ่งกว่าไฟ เพราะว่าไฟนั้น มันลุกโพลง ๆ อยู่ เราเห็นว่าเป็นไฟ ก็ไม่เข้าใกล้ ; แต่สิ่งทั้งปวงนั้น มันเป็นไฟที่มองไม่เห็นได้ว่าเป็นไฟ เราจึงเข้าไปกอดกองไฟกันด้วยความสมัครใจ มันก็เป็นทุกข์ตลอดกาล. นี้คือ การบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไรเป็นอะไร โดยนัยแห่งพระไตรลักษณ์ นี้ยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นชัดได้ว่า พุทธศาสนา คือวิชาหรือระเบียบปฏิบัติที่ทำให้รู้ได้ ว่าอะไรคืออะไร เท่านั้นเอง
แนบไฟล์
download (15).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ต.ค. 2016, 15:30

.. ทีนี้ เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องสงสัย เราก็จะปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวง. การที่เราจะปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวงโดยที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น เป็นไปไม่ได้. เพราะฉะนั้น คนจะปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา กรรมฐาน ภาวนาให้ถูกต้อง โดยไม่หวังผลเป็นความรู้ ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไรอย่างไรนั้นเป็นไปไม่ได้ ; เป็นความเขลาอย่างยิ่ง. เราจะต้องปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไร แล้วเราจึงจะรู้ว่าสิ่งนั้นประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ หรือว่าจะเป็นคุณประโยชน์แก่เราได้อย่างไร.


เมื่อได้ก้าวมาถึงหลักที่ว่า เราต้องรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไร และเราจะต้องปฏิบัติอย่างไร จึงจะตรงต่อกฎธรรมชาติธรรมดาของสิ่งทั้งปวงที่เป็นอยู่จริง ๆ ดังนี้แล้ว หลักในพระบาลีก็มีอยู่อีกพวกหนึ่ง หรือส่วนหนึ่งที่เป็นคำตอบของปัญหาข้อนี้สืบไป ได้แก่ กฎหรือหลักที่เรียกว่า โอวาทปาติโมกข์. คำว่า โอวาทปาติโมกข์ แปลว่า ประธานหรือหัวหน้าของคำสอนทั้งหมด หรือจะแปลว่า คำสอนที่เป็นประธานของคำสอนทั้งหมด อย่างนี้จะดีกว่า.
แนบไฟล์
download (17).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ต.ค. 2016, 15:32

.. โอวาทปาติโมกข์ มีอยู่ ๓ ข้อสั้น ๆ คือการไม่ทำความชั่วทั้งปวง การทำความดีให้เต็มที่ให้ครบถ้วน, และการทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง. นี้เป็นหลักสำหรับปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงให้ถูกต้องตามที่สิ่งทั้งปวงเป็นจริงอยู่อย่างไร. เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือว่าสิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งที่ยึดถือเอาไม่ได้ ไปหลงใหลด้วยไม่ได้ เราต้องปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงในลักษณะที่ถูกต้องด้วยความระมัดระวัง, คือเว้นจากการทำชั่วทั้งปวง ที่หมายถึงความละโมบโลภมาก ด้วยอำนาจของกิเลสที่อยากทำชั่ว เพราะไม่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงนั้น ไม่น่าหลงใหลเลย, ไม่น่าไปลงทุนทำเอาด้วยการฝืนศีลธรรมหรือฝืนขนบธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อไปทำความชั่ว. ทั้งสองขั้นนี้ไม่ต้องสงสัย ท่านทั้งหลายย่อมจะทราบได้เองเป็นอย่างดีว่า เป็นแต่เพียงขั้นศีลธรรมหรือระเบียบปฏิบัติทั่วไปที่จะต้องประพฤติ เพื่อความเป็นอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นผาสุกกันอย่างโลก ๆ และทั่ว ๆ ไปเป็นส่วนใหญ่. ส่วนข้อที่สาม ที่มีหลักอยู่ว่า ให้ทำจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจด จากเครื่องเศร้าหมองโดยประการทั้งปวงนั้น นั่นแหละเป็นตัวใจความสำคัญหรือเป็นตัวพุทธศาสนาโดยตรง.
แนบไฟล์
download.png
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ต.ค. 2016, 15:34

.. การทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากสิ่งเศร้าหมอง นั้น หมายความว่าทำจิตให้เป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง. ถ้าจิตใจยังไม่เป็นอิสระจากอำนาจครอบงำของสิ่งทั้งปวงแล้ว จะเป็นจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ไปไม่ได้เลย. จิตใจที่จะเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวงนั้น ต้องมาจากความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุดเสมอไป; ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ก็จะต้องไปหลงรักหลงชังอะไร หรือมีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้, แล้วจะมีความเป็นอิสระได้อย่างไรกัน, คนเรามีความรู้สึกตามธรรมดาอยู่สองอย่างเท่านั้น คือรักกับเกลียด ชอบกับชัง, หรือพอใจกับไม่พอใจ. ถ้าเรียกอย่างภาษาบาลีก็เรียกว่าอภิชฌาและโทมนัส. คนเราเมื่อมองสิ่งทั้งหลายไม่ว่าสิ่งใด ด้วยความยึดถือของปุถุชนตามปรกติทั่ว ๆ ไปแล้ว จะเกิดความรู้สึกขึ้นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ คือ อภิชฌา หรือโทมนัส. อภิชฌา ก็พอใจอยากจะได้. โทมนัส ก็คือความไม่พอใจ แม้ว่าสิ่งนั้นยังไม่เคยทำอะไรให้เป็นที่ขัดใจตัว มากไปกว่าการกีดขวางเกะกะรำคาญตา มาขวางหน้าขวางตา ทำให้เกิดความรำคาญแม้แต่นิดหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นโทมนัส. นี่ เป็นลักษณะธรรมดาของการที่จิตใจของคนเราตกเป็นทาสของอารมณ์ไม่เป็นอิสระแก่ตัวเองเลย, เมื่ออารมณ์ในโลกมีมากเหลือจะนับ เราก็เป็นทาสของอารมณ์มากเหลือจะนับ.
แนบไฟล์
images (1).png
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ต.ค. 2016, 15:36

..ความไม่รู้ว่าอารมณ์หรือสิ่งทั้งปวงนั้นคืออะไร, ซึ่งรวมความแล้วก็คือ ความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นเอง ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมาเป็นความชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่พอใจ อย่างที่เรียกว่าอภิชฌาหรือโทมนัส. ความพอใจ หรือที่เรียกว่าอภิชฌาในที่นี้ มีลักษณะที่จะรวบอะไร ๆ เข้ามาหาตัว. ส่วนความไม่พอใจหรือโทมนัสนั้น มีลักษณะที่จะปฏิเสธหรือผลักไสอะไร ๆ ออกไปเสียจากตัว. ขอให้กำหนดความหมายให้กว้าง ๆ อย่างนี้ อย่ามุ่งเอาแต่เพียงเรื่องรักหรือความกำหนัด ที่เป็นกิเลสตัณหาทางกามารมณ์อย่างเดียว, แม้ที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ ก็ยังมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความชอบหรือความชังอย่างเต็มที่ด้วยเหมือนกัน จึงต้องจำกัดความหมายว่า ถ้าสิ่งใดทำให้เกิดความรู้สึกอยากเอาเข้ามาหาตัว ก็เรียกว่าเป็นความพอใจ; สิ่งใดที่ก่อให้เกิดความรู้สึกที่จะผลักออกไปเสียให้พ้น หรืออยากทำลายให้สูญสิ้นไป อย่างนี้เรียกว่าเป็นความไม่พอใจ. ถ้ายังมีความรู้สึกสองอย่างนี้อยู่แล้ว ก็หมายความว่ายังไม่เป็นอิสระ. จิตยังไม่เป็นอิสระ เพราะยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง, ยังเลือกหลงรักหลงชังอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ จิตยังไม่มีทางที่จะบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากความครอบงำของสิ่งทั้งปวงได้. โดยเหตุนี้เอง หลักพระพุทธศาสนาในขั้นสูงสุดนี้ จึงปฏิเสธการยึดถือหมดทั้งสิ่งที่น่ารักน่าชังซึ่งคนธรรมดาพากันหลงรักและหลงชัง, และเป็นการปฏิเสธเลยขึ้นไปถึงความดีและความชั่ว เป็นผู้ไม่หลงติด ทั้งในความดีและความชั่ว ทั้งสองประการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น, จิตจึงจะเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง และบริสุทธิ์จากสิ่งห่อหุ้มจริง ๆ .
แนบไฟล์
images (2).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ต.ค. 2016, 15:37

.. ขอย้ำในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งว่า ข้อที่ ๑ ว่าอย่าทำความชั่ว, ข้อที่ ๒ ว่าให้ทำความดี, และข้อที่ ๓ ว่าให้ทำจิตใจอยู่เหนือความครอบงำทั้งของความดีและความชั่ว จึงจะเป็นอิสระและบริสุทธิ์สิ้นเชิง. ความข้อนี้ทั้งหมด หมายถึงการรู้จักโลกทั้งปวงหรือรู้จักสิ่งทั้งปวงอย่างถูกต้อง ว่าไม่มีอะไรที่น่าผูกพันตัวเข้าไปเป็น “ทาส” ของมัน ทั้งที่ถือกันว่าเป็นความดีหรือความชั่วก็ตาม. คำสอนนี้แหละเป็นคำประกาศให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า, เป็นการชี้ระบุว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุดสิ้นเชิง ชนิดที่ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว. เมื่อคนเหล่าอื่น พวกอื่น ลัทธิอื่น นิยมกันแต่เพียงให้เว้นความชั่ว ไปยึดถือในความดี ให้หลงใหลในความดี ให้ผูกพันในความดี จนถึงยอดของความดี คือพระเป็นเจ้าหรืออะไรก็ตาม, พุทธศาสนาก็ยังไปไกลกว่านั้น คือการไม่ยอมผูกพันตัวกับสิ่งใดเลย. การผูกพันในความดีนั้น จัดไว้เป็นการปฏิบัติถูกในระยะกลางเท่านั้นเอง. ขอให้สังเกตให้รู้ว่า ท่านจัดไว้ในฐานะเป็นสิ่ง ที่ต้องทำในเมื่อเรายังจะทำอะไรให้สูงไปกว่านั้นไม่ได้เท่านั้นเอง. ในระยะแรก เราเว้นจากความชั่ว, ขั้นนี้ยังต่ำอยู่ในระยะถัดมา เราทำความดีให้เต็ม. ส่วนในระยะสูงสุดนั้น เราทำจิตให้กระโดดลอยสูงอยู่เหนือความครอบงำของความดีและความชั่ว.


แนบไฟล์
images (2).png
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 12 ต.ค. 2016, 15:40

.. การที่ผูกพันตัวอยู่ใต้ผลของความดี หรือที่เรียกว่า ตัวความดีก็ตามนั้น ยังไม่ใช่ความพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง, ยังไม่เป็นความรู้ที่ถูกต้องถึงที่สุด ว่าอะไรเป็นอะไร. เพราะเหตุใดจึงสอนเช่นนี้ ในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องการคำอธิบายยืดยาว, แต่อาตมาอยากจะสรุปความสั้น ๆ ชนิดที่ท่านทั้งหลายอาจนำไปคิดให้เห็นเองก็ได้ คือว่าคนชั่ว ก็จะต้องมีความทุกข์ไปตามประสาของคนชั่ว; คนดีก็จะต้องมีความทุกข์ไปตามประสาของคนดี. อาตมาใช้คำว่า “ความทุกข์ตามประสาของคนดี”; จะดีอย่างมนุษย์ก็มีความทุกข์อย่างมนุษย์ที่ดี. จะดีอย่างเทวดาก็มีความทุกข์อย่างของเทวดา แม้จะเป็นพรหม เป็นยอดของเทวดาก็มีความทุกข์อย่างของคนดีชั้นยอดของพรหม, ไม่มีข้อยกเว้นในข้อที่ว่าคนดีจะไม่มีความตามแบบตามประสาของคนดี. จะไม่มีความทุกข์เลย ก็ต่อเมื่อกระโดดขึ้นไปให้พ้นให้สูง ขึ้นไปอยู่เหนือสิ่งที่เรียกว่าความดี กลายเป็นโลกุตตระคือเหนือโลกแล้วเท่านั้น. ถ้าเรียกโดยสมมติ ก็คืออยู่ในโลกของพระอริยเจ้า จนกลายเป็นพระอริยเจ้าไป. นั่นคืออยู่เหนือความดี. อย่าเข้าใจผิด เอาความดีไปผูกพันกับพระอริยเจ้า จนแต่งตั้งพระอริยเจ้าให้เป็นอย่างนั้นอย่างนั้น, นี้จะกลายเป็นความบ้าหลังอย่างที่สุด เพราะว่าความดีนั้น เป็นของจำกัดอยู่แต่ในวงของโลก, ในวิสัยโลก อย่างโลก ๆ โดยสมมติ.
แนบไฟล์
images (3).png
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*



ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน