"..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

ห้องนี้เทียบได้กับ "ห้องนั่งเล่น" ในกระดานเดิมนะครับ

"..."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ"..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 06 ต.ค. 2016, 20:42

.. “ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ”
ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา
• ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ
มนุษยชาติจะเลวร้ายกว่าเดรัจฉาน
มัวหลงเรื่องกินกามเกียรติเกลียดนิพพาน
ล้วนดื้อด้านไม่เหนี่ยวรั้งบังคับใจ
• อาชญากรรมเกิดกระหน่ำลงในโลก
มีเลือดโชกแดงฉานแล้วซ่านไหล
เพราะบ้ากินบ้ากามทรามเกินไป
บ้าเกียรติก็พอไม่ได้ให้เมาตน
• อยากครองเมืองครองโลกโยกกันใหญ่
ไม่มีใครเมตตาใครให้สับสน
ขอศีลธรรมได้กลับมาพาหมู่คน
ให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทันเวลา.
(พุทธทาสภิกขุ)

---------------------------------------------------------------------------------------
ถ้าธรรมะ..แยกขาดจากการเมือง โลกก็คือ..นรก

ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ได้เสนอทางออกไว้นานแล้วว่า..

ต้องธรรมมิกสังคมนิยม คือการเมืองที่ประกอบไปด้วย ธรรมะ และ ศีลธรรม

ที่ตั้งอยู่บน..ความถูกต้อง ความรัก และความเมตตา อย่างแท้จริง

เมื่อธรรมะไม่กลับมา โลกาจะวินาศ
มวลมนุษย์จะลำบาก คนบาปจะครองเมือง

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม
คนดีโดนรังแก คนชั่วโดนยกย่อง
สีขาวกลายเป็นสีดำ สีดำกลายเป็นสีขาว
เรื่องราวโดนบิดผัน สัจจะกลายเป็นโจร
คนจะกินคน คนจะฆ่ากัน
ความมืดจะคลุมวัน ความมืดจะครองเมือง

เมื่อธรรมะไม่กลับมา โลกาจะวินาศ
มวลมนุษย์จะลำบาก คนบาปจะครองเมือง

โลกาไร้การแบ่งปัน สังคมไร้ซึ่งน้ำใจ
มองไปทิศทางใด เศร้าใจทุกข์ระทม
แผ่นดินเดือดร้อนเป็นไฟ ภูเขาร่ำไห้หมองหม่น
ป่าไม้หม่นไหม้โศกตรม แม่น้ำขื่นขมแห้งขอด
ปีศาจหน้างอเป็นใหญ่ เก้าอี้สีขาวก็ซีดหม่น
ใบหน้าผู้คนก็ซีดเซียว มนุษย์มีเขี้ยวไล่กัดมนุษย์มีธรรม

เมื่อธรรมะไม่กลับมา โลกาจะวินาศ
มวลมนุษย์จะลำบาก คนบาปจะครองเมือง

กลียุค ๒๐๐๐ ++

คำร้อง อาจารย์พุทธทาสภิกขุ, อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล, ดินป่า จีวัน
ทำนอง ดินป่า จีวัน
ขับร้อง อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล, จีวัน BAND

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/535633


..โอกาสนี้ ผมขออนุญาตเผยแผ่ หลักธรรมะของพระพุทธศาสนา ให้กับสมาชิกของ http://www.thaimtb.com จำนวน 143658 ท่าน ทราบด้วย เพื่อเป็นวิทยาทาน ภายใต้ความรู้สึกนึกคิด "ชีวิตที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น คือ ชีวิตที่มีค่า"
แนบไฟล์
13331071_1109148349143270_2702453456100571683_n.jpg
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 12 ต.ค. 2016, 15:12, แก้ไขไปแล้ว 6 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 06 ต.ค. 2016, 21:16

".............คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาส ภิกขุ............"
แนบไฟล์
20161006_205947.jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*


Re: "..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 08 ต.ค. 2016, 08:32

NOKNICE เขียน::mrgreen:


""..ขอบคุณหลาน NOKNICE ที่เข้ามาเป็นกำลั้งใจแรก เพิ่มพลังใจกายให้ในการทำดี "ชีวิตที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น คือ ชีวิตที่มีค่า"..""
แนบไฟล์
IMG_22135137562505.jpeg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ โดย ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 09 ต.ค. 2016, 21:20

..http://www.oknation.net/blog/Aug-sarapo ... 2/entry-13

..นั่นคือที่มาของ "คู่มือมนุษย์" ที่ผมจะทะยอยก๊อปปี้ นำมาให้ได้ทราบกันวันละนิด ละหน่อย เพื่อจะได้อ่านช้า ๆ อ่านไป คิดตามไป ถ้าคิด พิจารณาแล้ว ว่าใช่ โดนใจ ก็นั่นแหละคือ "ใช่" เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ ผมลางานอุปสมบท ๑ พรรษา ได้ไปอุปสมบทที่วัดพระบรมธาตุ อ.ไชยา เป็นวัดที่อยู่ในการดูแลของท่่านพทธทาส ภิกขุ ผมได้อ่านหนังสือ "คู่มือมนุษย์" แล้วคิด พิจารณา อย่างช้า ๆ ถ้วนถี่ แล้วเห็นว่า "ใช้" คนทุกคน ถ้าได้อ่านหนังสือ "คู่มือมนุษย์" แล้วประพฤติ ปฏิบัติตาม ย่อมอยู่ในทางที่ดี

..ผมเกรงว่า ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ จะติดอยู่ที่เปลือกหรือกะพี้ของธรรมะ ใส่บาตร ทำบุญมาก ๆ มากเทาไรจะได้ไปสวรรค์ชั้นสูง ๆ เท่านั้น ไม่ได้พบและทราบซึ้งถึงแก่นของธรรมะประดามี จึงได้นำมาเผยแผ่ที่ http://www.thaimtb.com เพื่อเป็นวิทยาทาน ทุกท่านที่อ่านแล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ เทียบเท่ากับว่าท่านนั้นมีอาวุธไว้ดำเนินชีวิตในทางที่ถูก ที่ควรแล้ว ย่อม"ไม่ทุกข์" ตลอดชีวิต

(..http://www.oknation.net/blog/Aug-sarapo ... 22/entry-3 วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน 2554
คู่มือมนุษย์(ฉบับสมบูรณ์)/ท่านพุทธทาส : บทที่ ๑/ใจความสำคัญของพุทธศาสนา
Posted by อักษราภรณ์ , ผู้อ่าน : 9040 , 07:16:04 น.
หมวด : ศาสนา)


..ท่านที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย,


หัวข้อที่อาตมาได้รับมอบหมายสำหรับทำการอบรมในที่นี้นั้น เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า คือ “หลักพระพุทธศาสนา, วิธีการปฏิบัติ, และศีลธรรม” จากหัวข้อนี้ เราจะเห็นได้ว่ามีการแยกเป็น พุทธศาสนา และ ศีลธรรม ทั้งสองหัวข้อนี้ กล่าวได้ว่าเป็นวิชาความรู้ที่จำเป็นแก่บุคคลทั่วไปทุกประเภท และจำเป็นแก่บุคคลที่กำลังจะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญโดยตรงของคนทุก ๆ ประเภทด้วย. แต่สำหรับในวันแรกนี้, อาตมาอยากจะชี้ให้เห็น ความแตกต่างในระหว่างของสองสิ่งนี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น จึงให้หัวข้อคำอบรมในวันนี้ว่า “พุทธศาสนานั้นคืออะไร ? ” เพื่อเราจะได้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนาให้ชัดเจนเป็นประการแรก. แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากจะทำการเปรียบเทียบเบื้องต้น ในระหว่างสิ่งที่เรียกว่า “ศาสนา” กับ “ศีลธรรม” พอเป็นหลักประกันความปนเปฟั่นเฝือเสียก่อน.
แนบไฟล์
download (1).jpg
แก้ไขล่าสุดโดย ลุงเนตร เมื่อ 09 ต.ค. 2016, 22:24, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 09 ต.ค. 2016, 21:51

พอได้ยินคำว่าศาสนา, ท่านทั้งหลายก็คงจะรู้สึกหรือสันนิษฐาน เอาได้ว่า คำว่า ศาสนามีความหมายเป็นไปได้กว้างหรือลึกกว่าคำว่าศีลธรรม. คำว่า ศีลธรรม หมายถึงข้อปฏิบัติซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์สุขในโลกนี้ ในชั้นที่เป็นพื้นฐานทั่วไปมากกว่าอย่างอื่น; และศีลธรรมเป็นหลักปฏิบัติที่กล่าวได้ว่ามีอยู่ตรง ๆ กันทั่ว ๆ ไปแทบทุกศาสนา. ส่วนคำว่า ศาสนา นั้น หมายถึงระเบียบวิธีปฏิบัติในขั้นสูง และมีความผิดแผกแตกต่างกัน ออกไปโดยเฉพาะเป็นศาสนาหนึ่ง ๆ ทีเดียว. ที่เห็นได้ชัด ๆ ง่าย ๆ เราจะเห็นได้ว่า คำว่า ศีลธรรมย่อมหมายถึงระเบียบการปฏิบัติเพียงเท่าที่เราจะเรียกได้ว่า เป็นการทำให้เป็นคนดี เช่น มีศีล มีสัจจะ มีกตัญญูกตเวที มีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนหรือคนอื่น ตามหลักที่สังคมทั่ว ๆ ไปต้องการ. แต่เมื่อได้ปฏิบัติครบถ้วนตามนั้นแล้ว คือมีศีลธรรมดีแล้ว ปัญหาก็ยังคงมีเหลืออยู่ว่าคนนั้นยังไม่พ้นทุกข์ หรือหมดปัญหาที่เกิดมาจากความเกิดแก่เจ็บตาย ยังไม่พ้นทุกข์ ไม่พ้นการเบียดเบียนของกิเลส โดยเฉพาะคือ โลภะ โทสะ โมหะ. อำนาจของศีลธรรมได้สิ้นสุดลงเสียก่อนที่จะกำจัดโลภะ โทสะ โมหะให้สิ้นไปได้ และไม่สามารถจะกำจัดความทุกข์อันเกิดจากความเกิดแก่เจ็บตายเป็นต้นได้. ส่วนขอบเขตหรือหน้าที่ของศาสนานั้น ยังไปได้ไกลต่อไปอีก : โดยเฉพาะพุทธศาสนาของเราย่อมมุ่งหมายโดยตรง ที่จะกำจัดกิเลส คือโลภะ โทสะ โมหะให้สิ้นเชิง หรือดับความทุกข์ทั้งหลายที่จะเกิดเป็นปัญหาขึ้นจากความเกิดแก่เจ็บตายเป็นต้น ให้สูญสิ้นไป. สิ่งที่เรียกว่าศาสนา ไปไกลกว่าศีลธรรมเช่นนี้ จึงเป็นการชี้ให้เห็นได้ชัด ๆ ว่า ศาสนากับศีลธรรมนั้น ต่างกันอย่างไร. โดยเฉพาะ พุทธศาสนา ไปได้ไกลกว่าศีลธรรมสากลของโลกทั่ว ๆ ไป อย่างไร. เมื่อเราเข้าใจความแตกต่างระหว่างคำว่า ศาสนา กับคำว่า ศีลธรรม ดังนี้แล้ว เราจะได้สนใจกับสิ่งที่เรียกว่า พุทธศาสนา โดยเฉพาะกันสืบไป.
แนบไฟล์
download (2).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 10 ต.ค. 2016, 10:45

..เมื่อตั้งปัญหาว่า พุทธศาสนาคืออะไร. อาตมาอยากจะให้คำจำกัดความ หรือบทนิยามที่เหมาะสมแก่ท่านทั้งหลายในที่นี้ ที่สุด ว่า “พุทธศาสนาคือวิชารวมทั้งระเบียบปฏิบัติสำหรับให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร” เท่านั้นเอง. ผู้ที่จะเป็นจะต้องรับการอบรมทางพุทธศาสนาอาจจะเข้าใจว่า ถ้าอย่างนั้นตัวเองก็เป็นผู้ที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดังนั้นหรือ. อาตมาก็อยากจะยืนยันว่าเรื่องมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ : ถ้าใครรู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องครบถ้วนลึกซึ้งถึงที่สุดแล้ว คนนั้นชื่อว่ารู้พุทธศาสนาถึงที่สุดด้วยเหมือนกัน. ขอให้ทำความเข้าใจในคำจำกัดความที่ว่า พุทธศาสนาคือวิชาและระเบียบปฏิบัติสำหรับให้รู้อะไรเป็นอะไร ให้มากเป็นพิเศษ. ที่ได้วางหลักเกณฑ์ดังนี้ ก็เพื่อประโยชน์ที่จะให้ท่านทั้งหลายเข้าใจพุทธศาสนาได้โดยเร็ว หรือโดยง่ายนั่นเอง ไม่ใช่เป็นการเล่นโวหาร ให้เปลืองเวลา และว่าโดยที่แท้จริงแล้วก็เป็นคำจำกัดความที่ถูกต้องที่สุด ตามความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า หรือของพุทธศาสนา..
แนบไฟล์
buddhadasa001.jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 10 ต.ค. 2016, 10:49

.. คำที่ว่า ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร นั้น มีความหมายลึกซึ้งมาก. เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูว่า เรารู้จักว่าอะไรเป็นอะไรกันหรือเปล่า แม้แต่จะรู้จักว่า ตัวของตัวเองนั้นเป็นอะไร ชีวิตนี้คืออะไร การงานคืออะไร หน้าที่หรืออาชีพคืออะไร แม้ที่สุดแต่เงินทองทรัพย์สมบัติ ข้าวของเกียรติยศชื่อเสียงเหล่านี้ คืออะไรก็ตาม. ถ้าใครกล้ายืนยันว่า รู้ถึงที่สุด ว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร ก็ลองพิจารณาดูให้ดี ๆ หรือฟังคำอธิบายดูต่อไป ว่าตามความหมายอันแท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้คืออะไรกันแน่. ถ้าจะกล่าวโดยโวหารธรรมะ ว่าใครเป็นผู้รู้ธรรมะแล้ว ก็ต้องกล่าวว่าเขารู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร, คือถ้าผู้ใด รู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร ผู้นั้นจะเป็นผู้รู้พุทธศาสนา. ถ้ารู้หมดจนสิ้นเชิง ก็เท่ากับว่ารู้พุทธศาสนาหมดหมดจนสิ้นเชิงได้ ; เมื่อเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไรจริง ๆ แล้ว เราย่อมไม่ปฏิบัติผิดต่อสิ่งทั้งปวง แต่ย่อมจะปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวง. เมื่อปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวงแล้ว ก็เป็นอันแน่นอนว่าความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้. เดี๋ยวนี้เรายังไม่รู้จักสิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่มันเป็นจริง ว่ามันเป็นอะไร เราจึงปฏิบัติผิดต่อสิ่งทั้งปวงไม่มากก็น้อย ความทุกข์ก็เกิดขึ้นตามส่วน. ตัวอย่างเช่นไม่รู้จักว่าชีวิตนี้คืออะไร หน้าที่การงานคืออะไร เราย่อมปฏิบัติผิด ต่อสิ่งเหล่านี้ และความทุกข์ก็ต้องเกิดขึ้นตามส่วนที่ไม่รู้. การที่รู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร นั้นเป็นเครื่องช่วยให้เราปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวงโดยตรง.
แนบไฟล์
download (3).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 10 ต.ค. 2016, 10:51

.. เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติตามหลักของพุทธศาสนา หรือจะเรียกว่า การปฏิบัติพุทธศาสนาก็ตาม ย่อมเป็นการปฏิบัติปฏิบัติเพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริงนั่นเอง เพราะว่าถ้าเราปฏิบัติจนถึงกับรู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร เสียแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติอะไรอีกต่อไป. ขอให้ฟังให้ชัดเจนหรือให้ดี ในที่ตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ว่าการปฏิบัติของเรานั้น เราปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร ตามที่เป็นจริงอย่างไร เท่านั้น. ถ้าลงได้รู้ในเรื่องนี้แล้ว การปฏิบัติก็ไม่จำเป็นอะไรต่อไปอีก. การปฏิบัติอย่างที่เรียกกันว่า ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติกรรมฐานภาวนาอะไรก็ตาม ทั้งหมดนั้น ล้วนแต่มุ่งผลในที่สุด เพื่อให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร. เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร ก็ย่อมหมายถึงการบรรลุมรรคผล ชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือถึงที่สุด เพราะว่าความรู้นั้นเอง เป็นตัวทำลายกิเลสไปในตัว และเป็นการรู้ผลของการหมดกิเลสไปในตัว.
แนบไฟล์
download (4).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 10 ต.ค. 2016, 18:15

รูปภาพ

:) :D ยินดีกับคุณพี่ที่เสียสละเวลานำสิ่งดี ๆ มาฝากพวกเรา แต่ก่อนที่จะผ่านเลยผมมีคำของหลวงปู่ที่เคยสั่งสอนผมไว้ เมื่อครั้งที่ผมหันหน้าเข้าสู่กระแสธรรม ท่านจะเน้นที่การปฏิบัติให้มากที่สุด สำหรับหัวข้อธรรมท่านบอกว่า "อย่าให้เฝือ" เอาให้ชัดเจนธรรมะมีตั้ง ๘๔,๐๐๐ ข้อเป็นวิสัยของ พระอรหันต์ พวกเราที่เปรียบบัวใต้น้ำ คงต้องค่อย ๆ ศึกษาอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั่นคือ ต้องศึกษาให้เข้าใจในหัวข้อนั้น ๆ ก่อนที่จะผ่านเลย การบรรลุขึ้นอยู่กับ บารมีธรรม ถ้าเต็มแล้วอะไรก็ห้ามไม่ได้ ยังไม่เต็มก็อย่า "ท้อ" ฝึกไปเรียนไปด้วยความตั้งใจมั่น ไม่เกียจคร้าน

โอกาสนี้ขอขอบพระคุณ คุณพี่เนตร ในเจตนากุศล ขอให้ผลบุญครั้งนี้ จงส่งพี่ให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรงและได้ดวงตาเห็นธรรมไปพร้อม ๆ กันด้วย สาธุ สาธุ สาธุ. :) :D
viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

viewtopic.php?f=188&t=745024 ....เวียตนาม....

Re: "..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 10 ต.ค. 2016, 20:48

,.ขอบคุณ น้องแดง สารภี ที่ชี้แนะ เสริมส่ง เป็นกำลังใจยิ่งครับ..
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 11 ต.ค. 2016, 06:12

.. เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไรจริง ๆ แล้ว การเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและความหลุดพ้นที่เรียกว่า นิพพิทา วิราคะ และวิมุตตินั้น ย่อมเกิดขึ้นเองเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องทำความเพียรหรือปฏิบัติอะไรต่อไปอีก. เรามีหน้าที่ที่จะทำความเพียรหรือปฏิบัติ ก็แต่ขั้นที่ว่ายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น. โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือไม่รู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. นี่, เป็นการกล่าวตามหลักพระพุทธศาสนา. เมื่อการปฏิบัติกรรมฐานภาวนานั้น ได้เป็นไปจนกระทั่งเกิดความเห็นแจ้งสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเด็ดขาดสิ้นเชิงลงไปจริง ๆ แล้ว นั้นย่อมหมายถึงที่สุดของความรู้และการปฏิบัติ เพราะว่าความรู้เช่นนั้นย่อมทำลายกิเลสเองอยู่ในตัว จนหมดไปในตัว. เราไม่ต้องทำความพยายามในข้อที่จะให้ความรู้นั้น ทำลายกิเลส, เราพยายามแต่เพียงให้เกิดความรู้อันนั้นขึ้นมา คือให้เป็นความรู้ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถึงที่สุดจริง ๆ เท่านั้น โดยสรุปก็คือความรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง. เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ เมื่อเราไม่รู้ว่า ชีวิตนี้ หรือสิ่งทั้งปวงนี้ หรืออะไร ๆ ที่เรากำลังหลงรักใคร่ยินดีนี้ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ก็หลงรักยินดีติดพันยึดถือในสิ่งเหล่านั้น. ครั้นเรารู้จริงตามวิธีรู้ของทางพระศาสนา คือไม่ใช่รู้อย่างวิธีของโลก ๆ. แต่เป็นการรู้ตามวิธีของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ จนมองเห็นชัดว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีอะไรที่น่าผูกพันตัวเราเข้าไปกับสิ่งนั้น ๆ จริง ๆ แล้ว ก็จะเกิดความหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นขึ้นมา ดังนี้. ฉะนั้น การปฏิบัติจึงเป็นการปฏิบัติเพียงเพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง คือยิ่งกว่าที่รู้ ๆ กันอยู่ตามธรรมดาโลก หรือตามที่ตนเข้าใจว่ารู้เท่านั้นเอง.
แนบไฟล์
download (5).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 11 ต.ค. 2016, 06:17

.. อาตมาขอยืนยันคำจำกัดความข้อนี้ ว่าเป็นคำจำกัดความที่เพียงพอและเหมาะสมสำหรับท่านนักศึกษาทั้งหลาย จะเอาไปใช้สำหรับดำเนินการปฏิบัติตน ด้วยการสืบสาว วิธีรู้ และวิธีปฏิบัติ ให้ออกไปจากหลักที่ว่า เราจะต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น. ถ้าถามขึ้นเป็นคำกลาง ๆ ในที่ทั่วไป ว่าศาสนาคืออะไร ก็มีทางที่จะตอบได้มากทางด้วยกัน จนกระทั่งท่านทั้งหลายฟั่นเฝือ. ตัวอย่างเช่นจะถามไปกลาง ๆ ว่า ศาสนาคืออะไร ดังนี้แล้ว, ศาสนากลุ่มหนึ่ง หรือประเภทหนึ่ง ก็จะตอบว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งมาจากพระเป็นเจ้า ดังนี้เป็นต้น เป็นคำตอบที่มีมากมายในหลายศาสนาในโลกนี้ ซึ่งนิยมถืออย่างนั้น, นิยมตอบอย่างนั้น. แต่สำหรับพุทธศาสนาแล้ว ไม่มีการกล่าวเช่นนั้นเลย ความรู้ที่ว่าอะไรเป็นอะไรนี้ จะมาจากใครก็ได้ ถ้าเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ว่าอะไรมาจากอะไรจริง ๆ แล้ว ก็เป็นพุทธศาสนาทันที. การที่จะไปตอบว่า พุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น แทบจะไม่มีประโยชน์ เพราะว่าเรายังไม่ได้รับประโยชน์อะไรมากกว่ารู้ว่าเป็นดังนั้นเท่านั้น. ถ้าจะถามว่า ทำไมจึงไม่อ้างบาลีข้อนั้นข้อนี้มาตอบ เพื่อจะชี้ให้เห็นชัดว่า พุทธศาสนาคืออะไร อาตมาก็อยากจะตอบว่า คำกล่าวที่ว่าความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นแหละ คือใจความของพระบาลีหมดทั้งพระไตรปิฎก เพราะเหตุว่า หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งพระไตรปิฎก ก็ล้วนแต่เป็นการบ่งระบุให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร เท่านั้นเอง.
แนบไฟล์
download (6).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 11 ต.ค. 2016, 06:19

.. ถ้าถือเอาตามหลักที่ท่านทั้งหลายคงจะเคยได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไปแล้วสักอย่างหนึ่งมาอ้างก็ได้ เช่น หลักเรื่อง อริยสัจจ์ ๔ ประการ. อริยสัจจ์ข้อที่ ๑ บรรยายเรื่อง ความทุกข์ที่มีประจำอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งปวง. อริยสัจจ์ข้อที่ ๒ บรรยายเรื่อง มูลเหตุของความทุกข์ ซึ่งได้แก่ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น และอยากไม่ให้มี อยากไม่ให้เป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งรวมเรียกว่าความอยาก, อริยสัจจ์ข้อที่ ๓ บอกถึงความที่ว่า ถ้าดับความอยากเสียได้แล้ว ความทุกข์ก็จะต้องดับไปตาม เพราะว่าความทุกข์ย่อมมาจากความอยาก, อริยสัจจ์ข้อที่ ๔ บอกวิธีที่จะดับความอยากสียให้ได้ด้วยวิธีอย่างไร. เมื่อถือว่าหลักอริยสัจจ์ ๔ ประการนี้ เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา เราก็ควรจะนำมาเปรียบเทียบ กับข้อที่อาตมาได้ยืนยันว่า คำจำกัดความของพระพุทธศาสนานั้น คือ “วิชาหรือระเบียบปฏิบัติที่ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร” ดูว่าจะลงรูปลงรอยกันได้อย่างไรสืบไป.
แนบไฟล์
download (7).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*

Re: "..ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ..ธรรมะกลับมา โลกาไม่พินาศ.."คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาส ภิกขุ".."

โพสต์ โดย ลุงเนตร » 11 ต.ค. 2016, 06:22

.. อริยสัจจ์ข้อที่ ๑ ที่แสดงว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ หรือสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ นี่ก็คือบอกตรง ๆ ว่า สิ่งทั้งปวงหรืออะไรเป็นอะไรนั่นเอง. คำว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ นั่นก็คือคำตอบที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ แต่สัตว์ทั้งหลายไม่ทราบ ไม่รู้ ไม่เห็น ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นความทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงได้มีความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งในสิ่งทั้งปวง. ถ้ารู้ว่ามันเป็นความทุกข์ ไม่น่าจะอยาก ไม่น่าจะยึดถือ ไม่น่าจะไปผูกพันตัวเองเข้ากับสิ่งใดแล้ว ก็คงจะไม่อยาก. นี่เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องตามความเป็นจริงนั่นเอง จึงได้ไปอยากเข้า คือปฏิบัติผิดต่อความจริงของสิ่งทั้งปวง. แม้ อริยสัจจ์ข้อที่ ๒ ที่แสดงว่าความอยากนั้น ๆ เป็นเหตุของความทุกข์, สัตว์ทั้งหลายก็ไม่ได้รู้ไม่ได้เห็น ไม่ได้เข้าใจ ว่าความอยากนี้แหละ เป็นเหตุของความทุกข์ จึงได้พากันอยากนั่น อยากนี่ ร้อยแปดพันประการ และอยากทุกสิ่งทุกอย่างอยู่โดยไม่เห็นว่าความอยากนี้ เป็นที่ตั้งของความทุกข์ เป็นที่เกิดของความทุกข์. นี่, ก็เพราะไม่รู้จักตัวความอยาก ว่าความอยากนั้นคืออะไร. นี่ก็เรียกว่ารู้อะไรเป็นอะไรอีกนั่นเอง. อริยสัจจ์ข้อที่ ๓ ที่แสดงว่านิโรธ หรือพระนิพพาน คือการดับตัณหาเสียให้สิ้น เป็นความไม่มีทุกข์ นั้น, สิ่งที่เรียกว่านิโรธหรือนิพพานนั้น ก็เป็นสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายยิ่งไม่รู้จักกันใหญ่ มากขึ้นไปอีก ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่อาจจะลุถึงได้ในที่ทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็หาพบได้ตรงที่มีความอยากและดับมันเสียได้นั่นเอง. นี่, ก็คือว่าไม่รู้อะไรเป็นอะไร จึงไม่มีใครปรารถนาที่จะดับความอยาก หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือไม่ปรารถนาพระนิพพาน. ทีนี้ก็มาถึง อริยสัจจ์ข้อที่ ๔ อันเป็นข้อสุดท้ายที่เรียกว่ามรรค อันได้แก่วิธีดับความอยากนั้น ๆ เสีย. ไม่มีผู้ใดรู้เห็นเข้าใจว่า การทำอย่างนี้เป็นวิธีดับเสียซึ่งความอยากหรือทำตนให้ถึงความดับทุกข์ ; ไม่มีใครสนใจเรื่องอริยมรรคอันมีองค์ ๘ ประการ ซึ่งล้วนแต่เป็นการดับเสียซึ่งความอยาก ; นี้, ก็คือว่า ไม่รู้จักอะไรเป็นอะไรอีกนั่นเอง ; ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นที่พึ่งแก่ตนได้ : ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรขวนขวายพยายามอย่างยิ่ง ; จึงไม่มีใครสนใจ กับเรื่องอริยมรรค อันมีองค์ ๘ ประการ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่เลิศประเสริฐที่สุด ในบรรดาวิชาความรู้ของมนุษย์เราในโลกนี้หรือโลกอื่น ๆ รวมทั้งเทวโลกอะไร ๆ ด้วยกันก็ได้ ถ้าหากจะมี ; ไม่มีความรู้อันใดที่จะสูงสุดยิ่งไปกว่าหลักธรรม ที่เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘, แต่แล้วก็ไม่ใครจะสนใจในความรู้ข้อนี้กันนัก เหมือนกัน. นี่แหละ, คือการที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างน่าหวาดเสียว ; ไม่รู้ว่าอริยมรรคนี้จะดับความทุกข์ให้เด็ดขาดลงไปได้อย่างไร.
แนบไฟล์
download (8).jpg
*..ยิ่งปั่น..ยิ่งแข็ง..แรงยิ่งดี..โรคไม่ค่อยมี..ไม่ทุกข์..*


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน